วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

วิกฤติวัย 30+

วิกฤติวัย 30+
1)
A อายุ 32 ปี
A ทำงานที่บริษัทอินเตอร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ไต่เต้าจากตำแหน่งหนูน้อยจูเนียร์จนตอนนี้ตำแหน่งใหญ่โต
"เคยคิดว่าจะอยู่สัก 2-3 ปี แต่ทำไปทำมานี่จะ 8 ปีแล้ว จนคนรุ่นเดียวกับฉันลาออกย้ายงานกันไปหมดแล้ว" A บอก
A รักที่ทำงานแห่งนี้และหวังจะเติบโตไปกับบริษัท ที่นี่คงเป็นเรือนตายของ A แต่...
"แต่ความจงรักภักดีมีราคาของมัน" A ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะบอกว่า
"เรื่องตลกของชีวิตมนุษย์เงินเดือนก็คือ บริษัทไม่มีทางจ่ายให้เราได้มากเท่ากับคนที่ย้ายมาจากที่อื่น ต่อให้เราจงรักภักดีไม่คิดลาออกก็เถอะ รอให้บริษัทขึ้นเงินเดือนให้ตามระบบยังไงก็ไม่มีทางขึ้นได้เท่ากับลาออกไปอยู่ที่อื่นหรอก และเผลอๆ ลาออกแล้วกลับมาใหม่ยังได้เงินเดือนเยอะกว่าอยู่ยาวรวดเดียวอีก นี่เห็นตำแหน่งฉันสูงขนาดนี้แต่เงินเดือนต่ำเตี้ยเรี้ยดิน ลูกน้องเก่าฉันทำงานไม่กี่ปีลาออกไปย้ายงานทีเดียวเงินเดือนสูงกว่าฉันอีก!"
"นี่ไงล่ะราคาของความจงรักภักดี สุดท้ายฉันก็คือของตายของบริษัท ฉันเพิ่งมาตาสว่างเอาตอนที่ทำงานมาจนจะย้ายไปที่ใหม่ก็ยากแล้ว สามสิบกว่าแล้วนะแก ไม่ใช่เด็กๆ แล้วลาออกไปจะไปทำอะไรฉันยังไม่รู้เลย เศรษฐกิจแย่แบบนี้ด้วย"
"ทุกวันนี้เข้าเว็บหางานก็ไม่มีงานอย่างที่อยากทำ งานที่อยากทำก็ดันไม่ให้คุณค่ากับเรา คือ...จะมาบอกว่าทำงานแล้วได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้ ได้ความภูมิใจ แต่ไม่ให้เงินด้วยก็ไม่ได้นะโว้ย คนเราต้องกินต้องใช้ พ่อแม่ต้องดูแล อายุสามสิบกว่าแล้วความมั่นคงมันก็ต้องมีได้แล้วนะเว้ย" A พรั่งพรูมาเป็นชุด
"เจ็บสัสๆ ทำไมความจงรักภักดีแม่งทำให้เรากลายเป็นของตายของบริษัทวะ"
A เหมือนคนอกหัก แต่อกหักจากงานที่ตัวเองรัก เป็นรักข้างเดียว จะเลิกก็เคว้งคว้าง จะอยู่ต่อก็รู้สึกเป็นของตายที่ไม่มีคุณค่า ศรัทธาก็ไม่เหลือ ความมั่นใจก็มลายสิ้น
เจ็บสัสๆ อย่างที่ A บอก
A ตัดสินใจขอหัวหน้าขึ้นเงินเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ในชีวิต A ไม่เคยทำเลย เพราะคิดว่าเมื่อทำงานดีก็ควรได้รับการตอบแทนโดยไม่ต้องร้องขอ และก็อาจจะเพราะเมื่อก่อน A รู้สึกกระดากที่ต้อง "ขอ" แต่ความจริงในชีวิตก็คือ เราจะไม่มีวันได้สิ่งที่เราต้องการ ถ้าเราเพียงแต่รอให้มันลอยลงมาจากฟ้า A คิดว่า เอาวะ ผลงานของ A ก็น่าจะเป็นข้อต่อรองให้มีการพิจารณาเพิ่มเงินเดือน ถ้ายังเห็นว่า A มีคุณค่า
"นั่นแหละ และฉันก็ลาออก"
บริษัทของ A หาคนใหม่มาแทน A ได้อย่างรวดเร็ว ทุกชีวิตยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่...
"และเท่าที่บังเอิญเสือกไปรู้ บริษัทก็จ้างคนใหม่มาแทนที่ฉันด้วยเงินเดือนที่สูงกว่าฉันมากกกกก แต่ได้ข่าวว่าทำงานไม่ค่อยดีเท่าไร ทำงานได้หนึ่งปีก็ลาออกไปที่ใหม่ นี่บริษัทเก่าก็มาตื๊อให้ฉันกลับไปอยู่ เป็นไงล่ะ!"
"และจะกลับไปไหม" ฉันถาม
A หัวเราะลั่น
"แต่ความจงรักภักดีมีราคาของมันไม่ใช่เหรอวะ" A บอกก่อนจะจิบแชมเปญ
ไม่ว่าแชมเปญขวดนั้นจะเปิดเพราะฉลองให้กับการ "กลับ" หรือ "ไม่กลับ" ไปที่ที่เขาจากมาก็ตาม
ฉันรู้ว่าเส้นทางของ A จะไม่เหมือนเดิม
------------------------------
2)
B อายุ 33 ปี
B ทำงานในบริษัทที่มีภาพลักษณ์ดีเลิศ งานที่ B ทำคือการปั้นโครงการช่วยเหลือสังคมให้มีสุขภาพดี แต่...
"It's just another bullshit job ว่ะ" B บอก
"คือก่อนที่จะโครงการเพื่อสังคมให้คนมีสุขภาพดีเนี่ย บริษัทกูช่วยทำดีกับคนทำงานใกล้ตัวอย่างพนักงานก่อนได้ไหมวะ ใช้กูเยี่ยงทาส ให้กูทำโครงการเพื่อให้คนสุขภาพดีแต่ให้กูทำงานหามรุ่งหามค่ำ ประชุมทีด่าอย่างกับไม่ใช่คน เครียดจะตายห่าอยู่ทุกวันเนี่ยนะ สุขภาพพนักงานล่ะดีเชี่ยๆ"
แต่ B ก็ทนอยู่ที่นี่มาเพราะ "เงิน" ดี B เคยเดินเข้าไปลาออกแต่ก็ได้รับข้อเสนอใหม่ที่ทำให้ B เปลี่ยนใจ และเป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง
B ไม่เคยอยากตื่นมาทำงานเลยสักวันจนต้องสะกดจิตตัวเองว่า เอาวะ อย่างน้อยทนโดนด่าไปอีกไม่กี่วันก็ได้เงินแล้ว
"เมาเงิน" B ว่าอย่างงั้น
"แต่พอถึงจุดหนึ่ง ฉันถามตัวเองว่า เฮ้ย! แล้วอะไรคือความภูมิใจในชีวิตฉัน อะไรคือความสุขในชีวิตฉัน เงินเดือนที่ฟาดหัวฉันเยอะๆ นี่ฉันจะเอาไปทำอะไรวะ เอาไปรักษาไมเกรนกับโรคกระเพาะ เพื่อ?! แล้วนี่ฉันแม่งเป็นอะไรวะ โดนเอาเงินฟาดก็ยอมให้เขาด่าแล้ว คุณค่าของฉันคืออะไรวะ"
B ตัดสินใจลาออกแม้บริษัทจะยื่นเงินเดือนใหม่ที่เยอะกว่าเดิมให้ B ให้เหตุผลกับหัวหน้าว่า
"ให้เงินเท่าไรผมก็ไม่ทำครับ ผมอยากมีชีวิตที่ดี และพี่ครับ ผมไม่ได้อยากได้อะไรมากไปกว่าการที่พี่จะพูดดีๆ กับผม และพี่ว่ามันไม่ตลกเหรอครับพี่ เราทำโครงการสวยหรูช่วยให้คนมีสุขภาพดี แต่งานนี้ทำให้พวกเราสุขภาพพัง"
"แล้วหัวหน้าแกว่าไง" ฉันถาม
"เขาแค่ถามฉันว่า อยากได้เท่าไร" B บอก "ฉันเลยถามเขากลับไปว่า...
แล้วพี่คิดว่าชีวิตผมมีค่าเท่าไรล่ะครับ"
B ทำงานที่ใหม่ด้วยเงินเดือนที่น้อยกว่าเดิมมาก แต่ B พบว่า B ไม่เคยต้องตื่นมาสะกดจิตตัวเองให้ต้องอยากทำงานอีกเลย
"แล้วงานใหม่ของแกเป็นไงวะ" ฉันถาม
"มันไม่ใช่ Just Another Bullshit Job" B นิยามงานใหม่ของเขาแบบนั้น
งานใหม่ของ B ไม่ได้ช่วยให้สังคมสุขภาพดีขึ้น แต่มันทำให้ B รู้สึกว่าตัวเองมีค่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
