วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

10 บทเรียนที่ได้รับจากการลาออกจากงาน ภาค 2

ต่อนะครับ

6. เราสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตัวเองได้

คนอื่นอาจจะว่าบ้า ถ้าเกิดเราจะเลิกทำงานประจำที่มั่นคง ชีวิตในคอนโดแสนสุขสบาย รายได้ที่โอเคเพื่อไปทำสิ่งที่เรียกว่า “ไม่มั่นคง” ในสายตาคนอื่น อย่างพนักงานฟรีแลนซ์ หรือ ครูสอนเปียโน?
พูดกันตามตรงมันก็ดูบ้าเหมือนกันนะ

แม้จะมีคนหลายคนเลือกทำแบบนี้ แต่เหมือนสังคมเราจะให้ค่า “ความมั่นคง” มากกว่า “ความสุขในชีวิต” ทุกอย่างอยู่ที่เราเลือกเอง เราทุกคนสร้างกฎเกณฑ์ของชีวิตเราได้เสมอ ถ้ามันไม่เดือดร้อนคนอื่น คุณไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนใคร และใครๆก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบคุณด้วย คนเราทุกคนมีสิทธ์เลือกทางเดินของตนเอง



7. เมื่อไม่มีใครออกคำสั่งเรา เราก็ต้องทำเอง

ตอนที่คนเราทำงานประจำ เรามักจะมีผู้บังคับบัญชา ซึ่งหลายครั้งเราก็แค่ทำตามที่เขามอบหมายงานมาเท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ และนั่นทำให้เราเคยชินกับกิจวัตรแบบเดิมๆ ที่ไม่ต้องบังคับตัวเองเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวงานก็บีบบังคับเราเอง

ต่อให้เราไม่อยากทำหรือขี้เกียจแค่ไหน แต่ความกลัวที่มีต่อเจ้านายก็จะทำให้ลุกขึ้นมาทำงานเอง แต่เมื่อเราออกมาเริ่มต้นชีวิตอิสระ ภายใต้การควบคุมของเรา ไม่มีใครออกคำสั่งเราแล้ว เราไม่ต้องรีบตื่นในวันที่ขี้เกียจ เราไม่ต้องฝ่ารถติดทุกวันโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป เราจึงต้องเป็นคน “กำหนด” ทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าไม่ยากหรอก

แต่เชื่อสิ เมื่อวันนั้นมาถึงทุกคนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขี้เกียจและผัดวันประกันพรุ่ง ดังนั้น มันสำคัญมากที่เราจะฝึกตนเอง เอาชนะความขี้เกียจของตัวเองให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้น เราจะเคยชินกับความขี้เกียจและกลายเป็นคนที่ไร้ประสิทธิภาพ



8. ความกลัวเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโต

ชีวิตเป็นสิ่งที่น่ากลัว มันทำให้คนเราไขว่คว้าหาความมั่นคงเข้ามาเติมในชีวิต เปรียบเหมือนการที่เราลอยคออยู่ในทะเลและพยายามหาอะไรเกาะยึดเหนี่ยวไว้ก่อน อะไรก็ได้ ขอแค่ไม่ตายก็พอ

หลายคนเข้าใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีอะไรที่แตกต่างจากตัวเราเยอะแน่ๆ ถ้าพวกเขาไม่รวยมาตั้งแต่เกิด ก็ต้องเป็นคนที่มีพลังวิเศษที่สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่มีความกลัว เหมือนพวกเขามีอำนาจที่พวกเราไม่มี ทำนองนั้น แต่เมื่อได้ลองศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จมากๆดู ไม่ว่าจะจากการพูดคุยกับเขาอย่างส่วนตัว หรือว่าดูจากการสัมภาษณ์ในทีวี ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาก็มีความกลัวทั้งนั้นแหละ

เพราะความกลัวเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนอย่างธรรมชาติ แถมพวกเขายังเผชิญหน้ากับความกลัวมากกว่าพวกเราด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราตัดสินใจทำอะไรใหญ่ๆได้ เป็นเพราะเขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวที่มีนั่นเอง 

ดังนั้น อย่าคิดว่าความกลัวเป็นสิ่งที่น่าสยดสยองและไม่อยากจะพบพานที่สุด ถ้าเราเริ่มทำอะไรและรู้สึกกลัวนิดๆขึ้นมา นั่นเป็นสัญญาณที่ดี เป็นเพราะเราเริ่มที่จะออกจาก “Comfort Zone” ของเราแล้ว อีโก้มันจึงพยายามฉุดรั้งและขัดขวางไม่ให้เราลงมือทำเพราะมันกลัวความเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าเราทำสิ่งที่กลัวทุกวัน เริ่มวันละนิดวันละหน่อย เราจะเรียนรู้การจัดการความกลัวได้เอง



9. เวลาคนเราก็มีเท่านี้ ไม่มากไปกว่านี้

คนเรามักมีความปรารถนาเพิ่มขึ้นกับทุกเรื่อง ถ้าไม่ใช่เงิน ก็เวลา ถ้าไม่ใช่เวลา ก็ความสำเร็จ ถ้าไม่ใช่ความสำเร็จ ก็คือความเคารพนับถือ วนเวียนอยู่แบบนี้ เป็นวงจรชีวิตไม่จบไปสิ้น

ในเมื่อชีวิตคนเราเต็มไปด้วยตัณหาไม่จบไปสิ้น เราควรมีสติรู้ให้เท่าทันตัวเอง รู้จักลิมิตและขอบเขต มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่บ้าคลั่งไม่รู้จักพอ คนเรามีเวลาเท่าๆกัน และเวลาจะมีค่าอะไรถ้าเราไม่รู้จักจัดสรรมันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ถ้าเราไม่รู้จักจัดการกับสิ่งที่เรามีให้ดีก่อน เราจะมีมากกว่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อแค่ตอนนี้ยังจัดการไม่ได้เลย จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด หมั่นจัดสรรเวลาให้คนที่เรารักและรักเราบ้าง ชีวิตเราอาจจะมีความหมายมากขึ้นโดยไม่ต้องมีสิ่งใดมากไปกว่านี้ก็ได้



