วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

เมื่อโดนทวงหนี้บัตรทางโทรศัพท์

บ่ายวันหนึ่ง...เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “กริ๊งงงงงง...” (รับสายแล้ว ได้ยินเสียงทางนั้นพูดขึ้นว่า)

หมาทวงหนี้ : ขอเรียนสายคุณนกกระจอกเทศครับ

นกกระจอกเทศ : ครับ...ผมนกกระจอกเทศพูดสายอยู่ครับ



หมาทวงหนี้ : ผมโทรมาจากสำนักงานหมาขี้เรื้อนครับ
จะสอบถามเกี่ยวกับยอดหนี้ของธนาคาร กะ-ลุ๊ก-ปุ๊ก ไทย ไม่ทราบว่ามีการชำระเข้ามาบ้างหรือยังครับ?

นกกระจอกเทศ : ยังเลยครับ



หมาทวงหนี้ : ยอดเงินคงค้างของคุณ มันหลายเดือนแล้วนะครับ ไม่ทราบว่าจะชำระได้เมื่อไหร่?

นกกระจอกเทศ : เมื่อมีตังค์ครับ...แต่...ตอนนี้ยังไม่มี



หมาทวงหนี้ : แล้วเมื่อไหร่จะมีล่ะครับ?

นกกระจอกเทศ : เมื่อไหร่เหรอ?...อืม...มีเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นแหละครับ



หมาทวงหนี้ : คุณไม่มีความคิดที่จะชำระเข้ามาบ้างเลยหรือครับ?

นกกระจอกเทศ : ไอ้“ความคิด”น่ะ...ผมมีครับ
แต่ไอ้ที่มันไม่มีน่ะ ก็คือ"กะตังค์"ครับ...เข้าใจไหมครับ?




หมาทวงหนี้ : แล้วคุณมีวิธีการที่จะหาเงินมาชำระให้ทางเราได้ยังไงบ้างครับ?

นกกระจอกเทศ : อืมมม!!!...ไม่รู้สิ...แล้วคุณมีวิธีการที่จะช่วยให้ผมหาเงินได้บ้างไหมล่ะครับ?



หมาทวงหนี้ : แล้วตอนนี้ คุณไม่มีเงินติดตัวบ้างเลยเหรอครับ?

นกกระจอกเทศ : ไอ้เงิน"ติดตัว"ที่ว่าน่ะ...ไม่มีหรอกครับ
มีแต่เงิน"ติดหนี้"...จะเอาไหมครับ?



หมาทวงหนี้ : งั้นคุณพอที่จะไปหยิบยืมเงินจากใคร เพื่อมาจ่ายหนี้ให้กับทางธนาคาร ซักก้อนนึงก่อนจะได้ไหมครับ?

นกกระจอกเทศ : แล้วคุณจะให้ผมไปยืมกับใครล่ะครับ?



หมาทวงหนี้ : ยืมใครมาก่อนก็ได้ครับ

นกกระจอกเทศ : ยืมกับใครก็ได้งั้นเหรอ?...เอ่อ...งั้นผมขอยืมกับคุณก่อนก็แล้วกันนะครับ



หมาทวงหนี้ : เฮ้ย!!!...ผมเป็นคนทวงหนี้นะครับ คุณจะมายืมผมได้ยังไง

นกกระจอกเทศ : อ้าว?...ก็คุณเป็นคนบอกเองนี่ ว่ายืมกับใครก็ได้...ในเมื่อคุณบอกอย่างนั้น ผมก็ยืมกับคุณน่ะสิครับ
แล้วตกลงคุณจะให้ยืมไหมล่ะครับ?




หมาทวงหนี้ : ผมจะให้คุณยืมได้ยังไงล่ะครับ...ผมเป็นคนทวงหนี้นะครับ ไม่ใช่พวกปล่อยเงินกู้

นกกระจอกเทศ : ก็คุณเป็นคนพูดเองนี่หว่า ให้ไปยืมใครมาก่อนก็ได้ ผมก็กำลังยืมคุณอยู่นี่ไง...ตกลงจะให้ผมยืมไหมเนี่ย?