"แล้วพี่คิดว่าชีวิตผมมีค่าเท่าไรล่ะครับ" B ไม่ได้ถามแค่หัวหน้า
แต่กำลังถามตัวเอง
------------------------------
3)
C อายุ 32 ปี
ถ้ามีแบบฟอร์มให้กรอกชีวิตในอุดมคติของ C คงจะมีคำว่า "ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน" อยู่ในนั้น ชีวิตของ C คือการทำงาน ภาพที่ฉันเห็น C มาตลอดคือเป็นคนที่ทำงานหนักมาก (มาก - ขอย้ำ)
ฉันเคยถาม C ด้วยคำถามแบบเดียวกับในนิตยสารว่า อยากให้คนจดจำ C ว่าอะไร คำตอบของ C คือ อยากให้จำว่า C คือ "คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน" จนกระทั่ง...
"เป้าหมายในชีวิตตอนนี้มันเปลี่ยนไปว่ะ" C บอก
"เราพบว่าที่ผ่านมาเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการสร้างธุรกิจให้คนอื่นเติบโต และเราก็เรียกว่านั่นคือความสำเร็จ แต่หันไปดูพ่อแม่เราแก่ลงทุกวัน ร่วงโรยลงทุกวัน เราทำงาน - ทำงาน - ทำงาน แล้วหันมาอีกที เฮ้ย...พ่อแม่เราแก่ขนาดนี้แล้ว เราจะอยู่ด้วยกันอีกกี่ปีวะ
บางทีเราก็สงสัยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราอยากทำงานให้ออกมาดีที่สุด แต่วันวันหนึ่งเราต้องรับมือกับคนซึ่งปฏิบัติต่อคนทำงานแย่มาก เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ เครียดก็เครียด ทั้งหมดนี้เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับคนที่ทำไม่ดีกับเรา คนที่ด่าเรา เพื่อให้เราได้ชื่อว่าเรามีความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่มาคิดดู เราไม่มีเวลาให้พ่อแม่เลยว่ะ มันใช่เหรอวะ มัน-ใช่-เหรอ
เรามาคิดนะเว้ย เรามาทำงานเอาเป็นเอาตายขนาดนี้ เกิดพ่อแม่เราตายขึ้นมา แกเชื่อไหม บริษัทจะทำแค่ส่งพวงหรีดสวยๆ มาให้เรา แต่หลังจากนั้น เขาก็จะปฏิบัติกับเราอย่างเดิม เขาก็จะด่าเราเหมือนเดิม แต่เฮ้ย...พ่อแม่เราตายแล้วนะเว้ย เราเอาพ่อแม่เราคืนมาไม่ได้แล้ว
เราเคยคิดมาตลอดนะว่า พอมีหน้าที่การงานที่ดี วันนั้นพ่อแม่ก็คงภูมิใจในตัวเราเอง แต่เราจะภูมิใจไหมวะว่าตัวเองบ้างานจนไม่มีเวลาให้พ่อแม่ เราจะภูมิใจไหมว่าเราแม่งโคตรทำงานเก่งเลย แต่เป็นลูกที่ไม่ดูแลพ่อแม่
เราไม่อยากทำงานที่มันเอาชีวิตเราไปหมดจนเราไม่มีเวลาให้ครอบครัว เราไม่อยากได้ชื่อว่าเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เราต้องมาเสียใจอยู่ตลอดชีวิตว่าน่าจะมีเวลาให้พ่อแม่มากกว่านี้"
C ตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำอยู่ ใครๆ ก็พากันสงสัยว่า C นึกอะไรขึ้นมาถึงลาออกจากบริษัทระดับท็อปของประเทศแบบนั้น
เท่าที่รู้ งานใหม่ของ C ทำให้เขาได้กลับบ้านไปทานข้าวเย็นกับพ่อแม่หลังเลิกงานเสียที
"เป้าหมายในชีวิตตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วว่ะ" คงเหมือนอย่างที่ C บอก
ถ้าไปถาม C ตอนนี้ว่าชีวิตในอุดมคติคืออะไร C คงตอบว่า ชีวิตที่ได้มีเวลาดูแลพ่อแม่บ้าง
-------------------------
4)
D อายุ 34 ปี
D เคยเป็นสาวเปรี้ยวที่ประกาศตัวไว้ว่าไม่อยากมีลูก (แต่ไม่ได้แปลว่าไม่อยากมีผัว) "มีลูกเหนื่อยตายห่าเลย" นางเคยบอกแบบนั้น แผนการในชีวิตหลังแต่งงานของนางคืออยู่กันแค่สองคนสองสามีภรรยา
คอนเซ็ปต์คือผสมพันธุ์ได้แต่ไม่สืบพันธุ์
ทุกวันนี้ D แต่งงานแล้ว และหลังจากแต่งงาน...
"มีลูกแล้วรู้สึกยังไงวะ" ฉันถาม
"หนักนมเชี่ยๆ เลยค่ะมึงขา นมใหญ่อยู่แล้วใหญ่กว่าเดิมอีก" นางตอบ
อย่าได้คาดหวังว่านางจะตอบอะไรฟุ้งๆ ฝันๆ แบบ "ฉันรู้สึกเหมือนเป็นผู้หญิงเต็มตัว" หรือ "ชีวิตครอบครัวของฉันสมบูรณ์ได้เพราะลูก"
ก็ไหนว่าไม่อยากมีลูกไง...คุณคงคิดอย่างนั้น
"เรื่องของเรื่องคือฉันนับวันผิด ปกติต่อให้แต่งงานแล้วฉันก็ใช้ถุงยางตลอดเว้ย เพราะไม่อยากมีลูก วันนั้นครั้งเดียวไม่มีถุงยาง ฉันก็นับหน้าเจ็ดหลังเจ็ด โอเค! วันนี้ปลอดภัย ลุยเลย! เท่านั้นแหละค่า! ไม่รู้อีท่าไหนได้ลูกสาวมาในท้องเลยค่า! ผัวหัวเราะใหญ่เลยค่ะว่าทีเดียวอยู่!"
ไม่รู้อีท่าไหนนี่คงมีแต่นางและสามีเท่านั้นที่รู้
"เรื่องมีลูกนี่ไม่เคยมีอยู่ในแผนการชีวิตเลยค่ะมึงขา อารมณ์แบบแม่ๆ อยากมีลูกนี่ไม่เคยมีในหัว ผิดแผนไปหมดเลยว่ะ นี่ท้องโตขนาดนี้แล้ว แพ้ท้องมันไม่สนุกหรอกนะ ฉันถึงสงสัยว่าคนที่เขามีลูกกันหลายๆ คนนี่เขาทนแพ้ท้องไหวได้ไงวะ"
เรายืนอยู่บนรถไฟฟ้าที่แน่นเอี๊ยด D ท้องใหญ่ขนาดนี้แต่ไม่มีใครลุกให้นั่ง คนคงคิดว่านางอ้วน ไม่คิดว่านางท้อง แต่ D เองก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เธอยืนด้วยสองขาของเธอและมีอีกหนึ่งชีวิตในท้อง
"มันอาจจะผิดแผน แต่ฉันก็รู้แหละว่าฉันจะเลี้ยงลูกให้ดีได้ ถึงเวลามันก็ต้องทำได้แหละ คงเหมือนทุกเรื่องนั่นแหละ ตอนแรกอาจจะคิดไม่ออกว่าจะผ่านไปได้ยังไง แต่พอถึงเวลาก็ต้องทำได้" D บอกด้วยความมั่นใจ นางอาจจะหนักอกแต่ไม่หนักใจ
"เรารู้ว่าแกทำได้" ฉันบอก
ชีวิตก็เป็นแบบนั้น มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ใช่ว่าจะเป็นไปตามที่เราออกแบบได้เสมอ
เรื่องบางเรื่อง เราไม่เคยรู้หรอกว่าจะรับมือกับมันได้อย่างไรจนกว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับเรา
และบางทีจะรับมือกับมันได้อย่างไรอาจไม่สำคัญเท่ากับใจบอกว่าเราจะรับมือกับมันได้หรือเปล่า
"แต่พอถึงเวลาก็ต้องทำได้" D บอก
-----------------------
ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