10. ยอดเยี่ยม คือ 100% นอกจากนั้น ยังไม่ใช่

คนเรามักคิดว่าคนที่สำเร็จมักมีทางลัด ทั้งๆที่เขาบอกว่าเขาทำงานหนักและเขาใช้เวลากว่าจะมาถึงจุดนี้

แต่เราก็มักจะไม่เชื่อและคิดว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ เพราะเราก็ทำงานหนักเหมือนกัน แต่ทำไมไม่เห็นได้แบบเขา คนเราเข้าใจว่าการจะได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม คือการทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จริงๆแล้ว การทำงานหนักในแบบของคนประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดจากเวลาที่ลงมือทำ

แต่เขาวัดจาก “คุณภาพของงาน” ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เขาจะใช้เวลาและทรัพยากรทั้งหมดที่มีในแต่ละวันให้ดีที่สุด ทุกวันต้องยอดเยี่ยม 100% ต่ำกว่านี้คือ ไม่ได้ตามที่คาดหวัง และนั่นเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จอย่างใจอยากสักที เพราะเราก็ขยันมากๆ เราทุ่มเทมากๆ แต่มันผิดจุดเท่านั้นเอง

สิ่งที่เราคิดว่าเราทุ่มเทแล้วด้วยความเหนื่อยยาก มันอาจให้ผลลัพธ์แค่ 50% ในขณะที่คนที่คนอื่นเขาอาจดูไม่เหนื่อยเท่าเรา แต่เขาทำงานได้ยอดเยี่ยม 100% ซึ่งเขาไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรหรอก เขาก็แค่ทำสิ่งที่เขาต้องทำ เพียงแต่เราแค่ทุ่มเทผิดที่ผิดทางเท่านั้นเอง หลักของการทำงานให้มีประสิทธิภาพคือ ความสม่ำเสมอ การลงมือทำสิ่งใดก็ตามแต่ทำนานๆครั้ง ผลก็จะไม่เทียบเท่ากับการทำให้เต็มที่อยู่สม่ำเสมอ

มีการวิจัยบอกว่าถ้าเราทำสิ่งใดแบบเดิมๆซ้ำๆติดต่อกันเกิน 30 วันขึ้นไป มันจะกลายเป็นนิสัยของเรา ดังนั้นไม่ว่าตอนนี้เรามีนิสัยที่อยากแก้ไข หรือต้องการสร้างนิสัยดีๆให้ตัวเราใหม่ ลองใช้กฎ 30 วันดูก็ได้ ปรับแบบแผนการใช้ชีวิตใหม่ แรกๆอาจทำได้ยากมาก เพราะเรายังยึดติดอยู่กับนิสัยเดิม แต่เมื่อเราฝืนใจทำมันไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเคยชิน และทุกอย่างจะง่ายขึ้น ผลลัพธ์ใหม่ในด้านบวกก็จะตามเรามาในที่สุด

นี่คือบทเรียนที่คนลาออกหลายคนได้ค้นพบ การเปลี่ยนแปลงอาจสร้างความรู้สึกแย่ แต่ผลลัพธ์ของมันไม่ได้แย่เสมอไป อยู่ที่เราเรียนรู้และนำความเปลี่ยนแปลงนี้มาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองให้สูงสุด

ที่มา careersblog

10 บทเรียนที่ได้รับจากการลาออกจากงาน

ชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

และหลายครั้งที่เราทุกคนเกิดความรู้สึกเคว้งคว้างและหลงทาง

เพราะถูกสังคมบีบคั้นด้วยกฎของการใช้ชีวิตที่เราทุกคนไม่ได้กำหนด


แต่เราก็ต้องเดินตามกันไปเพียงเพราะสังคมเขาทำแบบไหนเขาคาดหวังอะไรจากเรา เราก็เลยทำแบบนั้น บางครั้งเราก็ทำสำเร็จ แต่หลายๆครั้งก็ไม่เป็นอย่างใจ

ท้ายที่สุด สิ่งที่เหลือในใจของเราก็คือความผิดหวังและความรู้สึกว่า “ล้มเหลว”

ปัญหาของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องงาน เพราะในทุกวันนอกจากการนอนหลับพักผ่อน เราก็ใช้เวลาวันละอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงในการทำงานของเรา ไม่รวมถึงคนที่เป็นเจ้าของกิจการที่อาจทำงานมากกว่านี้จนแทบไม่ได้พักผ่อน

สุดท้าย เรามักจะมีคำถามกับตัวเองเสมอว่า “นี่คืองานที่ใช่สำหรับเราหรือเปล่า?” “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่?” “เรามีความสามารถมากพอที่จะสร้างรายได้และความสำเร็จมากกว่านี้ไหม?”

เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวัยทำงานต้องมีคำถามนี้ในใจอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่ปัญหารุมเร้าจนเรารู้สึกท้อถอย

แต่คนส่วนใหญ่มักติดอยู่ใน Comfort Zone หรือ พื้นที่สบาย เลยไม่กล้าทำอะไรกับมัน แม้เราจะรู้ว่า สุดท้ายสิ่งที่เรากำลังทำมันก็ไม่ใช่ตัวเราอยู่ดี



ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์บีบคั้น เครียด เกี่ยวกับงานของคุณ ว่าควรจะอยู่หรือจะไปดี

ถ้าคุณกำลังมีความฝัน แต่ไม่กล้าลงมือทำ เลยยอมทนติดแหงกอยู่กับอะไรเดิมๆ 

บางทีบทเรียน 10 ข้างด้านล่างนี้อาจจะช่วยให้คุณคิดอะไรออกได้บ้าง


1. ในโลกนี้ ไม่มีคำว่า “เวลาที่ใช่และเหมาะสม” หรอก

หากว่าคุณเคยมีความคิดเกี่ยวกับการลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่พบว่าเวลานี้ยังไม่ใช่หรือเหมาะสมเท่าใด เราอยากบอกว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้หรอก เพราะคุณยังมีความหวังว่าทุกอย่างในตอนนี้มันอาจจะดีขึ้น