หมาทวงหนี้ : ไม่ได้ครับ

นกกระจอกเทศ : เออ... เห็นไหม...ขนาดมึงยังไม่ให้กูยืมเลย แล้วกูจะไปยืมใครเขาได้วะ
ต่อไปไม่ต้องสะเออะ มาพูดจาพล่อยๆเลยนะ ว่า"ไปยืมใครมาก่อนก็ได้"
ถ้ากูไปยืมใครต่อใครเขาได้ง่ายจริงๆ...แล้วทำไมมึงถึงไม่ให้กูยืมวะ
ก็เพราะว่ากูไม่สามารถไปยืมเงินใครเขามาได้นี่แหละ
กูถึงไม่มีเงินจ่ายให้ยังไงล่ะโว้ย เข้าใจมั๊ย?...ไอ้ฟาย (“กรึบ”...วางสาย)




หมาทวงหนี้ : ?????? (งง+ใบ้แดก)

วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

หมายศาลจะถุกส่งไปที่ไหน

หมายศาล" จะต้องถูกส่งไปยังที่อยู่ของผู้ที่ถูกฟ้อง(บ้าน/ภูมิลำเนา ของจำเลย)ณ ปัจจุบันเท่านั้น...จึงจะถูกต้องตามขั้นตอนของกฏหมาย

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์(เจ้าหนี้) ก่อนที่จะทำการฟ้องลูกหนี้(จำเลย)ให้เป็นคดีความ โจทก์จะต้องทำการเช็คทะเบียนบ้านของลูกหนี้ให้ Update และถูกต้องตามความเป็นจริงเสียก่อน ว่าลูกหนี้ที่โจทก์จะทำการฟ้องผู้นั้น อยู่ที่ใดตามทะเบียนบ้านที่ถูกต้อง ณ ปัจจุบัน โดยการไปเช็คข้อมูลที่อยู่ของลูกหนี้ ที่"กองทะเบียนราษฎร์" สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้ถูกต้องเสียก่อนที่จะส่งเรื่องฟ้อง...มิฉะนั้น อาจเข้าข่าย"ฟ้องผิดสถานที่"ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้


หมายศาล จะมีลักษณะที่เป็นชุดกระดาษหนาเป็นปีกๆ (มีจำนวนกระดาษหลายๆแผ่น จึงทำให้ดูหนามากๆ)

และการปิดหมายศาลดังกล่าว จะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของศาล (แมสเสนเจอร์ศาล) เป็นผู้นำส่ง
ไม่ใช่กระทำโดยฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายเจ้าหนี้ เป็นผู้นำส่ง โดยเจ้าหน้าที่ของศาลผู้นำส่งหมาย จะนำเอาหมายศาลมาผูกเชือก แล้วทำการหาที่แขวนหรือที่ผูกห้อยไว้ที่บริเวณหน้าบ้านของจำเลย เช่นที่ประตูบ้าน หรือที่บริเวณประตูรั้วหน้าบ้าน โดยไม่มีการใส่ซองใดๆทั้งสิ้น (คล้ายๆกับการแขวนประจานให้จำเลยต้อง
รับรู้/รับทราบ และเห็นได้ชัดๆ) เช่นการแขวนเอาไว้ดัง"ตัวอย่าง"


แต่ในบางครั้ง หากบ้าน/ภูมิลำเนา ของจำเลยนั้น ไม่ปรากฏโดยชัดเจน(เช่นปรากฏว่าจำเลยมีที่อยู่ใน"ทะเบียนบ้านกลาง") ทางโจทก์ก็สามารถร้องต่อศาลให้จัดส่งหมายศาล ไปยังที่ทำงานของจำเลย หรือจัดส่งหมายศาลไปยังที่อยู่ของจำเลย ตามที่จำเลยได้เคยให้ข้อมูลไว้ในใบสมัคร ก็ได้

ถ้าโจทก์ส่งหมายศาลไปสถานที่ไหน จำเลยก็ต้องไปขึ้นศาล ณ.ศาลที่อยู่ในเขตพื้นที่นั้นๆรับผิดชอบอยู่
นี่คือขั้นตอนการนำส่งหมาย"ตามปกติ"นะครับ (ซึ่งส่วนใหญ่เกือบ 100% เขาก็จัดส่งแบบนี้กันทั้งนั้น)

แต่ถ้านำส่งหมายฟ้อง แบบ"ไม่ปกติ"ล่ะ...จะเป็นยังไง?