ผ่อนบ้านอยู่เจ้าหนี้ยึดได้หรือไม่

ดิฉันมีปัญญามากเลยค่ะเนื่องจากเราทำงานคนเดียวและปัญหาเกี่ยวกับหนี้เครดิตทั้งหลายจะทำยังไงดีค่ะขอปรีกษาหน่อยค่ะ ขอความกรุณาเพื่อนและพี่ที่รู้ช่วยให้แสงหน่อยนะค่ะ

1. เกี่ยวกับการยึดของในบ้าน ถ้าเราหย่ากับสามีและเปลี่ยนชื่อให้สามีเป็นเจ้าบ้านจะโดนยึดอีกหรือไม่ค่ะเพราะพึงหยุดจ่ายเดือนแรก โทรกระหน่ำเลยค่ะ


หากมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ แต่คุณยังเพิกเฉย และเจ้าหนี้สืบทราบได้ว่าคุณครอบครองทรัพย์สินใดใดอยู่ ไม่ว่าจะหย่าหรือไม่หย่า มันไม่เกี่ยวกันเลย ชื่ิเจ้าบ้านก็เหมือนกัน เจ้าหนี้สามารถบังคับคดียึดบ้านได้อยู่ดี

ถ้าคุณมีชื่อเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์



ากู้ร่วม แล้วโดนยึด ไม่ว่าจะหย่าหรือไม่หย่า หากขายทอดตลาดได้ แบงค์เจ้าของบ้านได้ไปก่อนจากส่วนที่คงค้าง จากนั้นส่วนที่เหลือก็แบ่งครึ่ง สามีได้ไปส่วนนึง ของคุณ เจ้าหนี้บัตรก็เอาไปหักหนี้

ถ้ายังไม่พอหัก ก็จะไปตามยึดอย่างอื่นอีก จนกว่าจะครบ



2. เกี่ยวกับเรื่องการยึดบ้าน ถ้าราคาบ้านตอนนี้คงประมาณ 650000 ได้แต่เป็นหนี้บ้านอยู่ที่ 450000 แต่ตอนซือราคา 540000 จะถูกยึดไม่ค่ะ กรณีถ้าหย่ากับสามี เขาเป็นผู้กู้ร่วมเขามีสิทธิ์ ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งก่อนหรือเปล่าค่ะ ที่เจ้าหนี้จะยึดได้ช่วยตอบหน่อย นะค่ะ เข้าไปอ่านที่กระทู้ปักหมุดไม่เข้าใจเพราะไม่มีกรณีที่ต้องการรู้ช่วยตอบหน่อยนะค่ะถ้าใครรู้ขอบคุณมากค่ะ

โดนยึดขายทอดตลาดครับ


แนะนำ ควรหย่าการเมืองครับ


วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

10 บทเรียนที่ได้รับจากการลาออกจากงาน ภาค 2

ต่อนะครับ

6. เราสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตัวเองได้

คนอื่นอาจจะว่าบ้า ถ้าเกิดเราจะเลิกทำงานประจำที่มั่นคง ชีวิตในคอนโดแสนสุขสบาย รายได้ที่โอเคเพื่อไปทำสิ่งที่เรียกว่า “ไม่มั่นคง” ในสายตาคนอื่น อย่างพนักงานฟรีแลนซ์ หรือ ครูสอนเปียโน?
พูดกันตามตรงมันก็ดูบ้าเหมือนกันนะ

แม้จะมีคนหลายคนเลือกทำแบบนี้ แต่เหมือนสังคมเราจะให้ค่า “ความมั่นคง” มากกว่า “ความสุขในชีวิต” ทุกอย่างอยู่ที่เราเลือกเอง เราทุกคนสร้างกฎเกณฑ์ของชีวิตเราได้เสมอ ถ้ามันไม่เดือดร้อนคนอื่น คุณไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนใคร และใครๆก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบคุณด้วย คนเราทุกคนมีสิทธ์เลือกทางเดินของตนเอง



7. เมื่อไม่มีใครออกคำสั่งเรา เราก็ต้องทำเอง

ตอนที่คนเราทำงานประจำ เรามักจะมีผู้บังคับบัญชา ซึ่งหลายครั้งเราก็แค่ทำตามที่เขามอบหมายงานมาเท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ และนั่นทำให้เราเคยชินกับกิจวัตรแบบเดิมๆ ที่ไม่ต้องบังคับตัวเองเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวงานก็บีบบังคับเราเอง

ต่อให้เราไม่อยากทำหรือขี้เกียจแค่ไหน แต่ความกลัวที่มีต่อเจ้านายก็จะทำให้ลุกขึ้นมาทำงานเอง แต่เมื่อเราออกมาเริ่มต้นชีวิตอิสระ ภายใต้การควบคุมของเรา ไม่มีใครออกคำสั่งเราแล้ว เราไม่ต้องรีบตื่นในวันที่ขี้เกียจ เราไม่ต้องฝ่ารถติดทุกวันโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป เราจึงต้องเป็นคน “กำหนด” ทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าไม่ยากหรอก