คุณมีความหวังว่าอนาคตน่าจะเหมาะสมกว่าตอนนี้ แต่รู้ไหมว่า “เวลาที่ใช่ มันไม่มีหรอก” เราทุกคนวนเวียนกับคำว่า “ต้องเตรียมตัวก่อน” แต่บางคนก็เตรียมตัวทั้งชีวิต ไม่ว่าจะการนั่งคิด วางแผนการหรือทำอะไรก็ตามเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตัวเองพร้อม

แต่เชื่อไหมว่า สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ทำมัน ชีวิตคนเราอาจตลก ที่มันไม่สนใจหรอกว่าเราจะพร้อมหรือไม่พร้อมแค่ไหน เพราะชีวิตให้โอกาสทุกคนเสมอ เพียงชีวิตมักจะสนใจคนที่กล้าหาญที่จะลงมือทำมากกว่าคนที่นั่งเตรียมตัวอยู่มากกว่าเท่านั้นเอง



2. คนอื่นมักคิดว่าคุณบ้า แต่เชื่อเถอะว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา

พวกเรามีจิตใจที่บอบบางอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเรามักจะแคร์คำพูดและความคิดของคนอื่นมากกว่าหัวใจตัวเอง แต่เชื่อสิว่าจิตใจที่บอบบางของเรามันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ว่าความกลัวเอย ความรู้สึกไม่มั่นใจ ความคิดบ่อนทำลาย และไอ้นิสัยที่ชอบสนใจคำคนอื่นมากกว่าตัวเองเนี่ย มันคือ “อีโก้” ที่คอยหลอกหลอน เป่าหูเรา ทำให้ทุกอย่างมันยาก

เพราะอีโก้มันไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง มันขี้กลัว ก็เลยมักจะเป่าหูให้เรากลัว แถมยังชอบสร้างความสับสนให้จิตใจด้วย

เป็นเหตุผลที่ว่าส่วนใหญ่แล้วเรามักเลือกทางเดินชีวิตต่างๆเพราะเราแคร์ความคิดคนอื่นมากกว่าหัวใจของเราเอง ถ้าลองถามคนที่เขากล้าลาออกจากงานที่ไม่ใช่ แล้วเลือกหนทางใหม่สำหรับตัวเองนั้น เขาก็พบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น “ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก” “บ้าไปแล้วเหรอ” “ทำไมไม่หางานให้ได้ก่อนค่อยลาออก” “แล้วจะเสียใจทีหลัง”

แต่สุดท้ายแล้ว

เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจและเดินหน้าต่อไป แน่นอนมันอาจจะดูเหมือนพูดง่ายกว่าทำ แต่ก็มีหลายคนที่ทำแล้วก็ไปรอดนี่ เพราะฉะนั้น “จงเรียนรู้ที่จะเพิกเฉยเสียงของอีโก้ในตัวเราและผู้คนที่คอยขัดขวางเรา” เราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้หรอก ดังนั้น ถ้าจะเลือกตามใจใครสักคน ขอให้เป็นตัวเราเองก็แล้วกัน



3. เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากระทำ

ไม่มีใครทำให้เราลาออกได้ (ยกเว้นกรณีโดนเชิญออกหรือไล่ออก) ดังนั้น ไม่ว่าใครจะพูดอะไรหรือทำอะไรกับเรา คนที่จะตัดสินใจทำสิ่งนั้นๆลงไป คือตัวเราคนเดียว ไม่เกี่ยวกับคนอื่น

เราอาจจะอ้างได้ว่า เพราะเกลียดงาน เพื่อนร่วมงานไม่ชอบขี้หน้าเรา หรือเจ้านายงี่เง่า ฯลฯ ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร แต่การกระทำของเราก็มาจากตัวเรา

ดังนั้น การลาออกจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของชีวิต ที่เราทำลงไปแล้วเราต้องรับผิดชอบด้วยตัวเองทั้งหมด

ข้อดีก็คือ เราได้เรียนรู้การรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากระทำ ต่อจากนี้ไปเราจะได้ลิขิตชีวิตตัวเอง ทำสิ่งที่เราเลือก ทำมันให้ดีที่สุด ดังนั้นการลาออกไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสหรือน่าประณามแต่อย่างใด ถ้าเรามองว่ามันคือจุดเปลี่ยนในชีวิตอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งดีกว่าเดิม



4. หลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลง เราก็มีอย่างอื่นให้แก้ไขต่อ

การลาออกอาจจะจบปัญหาที่ทำงานลงได้ เราอาจจะรู้สึกโล่งใจในวันแรกๆ แต่ในชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่นี้ ต่อไปที่เราต้องเจอคือ การจัดการกับปากท้องของเราเอง ซึ่งทำให้หลายๆคนรู้สึกหวาดผวาและรู้สึกไม่มั่นคง

แต่กระนั้น อย่าลืมทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ ตั้งสติและยืนหยัดให้ได้ เพราะเหตุผลที่เราลาออกมา คือการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง จากนั้นค่อยๆมองหาความท้าทายใหม่ในชีวิต หรือไม่ก็สร้างมันเสียเองเลย เมื่อคนเราพบผ่านและรับมือได้กับความไม่แน่นอนของชีวิตมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเรียนรู้การรับมือกับชีวิตได้มากเท่านั้น เหมือนกันการเล่นเกม เล่นบ่อยๆซ้ำๆ เราก็เดาทางได้ ไม่นานก็เก่งเอง



5. ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ

เมื่อเรายังเด็ก เราเห็นแพทเทิร์นในชีวิตของผู้ใหญ่และสังคมทั่วไป คือเรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก เกษียณ แค่นั้น เราจึงคิดว่าถ้าอยากมีชีวิตที่สบายและมีปัญหาน้อยที่สุด ก็คือการทำงานเก็บเงินให้มากๆ แล้วชีวิตจะมีความสุข

แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดแบบเด็กๆเท่านั้นเอง เพราะเมื่อคนเราโตขึ้นมา เราจึงได้พบว่ามันไม่ง่ายที่จะทำแบบนั้น เพราะเมื่อเราทำงานหาเงิน เราหนีความเครียดได้ไม่พ้น และในเมื่อมันไม่มีอะไรแน่นอน หลายครั้งที่เราแทบล้มเพราะสิ่งที่เราหวังไม่เป็นอย่างหวัง เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าไม่จ่ายหนี้ ปิดยอดขายไม่ได้ ลูกค้าหาย ฟองสบู่แตก บริษัทขาดทุนหรือล้มละลาย ฯลฯ

แต่ถึงแม้ชีวิตมันจะไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เราเลือกได้ที่จะไม่เอาตัวเราและความรู้สึกเข้าไปร่วมอินกับเหตุการณ์ต่างๆมาก ถ้าอะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด และเมื่อมันเกิดได้ มันก็ดับไปเองได้ เราอาจต้องรอหน่อย แต่จะมัวเศร้าและเฝ้ารอทำไม ในเมื่อเรายังมีวินาทีปัจจุบันให้ใช้ชีวิตอยู่

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

เมื่องานที่ทำ กับ ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่ตรงกัน

ากหนังสือ How Love the Job You hate.
ผู้เขียนพบ Bob ตอนที่เขามาเป็นเพื่อนลูกชายในการสัมมนาเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ โดยหวังว่าลูกชายจะได้งาที่มั่นคงUละรายได้ดีเหมือนตัวเขา เมื่อหัวข้อการถกเถึยงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคลิกภาพ เขาได้เล่าเรื่องส่วนตัวของเขาให้คนในกลุ่มฟัง


ในช่วงปี 60 บ๊อบต้องต่อสู้ดิ้นราหาเงินเลี้ยงครอบครัวขนาดใหญ่ เส้นทางชีวิตของเขาเปลี่ยนไปเมื่อทางการเรียกตัวให้ไปทดลองงานในตำแหน่งช่างประปา หลังจากผ่านช่วงทดลองงาน เขาได้รับการบรรจุโดยได้ค่าแรงเพิ่มเป็นเท่าตัวจากที่เคยได้มาก่อน พร้อมกับสิทธิ์การลาป่วยและพักร้อนอย่างที่เคยอยุ่แต่ในความฝัน เพียงไม่กี่เดือน หลังจากภรรยาคลอดลุกสาวคนสุดท้อง เขาก็สามารถซ์้อบ้านหลังใหญ่สำหรับครอบครัวที่ประกอบด้วยภรรยากับลุก 8 คน

บ๊อบยังเป็นนักดนตรีอีกด้วย นี่คือสิ่งที่เขาถวิลหาโดยแท้ เขามีความสุขกับการเล่นดนตรีต่อหน้าคนดูเยอะๆ และการเขียนเพลงร่วมกับเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย


การที่ได้รู้ว่าอาชีพช่างประปามีผลทำให้เขาเกิดความเหงาแลเบื่อหน่ายกลายเป็นเรื่องที่หลายคนประหลาดใจ เพาะไม่ว่าจะมองในมุมใด งานก็คืองาน ลูกของเขาที่เห็นพ่อดื่มสุราและใช้กำลังกับแม่มาตลอด ไม่เคยคิดว่านิสัยไม่ดีของพ่อจะเกี่ยวข้องอะไรกับความไม่พอใจในงาน แต่คนรุ่นเขามีสำนึกอย่างหนึ่งคือ ต้องพยายามหางานดีๆทำ และหาเลี้ยงครอบครัวให้ได้


ปกติบ๊อบเป็นคนนิ่งเฉยต่อสิ้งเร้าภายนอก แต่การที่งานมาแย่งเวลาพลังงานไปจากชีวิตของเขาไปจากดนตรีที่เขารักนั้น ทำให้เขารู้สึกโกรธมาก เขาเป็นคนประเภทบุคคลสาธารณะ ทำงานหนักเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น อาชีพช่างประปามีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องเป็นช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูง เสมือนอัศวินขี่ม้าขาวที่มาแก้ปัญหาให้แก่คนทั่วไป แต่แทบไม่ได้ยินเสียงปรบมือจากการที่เขาสามารถแก้ไขชักโครกให้ใช้งานได้ตามปกติ
ผู้เขียนได้ชี้ให้บ๊อบเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีบุคคลิกชอบอยู่กับผู้คน แต่ลักษณะงานของเขาต้องทำงานตามลำพัง เขาจึงรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว สรุปแล้วคืออุปนิสัยเขาไม่เหมาะกับงานอาชีพนี้เลย

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

คอนโดเก่า จากผู้เช่า เป็นผู้จัดการนิติ ตอนที่ ๔

คอนโดเก่า จากผู้เช่า เป็นผู้จัดการนิติ ตอนที่ ๔



เมื่อมีกำหนดการเลือกตั้งใหม่ เราก็ทำที่ใต้ถุนคอนโดนั้นเอง โดยที่ท่านประธานและผู้จัดการได้ทำการออกจดหมายเรียกลุกบ้าน (ก็เจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารชุดในคอนโดนั่นแหละ) ต้องมีการส่งแบบจดหมายลงทะเบียน โดยการไปคัดลอกที่อยู่มาจากกรมที่ดิน และให้เจ้าของห้องที่อาศัยอยู่ลงชื่อรับเอกสารเมื่อมีพนักงานนิติฯเป็นคนเอาเอกสารไปส่งและให้เซนต์ชื่อทันที ที่ทำอย่างนี้ก็เพื่อป้องกันคนหัวหมอ บอกว่า ไม่ได้รับเอกสาร แล้วการประชุมจะเป็นโมฆะ ไม่มีผลตามกฏหมายได้

เพื่อป้องกันป้าแต๋วไม่ให้กลับมาเป็นผู้จัดการนิติอีก ทางคณะกรรมการเลยออกกฏ ว่า ผู้จัดการต้องเป็นเจ้าของห้องเท่านั้น และไม่ต้องคดีความ จริงๆแล้วอันนี้กรรมการจะแก้ระเบียบคอนโดตามอำเภอใจไมได้ ต้องแก้ตามมติของที่ประชุมเจ้าของร่วม กรรมการชุดนี้ลาออกทั้งหมด แต่คนที่ไม่อยากให้ป้าแต๋วเข้ามาก็ฟอร์มทีม รวมตัวกัน ขอคะแนนเสียงกัน 