ถ้าหากจำเลยมีสถานที่อยู่โดยชัดเจน แต่โจทก์ได้ร้องขอต่อศาลให้จัดส่งหมายศาลไปยังสถานที่อื่นๆ ซึ่งมิใช่บ้าน/ภูมิลำเนาของจำเลย และจำเลยไม่สะดวกในการเดินทางไปศาลตามที่โจทก์กำหนด จำเลยสามารถร้องขอต่อศาลได้ว่า...โจทก์มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลย และโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนของ"การนำส่งหมาย"ที่ถูกต้องดังนั้น จำเลยสามารถร้องขอต่อศาล ให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงสถานที่ในการพิจาณาคดีใหม่ได้ (ในกรณีที่ยังไม่ถูกพิพากษา) หรือร้องขอต่อศาลให้มีการหยิบยกการพิจาณาคดีขึ้นมาใหม่ (ในกรณีที่ถูกศาลพิพากษาแล้ว) โดยจำเลยต้องอ้างว่า...จำเลยไม่ได้รับหมายศาล เนื่องจากโจทก์ได้ร้องขอให้จัดส่งหมายศาลไป"ผิดที่" จึงทำให้จำเลยไม่ได้รับทราบหมาย และขาดโอกาสในการต่อสู้คดี พร้อมกับขอให้โจทก์ทำการจัดส่งหมายให้ใหม่อีกครั้ง ให้เป็นไปตามภูมิลำเนาที่ถูกต้อง และให้มีการรื้อฟื้นการพิจาณาคดีขึ้นมาใหม่ ตามภูมิลำเนาที่จำเลยปรากฏหลักฐานตามทะเบียน
จึงทำให้การฟ้องในครั้งที่ผ่านมานั้น ต้องเป็นอัน"โมฆะ"ตามข้อกฎหมายในทันที

เคยมี"ตัวอย่าง"ในกรณีนี้ เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่ง มีบ้าน/ภูมิลำเนา อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ตั้งแต่เกิด แต่เธอมาทำงานอยู่ที่กรุงเทพตั้งแต่ปี 2548 โดยอาศัยอยู่ที่บ้านเพื่อนที่รู้จักกันในกรุงเทพ

ปี 2550 เธอได้สมัครทำสินเชื่อที่กรุงเทพ โดยกรอกที่อยู่ในใบสมัครเป็นที่อยู่ของเพื่อนเธอ เพื่อให้เจ้าหนี้ทำการจัดส่งเอกสาร"ใบแจ้งหนี้"มาให้เธอทราบเป็นระยะ...โดยในใบสมัคร เธอก็ได้ระบุที่อยู่ตามทะเบียน ที่เชียงใหม่ พร้อมกับแนบสำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชน ไปพร้อมกับใบสมัครด้วยหลังจากนั้น เธอก็เริ่มมีปัญหาด้านเศรฐกิจ ทั้งตัวเธอเอง และบริษัทที่เธอทำงานอยู่ต่อมา...บริษัทที่เธอทำงานได้ปิดกิจการลง(เจ๊ง) เธอตกงาน และต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านที่เชียงใหม่ตามเดิม...โดยไม่มีเงินมาจ่ายหนี้สินเชื่อที่ค้างชำระอยู่ผ่านไป 3 ปี...เธอได้รับข่าวแจ้งจากเพื่อนในกรุงเทพ ที่เธอเคยไปพักอาศัยอยู่ในบ้านของเขา ว่ามีหมายศาลส่งฟ้องเธอมา และให้เธอไปขึ้นศาลวันที่ xx เดือน xx ปี 25xx โดยต้องไปขึ้นศาลที่ศาลแขวงพระนครใต้(จังหวัดกรุงเทพฯ)