แต่เชื่อสิ เมื่อวันนั้นมาถึงทุกคนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขี้เกียจและผัดวันประกันพรุ่ง ดังนั้น มันสำคัญมากที่เราจะฝึกตนเอง เอาชนะความขี้เกียจของตัวเองให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้น เราจะเคยชินกับความขี้เกียจและกลายเป็นคนที่ไร้ประสิทธิภาพ



8. ความกลัวเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโต

ชีวิตเป็นสิ่งที่น่ากลัว มันทำให้คนเราไขว่คว้าหาความมั่นคงเข้ามาเติมในชีวิต เปรียบเหมือนการที่เราลอยคออยู่ในทะเลและพยายามหาอะไรเกาะยึดเหนี่ยวไว้ก่อน อะไรก็ได้ ขอแค่ไม่ตายก็พอ

หลายคนเข้าใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีอะไรที่แตกต่างจากตัวเราเยอะแน่ๆ ถ้าพวกเขาไม่รวยมาตั้งแต่เกิด ก็ต้องเป็นคนที่มีพลังวิเศษที่สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่มีความกลัว เหมือนพวกเขามีอำนาจที่พวกเราไม่มี ทำนองนั้น แต่เมื่อได้ลองศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จมากๆดู ไม่ว่าจะจากการพูดคุยกับเขาอย่างส่วนตัว หรือว่าดูจากการสัมภาษณ์ในทีวี ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาก็มีความกลัวทั้งนั้นแหละ

เพราะความกลัวเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนอย่างธรรมชาติ แถมพวกเขายังเผชิญหน้ากับความกลัวมากกว่าพวกเราด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราตัดสินใจทำอะไรใหญ่ๆได้ เป็นเพราะเขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวที่มีนั่นเอง 

ดังนั้น อย่าคิดว่าความกลัวเป็นสิ่งที่น่าสยดสยองและไม่อยากจะพบพานที่สุด ถ้าเราเริ่มทำอะไรและรู้สึกกลัวนิดๆขึ้นมา นั่นเป็นสัญญาณที่ดี เป็นเพราะเราเริ่มที่จะออกจาก “Comfort Zone” ของเราแล้ว อีโก้มันจึงพยายามฉุดรั้งและขัดขวางไม่ให้เราลงมือทำเพราะมันกลัวความเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าเราทำสิ่งที่กลัวทุกวัน เริ่มวันละนิดวันละหน่อย เราจะเรียนรู้การจัดการความกลัวได้เอง



9. เวลาคนเราก็มีเท่านี้ ไม่มากไปกว่านี้

คนเรามักมีความปรารถนาเพิ่มขึ้นกับทุกเรื่อง ถ้าไม่ใช่เงิน ก็เวลา ถ้าไม่ใช่เวลา ก็ความสำเร็จ ถ้าไม่ใช่ความสำเร็จ ก็คือความเคารพนับถือ วนเวียนอยู่แบบนี้ เป็นวงจรชีวิตไม่จบไปสิ้น

ในเมื่อชีวิตคนเราเต็มไปด้วยตัณหาไม่จบไปสิ้น เราควรมีสติรู้ให้เท่าทันตัวเอง รู้จักลิมิตและขอบเขต มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่บ้าคลั่งไม่รู้จักพอ คนเรามีเวลาเท่าๆกัน และเวลาจะมีค่าอะไรถ้าเราไม่รู้จักจัดสรรมันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ถ้าเราไม่รู้จักจัดการกับสิ่งที่เรามีให้ดีก่อน เราจะมีมากกว่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อแค่ตอนนี้ยังจัดการไม่ได้เลย จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด หมั่นจัดสรรเวลาให้คนที่เรารักและรักเราบ้าง ชีวิตเราอาจจะมีความหมายมากขึ้นโดยไม่ต้องมีสิ่งใดมากไปกว่านี้ก็ได้



10. ยอดเยี่ยม คือ 100% นอกจากนั้น ยังไม่ใช่

คนเรามักคิดว่าคนที่สำเร็จมักมีทางลัด ทั้งๆที่เขาบอกว่าเขาทำงานหนักและเขาใช้เวลากว่าจะมาถึงจุดนี้

แต่เราก็มักจะไม่เชื่อและคิดว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ เพราะเราก็ทำงานหนักเหมือนกัน แต่ทำไมไม่เห็นได้แบบเขา คนเราเข้าใจว่าการจะได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม คือการทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จริงๆแล้ว การทำงานหนักในแบบของคนประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดจากเวลาที่ลงมือทำ

แต่เขาวัดจาก “คุณภาพของงาน” ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เขาจะใช้เวลาและทรัพยากรทั้งหมดที่มีในแต่ละวันให้ดีที่สุด ทุกวันต้องยอดเยี่ยม 100% ต่ำกว่านี้คือ ไม่ได้ตามที่คาดหวัง และนั่นเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จอย่างใจอยากสักที เพราะเราก็ขยันมากๆ เราทุ่มเทมากๆ แต่มันผิดจุดเท่านั้นเอง

สิ่งที่เราคิดว่าเราทุ่มเทแล้วด้วยความเหนื่อยยาก มันอาจให้ผลลัพธ์แค่ 50% ในขณะที่คนที่คนอื่นเขาอาจดูไม่เหนื่อยเท่าเรา แต่เขาทำงานได้ยอดเยี่ยม 100% ซึ่งเขาไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรหรอก เขาก็แค่ทำสิ่งที่เขาต้องทำ เพียงแต่เราแค่ทุ่มเทผิดที่ผิดทางเท่านั้นเอง หลักของการทำงานให้มีประสิทธิภาพคือ ความสม่ำเสมอ การลงมือทำสิ่งใดก็ตามแต่ทำนานๆครั้ง ผลก็จะไม่เทียบเท่ากับการทำให้เต็มที่อยู่สม่ำเสมอ

มีการวิจัยบอกว่าถ้าเราทำสิ่งใดแบบเดิมๆซ้ำๆติดต่อกันเกิน 30 วันขึ้นไป มันจะกลายเป็นนิสัยของเรา ดังนั้นไม่ว่าตอนนี้เรามีนิสัยที่อยากแก้ไข หรือต้องการสร้างนิสัยดีๆให้ตัวเราใหม่ ลองใช้กฎ 30 วันดูก็ได้ ปรับแบบแผนการใช้ชีวิตใหม่ แรกๆอาจทำได้ยากมาก เพราะเรายังยึดติดอยู่กับนิสัยเดิม แต่เมื่อเราฝืนใจทำมันไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเคยชิน และทุกอย่างจะง่ายขึ้น ผลลัพธ์ใหม่ในด้านบวกก็จะตามเรามาในที่สุด

นี่คือบทเรียนที่คนลาออกหลายคนได้ค้นพบ การเปลี่ยนแปลงอาจสร้างความรู้สึกแย่ แต่ผลลัพธ์ของมันไม่ได้แย่เสมอไป อยู่ที่เราเรียนรู้และนำความเปลี่ยนแปลงนี้มาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองให้สูงสุด