ฝ่ายป้าแต๋วก็มิได้นิ่งนอนใจ ปล่อยข่าวผ่านทางเจ้าของห้อง ซึ่งก็คือร้านทำผม สร้างกระแสว่าอีกฝ่ายสูบเงินกองกลางไปจนหมด สมรภูมินี้สู้กันมันหยดเลยทีเดียว
และแล้ววันเลือกตั้งก็มาถึง เรามีนัดกันวันอาทิตย์ใต้ถุนคอนโด นัดกัน 9 โมงเช้าแต่กว่าจะครบองค์ประชุมก็ปาเข้าไป 10 โมงครึ่ง ตามกฏหมายต้องได้ 25% ของจำนวนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด คือคิดอัตราส่วนเป็นตารางเมตร เช่น ทั้งหมดมี 100 ตารางเมตร ห้องเล็กห้องใหญ่มาประชุมรวมกันต้องได้ 25 ตารางเมตร ไม่อย่างนั้นสภาล่ม องค์ประชุมไม่ครบ 

เมื่อได้องค์ประชุมแล้ว มีทั้งแบบมอบฉันทะมา ซึ่งก็คนหนึ่งจะรับมอบได้ไม่เกิน 3 ห้อง ลงทะเบียนกันเสร็จสรรพ ที่ประชุมต้องทำการเลือกประธานในที่ประชุมโดยลุกบ้านทุกคน ณ ที่ประชุมนั้น ทำการเลือกขึ้นมาเพื่อดำเนินการประชุมตามวาระ ที่ประชุมเลือก คุณหมอน่ารัก ซึ่งเป็นสัตวแพทย์ขี้นเป็นประธานในที่ประชุม 

ในวาระแรก ก็ให้ชี้แจงผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ผู้จัดการคนก่อนคือทั่นประธานก็ไม่สามารถชี้แจงได้ แกให้เหตุผลว่า บัญชีทำไม่ด้ เพราะป้าแต๋วผู้จัดการคนก่อนแกเอาเอกสารรายรับรายจ่ายไป ไม่สามารถตั้งงบได้ ลูกบ้านก็มีการโห่ด่ากัน แกก็ตอบโต้ เป็นอย่างนี้ประมาณชั่วโมง นี่แค่วาระแรกก็ปาเข้าไป ๑๑ โมงแล้ว

วาระถัดไป ก็เป็นการเลือกคณะกรรมการ ซึ่งตามกฏหมาย ต้องมีอย่างต่ำ ๓ คน แต่ไม่เกิน ๙ คน ลูกบ้านทั้งสองฝ่ายก็ส่งคนมาลง เพื่อรับการเลือกตั้ง แต่ก็ลงกันไม่ครบ ๙ คนหรอกนะ ได้กรรมการแค่ ๕ คนเอง มีผมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ที่ลงเพราะตอนนั้นไฟแรงคิดว่าเราน่าจะเปลี่ยนสภาพคอนโดเก่าเน่าหนอนแห่งนี้ให้เป็นคอนโดที่น่าอยู่ได้ 

ถัดมาก็ถึงวาระสำคัญที่ทุกคนรอคอย คือ วาระการเลือกตั้งผู้จัดการ ตื่นเต้นไม่แพ้เลือกประธานาธิบดีเลยแหละ งานนี้ป้าแต๋วจัดคะแนนเสียงจัดตั้งมาเต็ม อีกฝ่ายก็จัดมาเต็มเหมือนกัน โดยเฉพาะนายสุบินซึ่งมีห้องในมือไม่ต่ำกว่า ๑๐ ห้อง

ก่อนจะไปต่อขอเล่าถึงป้าแต๋วซักนิดหน่อย แกเป็นอดีตผู้จัดการนิติบุคคลและพยายามหวนกลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังจากโดนปฏิวัติไปคราวที่แล้ว

เดิมทีคอนโดแห่งนี้สร้างเสร็จในปี ๒๕๓๗ โดยมีหุ้นส่วนช่วยกันสร้างช่วยกันขาย ป้าแต๋วและพี่มินนี่ ได้เข้ามาทำงานนิติบุคคล เป็นพนักงาน โดยทั้งคุ่เป็นคู่สะใภ้กัน และสามีของพี่มินนี้ตั้งบริษัทจัดการนิติบุคคล โดยตัวสามีแกเป็นผุ้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ทำกันไป ทำกันมา ปรากฏว่า มีเหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้นทำให้พี่มินนี่และสามีโดนลูกบ้านโหวตออกและระเห็จออกไปก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้นมา โดยมีแพะรับบาปคือ น้องเก้งพนักงานธุรการ ซึ่งก่อนหน้าจะเกิดเรื่องขึ้น พี่มินนี่ได้เขี่ยป้าแต๋วกระเด็นออกไปล่วงหน้าแล้ว

เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นลูกบ้านเลยลงชื่อกันเรียกประชุมด่วน พร้อมกับไปเชิญป้าแต๋วกลับมาทำหน้าที่ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด โดยแกก็หนีบลุกน้องคู่บารมีแกเข้ามาด้วย

เมื่อป้าแต้วมาทำงาน แกสามารถสร้างฐานะจากคนนั่งรถเมลล์มาทำงาน ๔ ปีผ่านไป เธอก็มีวีออสป้ายแดง พร้อมบ้านเดี่ยวหนึ่งหลัง ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า