เธอตกใจต่อข่าวนี้มาก...เธอได้โทรปรึกษาทนาย และทนายก็ได้แนะนำให้เธอไปชี้แจงต่อศาล(ที่ศาลแขวงพระนครใต้) ว่าเธอมีหลักฐานว่าตัวเธอเอง มีบ้าน/ภูมิลำเนา อยู่ที่เชียงใหม่มาโดยตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลงที่อยู่เลย และเธอมีความประสงค์จะต่อสู้คดี แต่เธอไม่สะดวกที่จะเดินทางมาพร้อมกับทนายความ (ทนายความก็อยู่ที่เชียงใหม่เหมือนกัน) เพื่อสู้คดีที่กรุงเทพ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าจ้างทนายให้มาสู้ความที่กรุงเทพก็แพงมาก จึงเขียนคำร้องขอต่อท่าน ให้ส่งเรื่องไปพิจาณาคดีตาม บ้าน/ภูมิลำเนา ที่แท้จริงของเธอแทน

ศาลได้อ่านคำร้องขอแล้ว พิจารณาเห็นว่ามีเหตุผลและเป็นไปตามข้อเท็จจริง จึงประทับรับคำร้อง แล้วทำเรื่องโอนคดีส่งต่อไปยังศาลแขวงเชียงใหม่ต่อไป

เห็นไหมครับว่า ทุกอย่างมันมีขั้นตอน และระบบของมันรองรับอยู่แล้วหากไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ว่าฝ่ายเจ้าหนี้มันนึกอยากจะทำอะไรตามใจ มันก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ใช่ว่ามันนึกจะส่งหมายฟ้องไปที่ไหนก็ได้ โดยไม่สนใจกฏกติกาที่ถูกต้อง...มิฉะนั้น มันก็สามารถส่งหมายฟ้องโดยการกลั่นแกล้ง ให้ลูกหนี้ไปขึ้นศาลที่ "ศาลพระกาฬ" หรือให้ไปขึ้นที่ "ศาลเจ้า" , "ศาลพระภูมิ" หรือที่ไหนๆก็ได้...แล้วแต่มันจะนึกเอา
.
______________________________________________________________

ปล.กฏหมายในข้อนี้ เขาออกมาเพื่อเหตุผลในการป้องกันไม่ให้โจทก์ สามารถกลั่นแกล้งฟ้องจำเลยได้ตามใจชอบ

เช่น โจทก์รู้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ภาคเหนือ แต่ฟ้องโจทก์กลับฟ้องให้จำเลยต้องไปขึ้นศาลที่ 3 จังหวัดชายแดนในภาคใต้...เป็นต้น



วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปล่อยกู้หนี้นอกระบบมีหนาว

ปล่อยกู้หนี้นอกระบบมีหนาว

เจอ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา


อ้างอิงข้อมูลจาก
www.thairath.co.th/content/836471

และ
www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000004722


มีผลแล้ว! กม.“ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด” ชี้ เป็นความผิดอาญาแผ่นดินอันยอมความไม่ได้ เพิ่มโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เน้น เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจะมีโทษสูงขึ้น


วันนี้ (15 ม.ค. 60) มีรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560 เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475

มาตรา 4 บุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพราง การให้กู้ยืมเงิน โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือ ปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี หรือเกินกว่า 1.25% ต่อเดือน)
(2) กำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจำนวนเงินกู้หรือเรื่องอื่นๆ ไว้ในหลักฐานการกู้ยืม หรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้เพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือ
(3) กำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือสิ่งของ หรือโดยวิธีการใดๆ จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืมเงิน

มาตรา 5 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องจากบุคคลอื่นโดยรู้ว่าเป็นสิทธิที่ได้มาจากการกระทำความผิดตามมาตรา 4 และใช้สิทธินั้นหรือพยายามถือเอาประโยชน์แห่งสิทธินั้น ต้องระวางโทษ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4

มาตรา 6 เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะมีคำขอหรือไม่ ศาลอาจนำวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 (3) และ (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี


ทั้งนี้ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ใช้บังคับมาเป็นเวลานานถึง 84 ปี บทบัญญัติจึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับการให้กู้ยืมเงินที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หรือการเรียกเอาประโยชน์อย่างอื่น ทำให้เกิดเครือข่ายผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บดอกเบี้ยรายวันในอัตราที่สูง เกิดองค์กรอาชญากรรมที่อาศัยธุรกิจรูปแบบเช่าซื้อเงินด่วน กระจายไปตามที่สาธารณะ สื่อออนไลน์ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี

กฎหมายดังกล่าวจะช่วยคุ้มครองสิทธิประชาชนไม่ให้ถูกละเมิด เพราะกำหนดความผิดชัดเจน อัตราโทษสูงขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจะมีโทษสูงขึ้น และนำกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้บังคับควบคู่ด้วย โดยสาระสำคัญของร่างได้กำหนดอัตราโทษเพิ่มขึ้น จากเดิมผู้เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ในกรณีที่มีการกระทำความผิดเป็นกลุ่มกระบวนการที่เป็นลักษณะนายทุนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และหากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า

มีรายงานว่า กฎหมายฉบับนี้ ในชั้นกรรมาธิการ สนช. ได้ตัดในส่วนของ ประเด็นการบรรจุให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ส่วนใหญ่เห็นว่า อาจจะมีการกลั่นแกล้งกัน

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
พุทธศักราช ๒๔๗๕ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ทําให้บทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่เหมาะสม
และสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับการให้กู้ยืมเงินที่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
หรือการเรียกเอาประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ยยังเกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก สมควรปรับปรุงกฎหมาย
ว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้





สำหรับผู้ที่สนใจกฎหมายฉบับนี้ สามารถไป Download ราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้จากใน Link นี้
www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/005/12.PDF

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

Wealth ตวามมั่งคั่ง

Wealth is not authored by material possessions, money, or "stuff" but by what I call fundamental "F's": Family (relationships), fitness (health) and freedom (choice).
Within this wealth trinity is where you will find the true wealth and, yes, happiness.
- MJ DeMarco- The Fastlane Millionaire .


ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุที่เรามี เงินทอง หรือ สมบัต แต่อยู่ภายใต้ัสามสิ่งนี้
Family คือ ความครัว หรือ ความสัมพันธ์ คู่รัก เพื่อน ญาติ
บางคนทำงานหนักจนลืมดูแลคนในครอบครัว หรือ ไม่มีเวลาให้ลูก หรือ ห่างๆเพื่อนไป
Fitness คือ สุขภาพกายใจที่ดี มีเงินแต่นอนติดเตียง หรือ สะสมโรคไว้เยอะมากก็ไม่ไหวนะครับ
Freedom คือ ได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ คนบางคนมีรายได้ แต่ไม่มีความมั่งคั่ง เพราะมีโอกาสได้เลือกอะไรทั้งนั้น
คนที่มั่งคั่งจริง จะเลิกได้ว่าตัวเองต้องการไม่ต้องการอะไร

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อิสรภาพของคุณราคาเท่าไหร่ โดย คุณ บอย วิสูตร