ที่มา careersblog

10 บทเรียนที่ได้รับจากการลาออกจากงาน

ชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

และหลายครั้งที่เราทุกคนเกิดความรู้สึกเคว้งคว้างและหลงทาง

เพราะถูกสังคมบีบคั้นด้วยกฎของการใช้ชีวิตที่เราทุกคนไม่ได้กำหนด


แต่เราก็ต้องเดินตามกันไปเพียงเพราะสังคมเขาทำแบบไหนเขาคาดหวังอะไรจากเรา เราก็เลยทำแบบนั้น บางครั้งเราก็ทำสำเร็จ แต่หลายๆครั้งก็ไม่เป็นอย่างใจ

ท้ายที่สุด สิ่งที่เหลือในใจของเราก็คือความผิดหวังและความรู้สึกว่า “ล้มเหลว”

ปัญหาของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องงาน เพราะในทุกวันนอกจากการนอนหลับพักผ่อน เราก็ใช้เวลาวันละอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงในการทำงานของเรา ไม่รวมถึงคนที่เป็นเจ้าของกิจการที่อาจทำงานมากกว่านี้จนแทบไม่ได้พักผ่อน

สุดท้าย เรามักจะมีคำถามกับตัวเองเสมอว่า “นี่คืองานที่ใช่สำหรับเราหรือเปล่า?” “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่?” “เรามีความสามารถมากพอที่จะสร้างรายได้และความสำเร็จมากกว่านี้ไหม?”

เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวัยทำงานต้องมีคำถามนี้ในใจอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่ปัญหารุมเร้าจนเรารู้สึกท้อถอย

แต่คนส่วนใหญ่มักติดอยู่ใน Comfort Zone หรือ พื้นที่สบาย เลยไม่กล้าทำอะไรกับมัน แม้เราจะรู้ว่า สุดท้ายสิ่งที่เรากำลังทำมันก็ไม่ใช่ตัวเราอยู่ดี



ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์บีบคั้น เครียด เกี่ยวกับงานของคุณ ว่าควรจะอยู่หรือจะไปดี

ถ้าคุณกำลังมีความฝัน แต่ไม่กล้าลงมือทำ เลยยอมทนติดแหงกอยู่กับอะไรเดิมๆ 

บางทีบทเรียน 10 ข้างด้านล่างนี้อาจจะช่วยให้คุณคิดอะไรออกได้บ้าง


1. ในโลกนี้ ไม่มีคำว่า “เวลาที่ใช่และเหมาะสม” หรอก

หากว่าคุณเคยมีความคิดเกี่ยวกับการลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่พบว่าเวลานี้ยังไม่ใช่หรือเหมาะสมเท่าใด เราอยากบอกว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้หรอก เพราะคุณยังมีความหวังว่าทุกอย่างในตอนนี้มันอาจจะดีขึ้น

คุณมีความหวังว่าอนาคตน่าจะเหมาะสมกว่าตอนนี้ แต่รู้ไหมว่า “เวลาที่ใช่ มันไม่มีหรอก” เราทุกคนวนเวียนกับคำว่า “ต้องเตรียมตัวก่อน” แต่บางคนก็เตรียมตัวทั้งชีวิต ไม่ว่าจะการนั่งคิด วางแผนการหรือทำอะไรก็ตามเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตัวเองพร้อม

แต่เชื่อไหมว่า สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ทำมัน ชีวิตคนเราอาจตลก ที่มันไม่สนใจหรอกว่าเราจะพร้อมหรือไม่พร้อมแค่ไหน เพราะชีวิตให้โอกาสทุกคนเสมอ เพียงชีวิตมักจะสนใจคนที่กล้าหาญที่จะลงมือทำมากกว่าคนที่นั่งเตรียมตัวอยู่มากกว่าเท่านั้นเอง



2. คนอื่นมักคิดว่าคุณบ้า แต่เชื่อเถอะว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา

พวกเรามีจิตใจที่บอบบางอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเรามักจะแคร์คำพูดและความคิดของคนอื่นมากกว่าหัวใจตัวเอง แต่เชื่อสิว่าจิตใจที่บอบบางของเรามันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ว่าความกลัวเอย ความรู้สึกไม่มั่นใจ ความคิดบ่อนทำลาย และไอ้นิสัยที่ชอบสนใจคำคนอื่นมากกว่าตัวเองเนี่ย มันคือ “อีโก้” ที่คอยหลอกหลอน เป่าหูเรา ทำให้ทุกอย่างมันยาก

เพราะอีโก้มันไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง มันขี้กลัว ก็เลยมักจะเป่าหูให้เรากลัว แถมยังชอบสร้างความสับสนให้จิตใจด้วย

เป็นเหตุผลที่ว่าส่วนใหญ่แล้วเรามักเลือกทางเดินชีวิตต่างๆเพราะเราแคร์ความคิดคนอื่นมากกว่าหัวใจของเราเอง ถ้าลองถามคนที่เขากล้าลาออกจากงานที่ไม่ใช่ แล้วเลือกหนทางใหม่สำหรับตัวเองนั้น เขาก็พบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น “ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก” “บ้าไปแล้วเหรอ” “ทำไมไม่หางานให้ได้ก่อนค่อยลาออก” “แล้วจะเสียใจทีหลัง”

แต่สุดท้ายแล้ว

เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจและเดินหน้าต่อไป แน่นอนมันอาจจะดูเหมือนพูดง่ายกว่าทำ แต่ก็มีหลายคนที่ทำแล้วก็ไปรอดนี่ เพราะฉะนั้น “จงเรียนรู้ที่จะเพิกเฉยเสียงของอีโก้ในตัวเราและผู้คนที่คอยขัดขวางเรา” เราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้หรอก ดังนั้น ถ้าจะเลือกตามใจใครสักคน ขอให้เป็นตัวเราเองก็แล้วกัน



3. เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากระทำ

ไม่มีใครทำให้เราลาออกได้ (ยกเว้นกรณีโดนเชิญออกหรือไล่ออก) ดังนั้น ไม่ว่าใครจะพูดอะไรหรือทำอะไรกับเรา คนที่จะตัดสินใจทำสิ่งนั้นๆลงไป คือตัวเราคนเดียว ไม่เกี่ยวกับคนอื่น

เราอาจจะอ้างได้ว่า เพราะเกลียดงาน เพื่อนร่วมงานไม่ชอบขี้หน้าเรา หรือเจ้านายงี่เง่า ฯลฯ ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร แต่การกระทำของเราก็มาจากตัวเรา

ดังนั้น การลาออกจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของชีวิต ที่เราทำลงไปแล้วเราต้องรับผิดชอบด้วยตัวเองทั้งหมด

ข้อดีก็คือ เราได้เรียนรู้การรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากระทำ ต่อจากนี้ไปเราจะได้ลิขิตชีวิตตัวเอง ทำสิ่งที่เราเลือก ทำมันให้ดีที่สุด ดังนั้นการลาออกไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสหรือน่าประณามแต่อย่างใด ถ้าเรามองว่ามันคือจุดเปลี่ยนในชีวิตอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งดีกว่าเดิม



4. หลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลง เราก็มีอย่างอื่นให้แก้ไขต่อ

การลาออกอาจจะจบปัญหาที่ทำงานลงได้ เราอาจจะรู้สึกโล่งใจในวันแรกๆ แต่ในชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่นี้ ต่อไปที่เราต้องเจอคือ การจัดการกับปากท้องของเราเอง ซึ่งทำให้หลายๆคนรู้สึกหวาดผวาและรู้สึกไม่มั่นคง