๑ ป้ารับเป็นนายหน้าจัดการเรื่องห้องเช่า เมื่อมีคนมาฝากให้เช่าห้อง 
ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ ซึ่งไม่นานหลังจากคอนโดสร้างเสร็จ มีคนซื้อห้องเพื่อเก็งกำไรมากมายและเมื่อขายต่อไม่ออกก็ปล่อยให้ธนาคารยึด มีนายทุนเข้าไปประมูลมาได้ถูกๆ ห้อง ๓๐ ตารางเมตร ได้ไปในราคา ๒๕๐,๐๐๐ ห้อง ๔๐ ตารางเมตร ราคา ๓๕๐,๐๐๐ แล้วนำมาตกแต่งปล่อยให้เช่า บางรายก็มีกันเป็น ๑๐ ห้องเลยทีเดียว เพราะปล่อยเช่าไม่ยาก เนื่องด้วยอยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้า และต้นสายรถตู้เข้าเมือง ไปไหนมาไหนสะดวก

มีการตกลงกันระหว่างป้ากับเจ้าของว่าจะแบ่งค่าเช่าเดือนแรกให้กับป้าเพื่อเป็นค่าจัดการ โดยป้าเป็นคนรวยรวมค่าเช่าไปให้เจ้าของ ซึ่งก็ทำให้เกิดช่องว่างในการทุจริตได้ บางทีหรือหลายๆที ป้าจะกันไม่ให้คนเช่ากับเจ้าของเจอกัน หรือติดต่อกันได้ เมื่อครบเดือน ลูกบ้านก็เอาเงินมาจ่ายไว้ที่นิติบุคคล (สำนักงานนิติบุคคล๗ มันจะมีกรณีที่ลูกบ้านยังไม่ได้ย้ายออก แต่ป้าไปบอกเจ้าของว่า ย้ายไปแล้ว ป้าก็เก็บค่าเช่าต่อไปซักเดือนสองเดือน ชิวๆ หรือกรณีที่ไปแจ้งเจ้าของห้องว่าห้องว่างไม่มีคนเช่า แต่จริงๆแล้วมีคนมาเช่าได้สองเดือนแล้ว เป็นต้น

๒ การซื้อขายห้อง โดยบวกราคาเพิ่ม

ปรกติจะมีคนมาฝากให้ป้าขายห้องเพราะว่าแกเป็นนิติ เช่น ห้อง ๓๐ ตารางเมตร เจ้าของอยากได้ ๕ แสน แต่ไปบอกขาย ๕ แสน ๗ เผื่อต่อ ๕ แสน ๕ ป้าก็ปล่อยเลย ได้กำไรเนาะๆ ๕ หมื่น ปีนึงทำซักสิบห้องก็สบายแล้ว 
๓ การซ่อมแซมห้อง หรือ ซ่อมแซมคอนโด 
ป้าก็จะหาผู้รับเหมาที่ป้าสามารถกินหัวคิวได้เบาๆ มาทำการซ่อมแซม ซ่อมแล้วซ่อมอีก แก้ไม่หาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา น้ำรั่ว จากดาดฟ้า และน้ำรั่วจากห้องข้างบนลงล่าง



แทรกเรื่องป้าแต๋วมาเสียยาว กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ

วาระเลือกผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ป้าแต๋วก็ได้คะแนนเสียงนำโด่ง แต่อนิจจา มันไม่ถึง ๒๕ % ของจำนวนกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมด เลยต้องให้คณะกรรมการทั้ง ๕ คนทำการประชุมเพื่อเลือกผู้จัดการรักษาการกึ่งถาวร
ทั้ง ๕ คนมีดังนี้ 
๑ ผมเองผู้เล่า ๒ นายสุบิน คู่แค้นฝังหุ่นป้าแต๋ว คนนี้มีห้องกว่าสิบห้องในมือ ๓ พี่มินนี่ return (แกแอบมาซื้อห้องไว้เพื่อได้สิทธิ์เข้ามาโหวตและเป็นกรรมการ จุดประสงค์หลักคือตีกัน ป้าแต๋ว) ๔ พี่เกด เจ้าของร้านเสริมสวย และเป็นลุกหนี้ป้าแต๋วด้วยอีกฐานะหนึ่ง 

ทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่มีใครยอมเป็นผู้จัดการ หวยเลยมาออกที่ผม ตอนนั้น ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าอาสาเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาตึก (ดูดีไปไหมเนี่ย)

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ 

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

คอนโดเก่า จากผู้เช่า สุ่ผู้จัดการนิติบุคคล ตอนที่ 3

เก่าไปใหม่มา
หลังจากป้าแต๋วได้พ่ายแพ้ในสำหรับตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลฯ แต่ที่ประชุมได้เลือก จริงๆแล้วก็ไม่ได้เลือกคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด แต่มีคนเสนอตัวกันมา ๗ คน และไม่ต้องเลือกเพราะเป็นได้ถึง ๙ คน ซึ่งคณะกรรมการส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกของท่านประธาน ส่วนกรรมการชุดเก่าต่างเข็ดขยาดไม่อยากเป็นต่อ เลยไม่สมัคร

บรรยากาศหลังเลิกประชุม บรรดาลูกบ้านต่างกลับจากโรงแรม ทางกรรมการชุดใหม่ได้เข้ามายึดอำนาจ ล็อคห้องทำงานของป้าแต๋ว ไม่ให้เข้าไม่ให้ออก แต่ก็สายไปเสียแล้ว เอกสารบางส่วนป้าแกได้นำออกไปแล้วเมื่อมารู้ภายหลัง 

ในที่ประชุมได้ลงมติเลือก นายสุบิน ซึ่งเป็นคนที่มีห้องในคอนโดมากเป็นสิบห้อง และปล่อยให้เช่า มาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการคอนโด และนายยุทธนาเป็นประธานคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด แต่เมื่อนำไปจดทะเบียนกับทางกรมที่ดินแล้วไม่สามารถทำได้เนืองจากตาม พระราชบัญญัติอาคารชุด พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดต้องได้รับคะแนะเสียง ๒๕ เปอร์เซนต์จากลูกบ้านทั้งหมด เมื่อไม่สามารถเป็นได้ ทางคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดต้องประชุมกันเพื่อเลือกผู้จัดการรักษาการ ผลที่ได้คือเลือกนายยุทธนาเป็นผู้จัดการนิติ