แต่กระนั้น อย่าลืมทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ ตั้งสติและยืนหยัดให้ได้ เพราะเหตุผลที่เราลาออกมา คือการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง จากนั้นค่อยๆมองหาความท้าทายใหม่ในชีวิต หรือไม่ก็สร้างมันเสียเองเลย เมื่อคนเราพบผ่านและรับมือได้กับความไม่แน่นอนของชีวิตมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเรียนรู้การรับมือกับชีวิตได้มากเท่านั้น เหมือนกันการเล่นเกม เล่นบ่อยๆซ้ำๆ เราก็เดาทางได้ ไม่นานก็เก่งเอง



5. ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ

เมื่อเรายังเด็ก เราเห็นแพทเทิร์นในชีวิตของผู้ใหญ่และสังคมทั่วไป คือเรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก เกษียณ แค่นั้น เราจึงคิดว่าถ้าอยากมีชีวิตที่สบายและมีปัญหาน้อยที่สุด ก็คือการทำงานเก็บเงินให้มากๆ แล้วชีวิตจะมีความสุข

แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดแบบเด็กๆเท่านั้นเอง เพราะเมื่อคนเราโตขึ้นมา เราจึงได้พบว่ามันไม่ง่ายที่จะทำแบบนั้น เพราะเมื่อเราทำงานหาเงิน เราหนีความเครียดได้ไม่พ้น และในเมื่อมันไม่มีอะไรแน่นอน หลายครั้งที่เราแทบล้มเพราะสิ่งที่เราหวังไม่เป็นอย่างหวัง เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าไม่จ่ายหนี้ ปิดยอดขายไม่ได้ ลูกค้าหาย ฟองสบู่แตก บริษัทขาดทุนหรือล้มละลาย ฯลฯ

แต่ถึงแม้ชีวิตมันจะไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เราเลือกได้ที่จะไม่เอาตัวเราและความรู้สึกเข้าไปร่วมอินกับเหตุการณ์ต่างๆมาก ถ้าอะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด และเมื่อมันเกิดได้ มันก็ดับไปเองได้ เราอาจต้องรอหน่อย แต่จะมัวเศร้าและเฝ้ารอทำไม ในเมื่อเรายังมีวินาทีปัจจุบันให้ใช้ชีวิตอยู่

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

เมื่องานที่ทำ กับ ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่ตรงกัน

ากหนังสือ How Love the Job You hate.
ผู้เขียนพบ Bob ตอนที่เขามาเป็นเพื่อนลูกชายในการสัมมนาเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ โดยหวังว่าลูกชายจะได้งาที่มั่นคงUละรายได้ดีเหมือนตัวเขา เมื่อหัวข้อการถกเถึยงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคลิกภาพ เขาได้เล่าเรื่องส่วนตัวของเขาให้คนในกลุ่มฟัง


ในช่วงปี 60 บ๊อบต้องต่อสู้ดิ้นราหาเงินเลี้ยงครอบครัวขนาดใหญ่ เส้นทางชีวิตของเขาเปลี่ยนไปเมื่อทางการเรียกตัวให้ไปทดลองงานในตำแหน่งช่างประปา หลังจากผ่านช่วงทดลองงาน เขาได้รับการบรรจุโดยได้ค่าแรงเพิ่มเป็นเท่าตัวจากที่เคยได้มาก่อน พร้อมกับสิทธิ์การลาป่วยและพักร้อนอย่างที่เคยอยุ่แต่ในความฝัน เพียงไม่กี่เดือน หลังจากภรรยาคลอดลุกสาวคนสุดท้อง เขาก็สามารถซ์้อบ้านหลังใหญ่สำหรับครอบครัวที่ประกอบด้วยภรรยากับลุก 8 คน

บ๊อบยังเป็นนักดนตรีอีกด้วย นี่คือสิ่งที่เขาถวิลหาโดยแท้ เขามีความสุขกับการเล่นดนตรีต่อหน้าคนดูเยอะๆ และการเขียนเพลงร่วมกับเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย


การที่ได้รู้ว่าอาชีพช่างประปามีผลทำให้เขาเกิดความเหงาแลเบื่อหน่ายกลายเป็นเรื่องที่หลายคนประหลาดใจ เพาะไม่ว่าจะมองในมุมใด งานก็คืองาน ลูกของเขาที่เห็นพ่อดื่มสุราและใช้กำลังกับแม่มาตลอด ไม่เคยคิดว่านิสัยไม่ดีของพ่อจะเกี่ยวข้องอะไรกับความไม่พอใจในงาน แต่คนรุ่นเขามีสำนึกอย่างหนึ่งคือ ต้องพยายามหางานดีๆทำ และหาเลี้ยงครอบครัวให้ได้


ปกติบ๊อบเป็นคนนิ่งเฉยต่อสิ้งเร้าภายนอก แต่การที่งานมาแย่งเวลาพลังงานไปจากชีวิตของเขาไปจากดนตรีที่เขารักนั้น ทำให้เขารู้สึกโกรธมาก เขาเป็นคนประเภทบุคคลสาธารณะ ทำงานหนักเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น อาชีพช่างประปามีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องเป็นช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูง เสมือนอัศวินขี่ม้าขาวที่มาแก้ปัญหาให้แก่คนทั่วไป แต่แทบไม่ได้ยินเสียงปรบมือจากการที่เขาสามารถแก้ไขชักโครกให้ใช้งานได้ตามปกติ
ผู้เขียนได้ชี้ให้บ๊อบเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีบุคคลิกชอบอยู่กับผู้คน แต่ลักษณะงานของเขาต้องทำงานตามลำพัง เขาจึงรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว สรุปแล้วคืออุปนิสัยเขาไม่เหมาะกับงานอาชีพนี้เลย

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

คอนโดเก่า จากผู้เช่า เป็นผู้จัดการนิติ ตอนที่ ๔

คอนโดเก่า จากผู้เช่า เป็นผู้จัดการนิติ ตอนที่ ๔



เมื่อมีกำหนดการเลือกตั้งใหม่ เราก็ทำที่ใต้ถุนคอนโดนั้นเอง โดยที่ท่านประธานและผู้จัดการได้ทำการออกจดหมายเรียกลุกบ้าน (ก็เจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารชุดในคอนโดนั่นแหละ) ต้องมีการส่งแบบจดหมายลงทะเบียน โดยการไปคัดลอกที่อยู่มาจากกรมที่ดิน และให้เจ้าของห้องที่อาศัยอยู่ลงชื่อรับเอกสารเมื่อมีพนักงานนิติฯเป็นคนเอาเอกสารไปส่งและให้เซนต์ชื่อทันที ที่ทำอย่างนี้ก็เพื่อป้องกันคนหัวหมอ บอกว่า ไม่ได้รับเอกสาร แล้วการประชุมจะเป็นโมฆะ ไม่มีผลตามกฏหมายได้

เพื่อป้องกันป้าแต๋วไม่ให้กลับมาเป็นผู้จัดการนิติอีก ทางคณะกรรมการเลยออกกฏ ว่า ผู้จัดการต้องเป็นเจ้าของห้องเท่านั้น และไม่ต้องคดีความ จริงๆแล้วอันนี้กรรมการจะแก้ระเบียบคอนโดตามอำเภอใจไมได้ ต้องแก้ตามมติของที่ประชุมเจ้าของร่วม กรรมการชุดนี้ลาออกทั้งหมด แต่คนที่ไม่อยากให้ป้าแต๋วเข้ามาก็ฟอร์มทีม รวมตัวกัน ขอคะแนนเสียงกัน 

ฝ่ายป้าแต๋วก็มิได้นิ่งนอนใจ ปล่อยข่าวผ่านทางเจ้าของห้อง ซึ่งก็คือร้านทำผม สร้างกระแสว่าอีกฝ่ายสูบเงินกองกลางไปจนหมด สมรภูมินี้สู้กันมันหยดเลยทีเดียว
และแล้ววันเลือกตั้งก็มาถึง เรามีนัดกันวันอาทิตย์ใต้ถุนคอนโด นัดกัน 9 โมงเช้าแต่กว่าจะครบองค์ประชุมก็ปาเข้าไป 10 โมงครึ่ง ตามกฏหมายต้องได้ 25% ของจำนวนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด คือคิดอัตราส่วนเป็นตารางเมตร เช่น ทั้งหมดมี 100 ตารางเมตร ห้องเล็กห้องใหญ่มาประชุมรวมกันต้องได้ 25 ตารางเมตร ไม่อย่างนั้นสภาล่ม องค์ประชุมไม่ครบ 

เมื่อได้องค์ประชุมแล้ว มีทั้งแบบมอบฉันทะมา ซึ่งก็คนหนึ่งจะรับมอบได้ไม่เกิน 3 ห้อง ลงทะเบียนกันเสร็จสรรพ ที่ประชุมต้องทำการเลือกประธานในที่ประชุมโดยลุกบ้านทุกคน ณ ที่ประชุมนั้น ทำการเลือกขึ้นมาเพื่อดำเนินการประชุมตามวาระ ที่ประชุมเลือก คุณหมอน่ารัก ซึ่งเป็นสัตวแพทย์ขี้นเป็นประธานในที่ประชุม 

ในวาระแรก ก็ให้ชี้แจงผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ผู้จัดการคนก่อนคือทั่นประธานก็ไม่สามารถชี้แจงได้ แกให้เหตุผลว่า บัญชีทำไม่ด้ เพราะป้าแต๋วผู้จัดการคนก่อนแกเอาเอกสารรายรับรายจ่ายไป ไม่สามารถตั้งงบได้ ลูกบ้านก็มีการโห่ด่ากัน แกก็ตอบโต้ เป็นอย่างนี้ประมาณชั่วโมง นี่แค่วาระแรกก็ปาเข้าไป ๑๑ โมงแล้ว

วาระถัดไป ก็เป็นการเลือกคณะกรรมการ ซึ่งตามกฏหมาย ต้องมีอย่างต่ำ ๓ คน แต่ไม่เกิน ๙ คน ลูกบ้านทั้งสองฝ่ายก็ส่งคนมาลง เพื่อรับการเลือกตั้ง แต่ก็ลงกันไม่ครบ ๙ คนหรอกนะ ได้กรรมการแค่ ๕ คนเอง มีผมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ที่ลงเพราะตอนนั้นไฟแรงคิดว่าเราน่าจะเปลี่ยนสภาพคอนโดเก่าเน่าหนอนแห่งนี้ให้เป็นคอนโดที่น่าอยู่ได้ 

ถัดมาก็ถึงวาระสำคัญที่ทุกคนรอคอย คือ วาระการเลือกตั้งผู้จัดการ ตื่นเต้นไม่แพ้เลือกประธานาธิบดีเลยแหละ งานนี้ป้าแต๋วจัดคะแนนเสียงจัดตั้งมาเต็ม อีกฝ่ายก็จัดมาเต็มเหมือนกัน โดยเฉพาะนายสุบินซึ่งมีห้องในมือไม่ต่ำกว่า ๑๐ ห้อง

ก่อนจะไปต่อขอเล่าถึงป้าแต๋วซักนิดหน่อย แกเป็นอดีตผู้จัดการนิติบุคคลและพยายามหวนกลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังจากโดนปฏิวัติไปคราวที่แล้ว

เดิมทีคอนโดแห่งนี้สร้างเสร็จในปี ๒๕๓๗ โดยมีหุ้นส่วนช่วยกันสร้างช่วยกันขาย ป้าแต๋วและพี่มินนี่ ได้เข้ามาทำงานนิติบุคคล เป็นพนักงาน โดยทั้งคุ่เป็นคู่สะใภ้กัน และสามีของพี่มินนี้ตั้งบริษัทจัดการนิติบุคคล โดยตัวสามีแกเป็นผุ้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ทำกันไป ทำกันมา ปรากฏว่า มีเหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้นทำให้พี่มินนี่และสามีโดนลูกบ้านโหวตออกและระเห็จออกไปก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้นมา โดยมีแพะรับบาปคือ น้องเก้งพนักงานธุรการ ซึ่งก่อนหน้าจะเกิดเรื่องขึ้น พี่มินนี่ได้เขี่ยป้าแต๋วกระเด็นออกไปล่วงหน้าแล้ว

เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นลูกบ้านเลยลงชื่อกันเรียกประชุมด่วน พร้อมกับไปเชิญป้าแต๋วกลับมาทำหน้าที่ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด โดยแกก็หนีบลุกน้องคู่บารมีแกเข้ามาด้วย

เมื่อป้าแต้วมาทำงาน แกสามารถสร้างฐานะจากคนนั่งรถเมลล์มาทำงาน ๔ ปีผ่านไป เธอก็มีวีออสป้ายแดง พร้อมบ้านเดี่ยวหนึ่งหลัง ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า

๑ ป้ารับเป็นนายหน้าจัดการเรื่องห้องเช่า เมื่อมีคนมาฝากให้เช่าห้อง 
ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ ซึ่งไม่นานหลังจากคอนโดสร้างเสร็จ มีคนซื้อห้องเพื่อเก็งกำไรมากมายและเมื่อขายต่อไม่ออกก็ปล่อยให้ธนาคารยึด มีนายทุนเข้าไปประมูลมาได้ถูกๆ ห้อง ๓๐ ตารางเมตร ได้ไปในราคา ๒๕๐,๐๐๐ ห้อง ๔๐ ตารางเมตร ราคา ๓๕๐,๐๐๐ แล้วนำมาตกแต่งปล่อยให้เช่า บางรายก็มีกันเป็น ๑๐ ห้องเลยทีเดียว เพราะปล่อยเช่าไม่ยาก เนื่องด้วยอยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้า และต้นสายรถตู้เข้าเมือง ไปไหนมาไหนสะดวก

มีการตกลงกันระหว่างป้ากับเจ้าของว่าจะแบ่งค่าเช่าเดือนแรกให้กับป้าเพื่อเป็นค่าจัดการ โดยป้าเป็นคนรวยรวมค่าเช่าไปให้เจ้าของ ซึ่งก็ทำให้เกิดช่องว่างในการทุจริตได้ บางทีหรือหลายๆที ป้าจะกันไม่ให้คนเช่ากับเจ้าของเจอกัน หรือติดต่อกันได้ เมื่อครบเดือน ลูกบ้านก็เอาเงินมาจ่ายไว้ที่นิติบุคคล (สำนักงานนิติบุคคล๗ มันจะมีกรณีที่ลูกบ้านยังไม่ได้ย้ายออก แต่ป้าไปบอกเจ้าของว่า ย้ายไปแล้ว ป้าก็เก็บค่าเช่าต่อไปซักเดือนสองเดือน ชิวๆ หรือกรณีที่ไปแจ้งเจ้าของห้องว่าห้องว่างไม่มีคนเช่า แต่จริงๆแล้วมีคนมาเช่าได้สองเดือนแล้ว เป็นต้น