ทางป้าแต๋ว ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมแพ้ง่ายๆ เริ่มเดินเกมส์ปลุกระดมลูกบ้าน ปล่อยกระแสว่าทางคณะกรรมการชุดใหม่ที่เข้ามาจะโกงบ้าง (ซึ่งบางท่านก็เคยมีประวัติ) และยุไม่ให้ลูกบ้านจ่ายค่าส่วนกลาง 


ค่าส่วนกลางของคอนโดที่นี่เก็บถูกมาก คือคิดตารางเมตรละ 10 บาท ค่าเก็บขยะ 20 ค่าสระว่ายน้ำ 30 บาท ต่อเดือน ปรกติแล้ว ค่าใช้จ่ายกับรายได้ก็ปริ่มๆ ทุกเดือนอยู่จากงบรายเดือนที่ทางนิติต้องติดประกาศทุกเดือน


เมื่อท่านประธานมาเป็น ก็นำญาติมาทำงานด้วยโดยให้เงินเดือน 8000 คนนึง กับ 9000 คนนีง จากแต่เดิมที่เคยใช้แค่คนเดียว 7500 

แต่การปลุกระดมของป้าแต๋วเป็นผล เพราะมีการปล่อยข่าวสร้างกระแสต่อต้านคณะกรรมการชุดนี้มากมาย ค่าส่วนกลางที่เคยเก็บได้พอสมควรก็เริ่มไม่พอ ไม่มีงบจะปรับปรุงอะไรได้ กอรป ทางฝั่งป้าแต๋วเองก็ดูแลห้องเช่าจำนวนมากให้กับลูกค้า คือ บางรายก็ซื้อห้องไว้เป็นสิบๆห้องให้เช่า และให้ป้าแต๋วคอยเก็บค่าเช่าส่งให้ 

ทางนิติจะฟ้องลุกบ้านเรื่องไม่จ่ายค่าเช่า ก็ไม่ค่อยจะคุ้มค่าทนาย เรื่องเลยคาราคาซัง ค่าใช้จ่ายเดือนๆนึงก็ไม่ใช่น้อย ค่าไฟส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าจ้างยาม และค่าซ่อมอื่นๆอีกมากมายเพราะตัวตึกเก่าแล้ว อายุจะยี่สิบปี 


สุดท้ายรัฐบาลเอ๊ย คณะกรรมการชุดนี้ก็ต้องเรียกประชุมใหม่ เพื่อเลือกคณะกรรรมการและผู้จัดการนิติ หรือที่ภาษาปากเรียก ผู้จัดการคอนโด ใหม่อีกครั้ง 

โปรดติดตามตอนต่อไป

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

คอนโดเก่า จากคนเช่า จนเป็นผู้จัดการนิติบุคคล ภาค ๒

คอนโดเก่า จากคนเช่า จนเป็นผู้จัดการนิติบุคคล ภาค ๒

หลังจากทำห้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ย้ายเข้ามาอยู่ ในช่วงนั้นเป็นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงปลายวาระการเป็นผู้จัดการคอนโดตามภาษาพูดของชาวคอนโดจะเรียกผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดว่า ผู้จัดการคอนโด ทางคณะกรรมการได้มีกำหนดให้มีการประชุมประจำปีเพื่อพิจาณาผลการดำเนินการและมีการเลือกตั้งคณะกรรมการนิติบุคคลจากลูกบ้าน

ป้าแต๋วซึ่งเป็นผู้จัดการก็ได้ออกหนังสือเชิญประชุม โดยคำสั่งของท่านประธานกรรมการนิติบุคคล ที่นี่มันมีเรื่องกันอยู่ว่า ทางท่านประธานและกรรมการบางท่านสงสัยว่าป้าแต๋วจะทุจริตในเรื่องของการฝากห้องให้เช่า และการซื้อขายคอนโด จึงมีการวิ่งเต้นล๊อบบี้ เพื่อที่จะโค่นป้าแต๋วลงให้ได้
ฝ่ายป้าแต๋วก็มีการปล่อยข่าวประมาณว่า ไม่เลือกเรา เขามาแน่ คือ ๒ ปี ก่อนที่ป้าแต๋วจะเข้ามา ทางลูกบ้านได้จ้างบริษัทเข้ามาบริหาร ซึ่งผู้จัดการคอนโดเป็นน้องของสามีเก่าป้าแต๋ว และเอาภรรยาคือพี่ซาร่ามาทำด้วย ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องการทุกจริต ยักยอก อมเงิน รับเงินแล้วไม่เอาเงินเข้าบัญชี ลูกบ้านเลยต้องไปอัญเชิญป้าแต๋ว ซึ่งเคยทำงานกับบริษัทที่มารับจ้างบริหาร ก่อนโดนน้องสามีเขี่ยกระเด็นออกไป
ตอนนั้นเพื่อนที่อยู่คอนโดมาก่อน ก็มาเล่าให้ฟังถึงพฤติกรรมของพี่ซาร่าแอนด์เดอะแก๊งค์ เช่น เก็บเงินค่าส่วนกลางแล้วไม่เอาเข้าบัญชี ช่างคอนโดเข้ามาซ่อมแล้วของหาย ไม่รับผิดชอบมั่ง สารพัดเรื่องราว เลยมีใจเอนเองไปทางป้าแต๋ว และรู้สึกไม่ชอบพี่ซาร่า



เมื่อวันประชุมมาถึง ท่านประธานแจ้งแต่แรกแล้วว่าจะไปจัดที่โรงแรมสามดาวแถวๆคอนโดเนื่องจากคอนโดมันไม่ส่วนตัว ปรกติเขาก็ประชุมกันที่ที่จอดรถใต้ตึก แต่นี่ไปจัดเสียค่อนข้างไกล ตามกำหนดการจะเริ่มประชุมเวลา 13.00 กว่าลูกบ้านจะมากันครบก็ร่วม 14.00 บางคนรอไม่ไหวกลับไปก็มี แต่ก็ต้องฝากใบมอบฉันทะไว้ ตามกฏหมาย การจะประชุมแล้วถูกต้องตาม พ.ร.บ อาคารชุด ต้องมีผู้ร่วมเข้าประชุม เกิน 30% โดยคิดจากสัดส่วนการถือครองกรรมสิทธิ์ เช่น ทั้งตึกคิดเป็นกี่ตารางเมตร ส่วนที่ลูกบ้านถือครองกี่ตารางเมตร ก็เอามาคิดเป็นเปอร์เซนต์เทียบกัน