๒ การซื้อขายห้อง โดยบวกราคาเพิ่ม

ปรกติจะมีคนมาฝากให้ป้าขายห้องเพราะว่าแกเป็นนิติ เช่น ห้อง ๓๐ ตารางเมตร เจ้าของอยากได้ ๕ แสน แต่ไปบอกขาย ๕ แสน ๗ เผื่อต่อ ๕ แสน ๕ ป้าก็ปล่อยเลย ได้กำไรเนาะๆ ๕ หมื่น ปีนึงทำซักสิบห้องก็สบายแล้ว 
๓ การซ่อมแซมห้อง หรือ ซ่อมแซมคอนโด 
ป้าก็จะหาผู้รับเหมาที่ป้าสามารถกินหัวคิวได้เบาๆ มาทำการซ่อมแซม ซ่อมแล้วซ่อมอีก แก้ไม่หาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา น้ำรั่ว จากดาดฟ้า และน้ำรั่วจากห้องข้างบนลงล่าง



แทรกเรื่องป้าแต๋วมาเสียยาว กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ

วาระเลือกผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ป้าแต๋วก็ได้คะแนนเสียงนำโด่ง แต่อนิจจา มันไม่ถึง ๒๕ % ของจำนวนกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมด เลยต้องให้คณะกรรมการทั้ง ๕ คนทำการประชุมเพื่อเลือกผู้จัดการรักษาการกึ่งถาวร
ทั้ง ๕ คนมีดังนี้ 
๑ ผมเองผู้เล่า ๒ นายสุบิน คู่แค้นฝังหุ่นป้าแต๋ว คนนี้มีห้องกว่าสิบห้องในมือ ๓ พี่มินนี่ return (แกแอบมาซื้อห้องไว้เพื่อได้สิทธิ์เข้ามาโหวตและเป็นกรรมการ จุดประสงค์หลักคือตีกัน ป้าแต๋ว) ๔ พี่เกด เจ้าของร้านเสริมสวย และเป็นลุกหนี้ป้าแต๋วด้วยอีกฐานะหนึ่ง 

ทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่มีใครยอมเป็นผู้จัดการ หวยเลยมาออกที่ผม ตอนนั้น ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าอาสาเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาตึก (ดูดีไปไหมเนี่ย)

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ 

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

คอนโดเก่า จากผู้เช่า สุ่ผู้จัดการนิติบุคคล ตอนที่ 3

เก่าไปใหม่มา
หลังจากป้าแต๋วได้พ่ายแพ้ในสำหรับตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลฯ แต่ที่ประชุมได้เลือก จริงๆแล้วก็ไม่ได้เลือกคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด แต่มีคนเสนอตัวกันมา ๗ คน และไม่ต้องเลือกเพราะเป็นได้ถึง ๙ คน ซึ่งคณะกรรมการส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกของท่านประธาน ส่วนกรรมการชุดเก่าต่างเข็ดขยาดไม่อยากเป็นต่อ เลยไม่สมัคร

บรรยากาศหลังเลิกประชุม บรรดาลูกบ้านต่างกลับจากโรงแรม ทางกรรมการชุดใหม่ได้เข้ามายึดอำนาจ ล็อคห้องทำงานของป้าแต๋ว ไม่ให้เข้าไม่ให้ออก แต่ก็สายไปเสียแล้ว เอกสารบางส่วนป้าแกได้นำออกไปแล้วเมื่อมารู้ภายหลัง 

ในที่ประชุมได้ลงมติเลือก นายสุบิน ซึ่งเป็นคนที่มีห้องในคอนโดมากเป็นสิบห้อง และปล่อยให้เช่า มาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการคอนโด และนายยุทธนาเป็นประธานคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด แต่เมื่อนำไปจดทะเบียนกับทางกรมที่ดินแล้วไม่สามารถทำได้เนืองจากตาม พระราชบัญญัติอาคารชุด พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดต้องได้รับคะแนะเสียง ๒๕ เปอร์เซนต์จากลูกบ้านทั้งหมด เมื่อไม่สามารถเป็นได้ ทางคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดต้องประชุมกันเพื่อเลือกผู้จัดการรักษาการ ผลที่ได้คือเลือกนายยุทธนาเป็นผู้จัดการนิติ

ทางป้าแต๋ว ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมแพ้ง่ายๆ เริ่มเดินเกมส์ปลุกระดมลูกบ้าน ปล่อยกระแสว่าทางคณะกรรมการชุดใหม่ที่เข้ามาจะโกงบ้าง (ซึ่งบางท่านก็เคยมีประวัติ) และยุไม่ให้ลูกบ้านจ่ายค่าส่วนกลาง 


ค่าส่วนกลางของคอนโดที่นี่เก็บถูกมาก คือคิดตารางเมตรละ 10 บาท ค่าเก็บขยะ 20 ค่าสระว่ายน้ำ 30 บาท ต่อเดือน ปรกติแล้ว ค่าใช้จ่ายกับรายได้ก็ปริ่มๆ ทุกเดือนอยู่จากงบรายเดือนที่ทางนิติต้องติดประกาศทุกเดือน


เมื่อท่านประธานมาเป็น ก็นำญาติมาทำงานด้วยโดยให้เงินเดือน 8000 คนนึง กับ 9000 คนนีง จากแต่เดิมที่เคยใช้แค่คนเดียว 7500 

แต่การปลุกระดมของป้าแต๋วเป็นผล เพราะมีการปล่อยข่าวสร้างกระแสต่อต้านคณะกรรมการชุดนี้มากมาย ค่าส่วนกลางที่เคยเก็บได้พอสมควรก็เริ่มไม่พอ ไม่มีงบจะปรับปรุงอะไรได้ กอรป ทางฝั่งป้าแต๋วเองก็ดูแลห้องเช่าจำนวนมากให้กับลูกค้า คือ บางรายก็ซื้อห้องไว้เป็นสิบๆห้องให้เช่า และให้ป้าแต๋วคอยเก็บค่าเช่าส่งให้ 

ทางนิติจะฟ้องลุกบ้านเรื่องไม่จ่ายค่าเช่า ก็ไม่ค่อยจะคุ้มค่าทนาย เรื่องเลยคาราคาซัง ค่าใช้จ่ายเดือนๆนึงก็ไม่ใช่น้อย ค่าไฟส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าจ้างยาม และค่าซ่อมอื่นๆอีกมากมายเพราะตัวตึกเก่าแล้ว อายุจะยี่สิบปี 


สุดท้ายรัฐบาลเอ๊ย คณะกรรมการชุดนี้ก็ต้องเรียกประชุมใหม่ เพื่อเลือกคณะกรรรมการและผู้จัดการนิติ หรือที่ภาษาปากเรียก ผู้จัดการคอนโด ใหม่อีกครั้ง 

โปรดติดตามตอนต่อไป