เริ่มประชุมจริงๆ เวลา บ่ายสอง โดยวาระแรกๆ ป้าแต๋วก็รายงานว่าทำอะไรไปบ้าง ชี้แจงงบต่างๆ และนำผู้สอบบัญชีมาด้วย มีการเถียงกันอย่างหนัก โจมตีกันไปมา แบ่งแยกลุกบ้านเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายนิยมป้าแต๋ว ผู้จัดการเก่า และฝ่ายท่านประธานซึ่งเป็นทนายความ การประชุมดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ และด่ากันไปมา จนมาถึงวาระสำคัญ คือการเลือก กรรมการ และผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด
ตอนเลือกกรรมการ ทางฝ่ายท่านประธานก็เสนอตัวกรรมการขึ้นมา ทางฝ่ายป้าแต๋วก็ไม่มีใครยอมมาเป็นกรรมการ ซึ่งตามกฏหมาย กรรมการต้องมีอย่างต่ำ 3 คน สุงสุดไม่เกิน 9 คน มีคนเสนอตัวแค่ 7 คน จึงเป็นอันตกลงกันที่ 7 คน



วาระสำคัญมาถึง คือ การเลือกผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด โดยมีผู้ลงสมัครสองท่านคือ ป้าแต๋ว และ นายสุบิน ปรากฏว่าป้าแต๋วแพ้ไปไม่กี่คะแนน นายสุบินได้เป็นผู้จัดการ ตามที่ท่านประธานวางตัวไว้
แต่อีกนั้นแหละ เมื่อไปจดทะเบียนที่สำนักงานกรมที่ดินก็ไม่สามารถจดทะเบียนได้เนื่องจากตาม พ.ร.บ อาคารชุด ฉบับ 2551 กำหนดไว้ว่าผู้จัดการต้องได้รับเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25% ของกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมด เช่นทั้งตึกมี 100 ตารางเมตร ลูกบ้านที่มาลงต้องรวมๆขนาดห้องให้ได้ 25 ตารางเมตร
เมื่อคะแนนเสียงไม่ถึง ท่านประธานยงยุทธ จึงต้องมาเป็นผู้จัดการแทน ไว้ติดตามตอนต่อไปว่า ท่านประธานจะบริหารคอนโดอย่างไรภายใต้ภาวะความแตกแยก


วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

คอนโดเก่า จากคนเช่า เป็นผู้จัดการนิติ

คอนโดเก่า จากคนเช่า เป็นผู้จัดการนิติ

จากคนเช่า เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ภาค ๑ 

การซื้อคอนโดเก่ามือสอง คอนโดเก่าก็เร้าใจ

เมื่อปี 2551 ผมได้ซื้อคอนโดเก่าอายุกว่า 16 ปี ตอนซื้อไม่ได้ขอดูโฉนดก่อนจึงไม่ทราบว่ามันเก่าถึงเพียงนี้

การขายดำเนินการโดยป้าผู้จัดการคอนโดซึ่งรับจ๊อบเป็นคนซื้อขายด้วย 
ราคาที่บอกขายป้าแกบอก 750,000 ซึ่งสภาพห้องก็เน่ามาก ด้วยความที่ชอบรีโนเวท (ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดที่ไม่ประเมินราคาการปรับปรุงก่อนตัดสินใจซื้อ) ก็ได้ตกลงซื้อไป ที่นี่ปัญหาของคอนโดมือสอง มือสาม หรือมือสี่ ในการกู้ธนาคารก็คือ ราคาที่ซื้อขายส่วนมากจะสูงกว่าราคาประเมิน หรือได้ไม่เต็มวงเงินกู้ 
คอนโดที่ผมซื้อราคาประเมินของกรมธนารักษ์อยู่ที่ ตารางเมตรละ 15,000 มี 40 ตารางเมตร จึงเป็น 600,000 
ที่นี่จะทำไงกันดี 

ก็เลยทำสัญญาซื้อขายกันสองฉบับ ฉบับแรกทำไป 850,000 ไว้กู้ธนาคาร อีกฉบับทำไว้ 750,000 ตามราคาที่ตกลงจริงๆ ที่นี่ธนาคารปล่อยกู้ก็แค่ 70 – 80 เปอร์เซนต์ของราคาประเมิน หรือ ราคาซื้อขาย ขึ้นอยู่กับว่าอะไรจะสูงกว่ากัน 

โชคดีที่ ธนาคารให้บริษัทมาประเมิน แต่เราต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประเมิน ได้ราคาที่ 850,000 ออมสินปล่อยที่ 80 % เลยต้องหาเงินมาเพิ่มอีก แสนกว่าบาท 




คนขายอยู่สกลนคร มอบอำนาจให้ป้าผู้จัดการนิติเป็นคนซื้อขาย วันโอน ค่าธรรมเนียมต่างๆแกออกหมด นั่งคุยกับคนที่จะขาย เลยได้ทราบความจริงว่า เขาขายแค่ 700,000 แต่ป้ามาบอก 750,000 ได้เยอะนะเนี่ย ไอ้เราก็ไม่ดูให้ดีก่อน แต่ก็เอาเหอะ ซื้อแล้ว ป้าแกทำเป็นธุรกิจ จากคนไม่มีรถ มีบ้าน ก็มีรถมีบ้าน จากการซื้อขายห้องนี่แหละครับ




พอได้ห้องมาชื่นชมสมใจก็หาช่างมาซ่อมห้องเพราะเจ้าของเก่าเขาให้คนเช่า ห้องเน่ามาก 




หมดไป 1 แสน งามพอประมาณ 




ไว้มาเล่าตอนหน้านะครับว่าทำอีท่าไหนถึงได้ไปเป็นกรรมการคอนโด และเป็นผู้จัดการนิติต่อมา