ไม่เคยมีครั้งไหนที่คุณจะวัดอิสรภาพของคุณได้ชัดเจนเท่าครั้งนี้

Wisoot Sangarunlert
ไม่เคยมีครั้งไหนที่คุณจะวัดอิสรภาพของคุณได้ชัดเจนเท่าครั้งนี้
สมมติว่าคุณทำงานประจำ ได้เงินเดือน 2 หมื่นบาท
แล้ววันนึงคุณไปรับงานนอก
ใช้เวลาตอนหลังเลิกงาน ทำงานประมาณหนึ่งเดือน
ได้เงิน 2 หมื่นบาทเท่างานประจำ
แต่ไม่รู้ว่าเดือนหน้าจะมีงานให้ทำอีกมั้ย
คำถามคือ แล้วถ้าเงื่อนไขคือคุณต้องเลือกระหว่าง
จะทำงานประจำต่อ หรือ ลาออกไปทำงานไม่ประจำ
เพราะทำสองอย่างไม่ไหว เหนื่อยมาก
คุณจะเลือกอะไร?
ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เลือกทำงานประจำต่อไปแน่นอน
เพราะมันให้ "ความมั่นคง" เรารู้แน่ ๆ ว่าสิ้นเดือนจะได้เงินเอามาใช้จ่าย
แต่ถ้าผมเปลี่ยนโจทย์ใหม่
สมมติว่าคุณก็ยังเงินเดือน 2 หมื่นบาทเท่าเดิม
แต่คราวนี้งานนอก ทำให้คุณได้เงิน 4 หมื่นบาทต่อเดือน
แต่ก็ยังไม่รับประกันอีกนั่นแหละว่าเดือนหน้าจะมีงานให้ทำอีกมั้ย
ถ้าเป็นแบบนี้คุณจะเลือกอะไร ระหว่างงานประจำกับงานไม่ประจำ?
คุณก็ยังอาจจะไม่ลาออกอยูดี เพราะยังอยากได้ความมั่นคง
แล้วถ้างานนอกให้รายได้เป็นเดือนละ 8 หมื่นบาทล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 1.6 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 3.2 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 6.4 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 1.28 ล้านล่ะ?
ตกลงคุณจะเลือกความมั่นคงอยู่หรือเปล่าครับ?
บางคนบอก ผมลาออกตั้งแต่เดือนละ 8 หมื่นแล้ว (ฮา)
สิ่งนี้บอกอะไรเรา?
ผมไม่รู้ว่าคุณเลือกลาออกตอนที่งานนอกให้รายได้คุณเท่าไหร่
แต่นั่นล่ะครับ มันคือ ราคาที่คุณยอมแลกกับความมั่นคง
พูดง่าย ๆ มันก็คือราคาที่คุณจะซื้ออิสรภาพ
เช่น ถ้าคุณยอมลาออกตอนเดือนละ 8 หมื่นบาท
ก็แปลว่าราคาความมั่นคงของคุณก็คือ 8 หมื่นบาท
ราคาอิสรภาพของคุณก็คือ 8 หมื่นบาท
สิ่งที่ผมอยากอธิบายเพิ่มเติมก็คือ
ผมไม่ได้เชียร์ให้ทุกคนลาออก
ถ้าคุณมีความสุขกับงาน กับเพื่อนร่วมงาน ก็จงทำต่อไป
แต่สำหรับคนที่ไม่มีความสุขในการทำงานประจำ
แต่อยากออกมา เลยลองทำงานไม่ประจำควบคู่ไปด้วย
แต่ก็ไม่รู้ว่าตกลงคือเมื่อไหร่ที่ควรจะต้องเลือกว่า "อยู่หรือไป"
คำตอบก็คือ ประเมินราคาของอิสรภาพของคุณซะ
ในกรณีนี้ สมมติว่าถ้าคุณเลือก 8 หมื่นบาท
นั่นแปลว่าคุณให้เวลาตัวเอง 4 เดือนที่จะหางานใหม่ ๆ ทำ
(เพราะมันเป็น 4 เท่าของเงินเดือนประจำ)
พูดง่าย ๆ ว่าถ้ามีงานนอกทำ 1 เดือน ก็จะอยู่ไปได้อีก 4 เดือน
ระหว่างนั้นก็ยังมีเวลาหางานใหม่ ๆ ทำ
จะ 4 เดือนหรือ 1 ปี อันนี้คุณต้องตอบเอง
แต่ถ้าถามผม ผมว่า 1 ปีกำลังดี มันดูปลอดภัย ไม่ลน ถ้าหางานยังไม่ได้
1 ปีที่ผมหมายถึง ไม่จำเป็นต้องมีรายได้มากกว่างานประจำถึง 12 เท่า
เพราะมันอาจจะยากไป
แต่เราช่วยเบาแรงมันได้ด้วย "เงินเก็บ"
ถ้าคุณมีเงินเก็บที่อยู่ได้อีก 1 ปี แม้ไม่มีงานทำเลย
ผมบอกได้เลยว่าคุณจะมีทางเลือกในชีวิตมากกว่านี้
หลายคนที่ทนทำงานอยู่ เพราะเดือนชนเดือน ต้องจ่ายหนี้บัตร
เลยไม่สามารถออกไปทำอะไรใหม่ ๆ ได้
สิ่งที่ผมอยากจะบอกปิดท้ายก็คือ
จงตั้งใจทำงานประจำ เก็บเงินให้เยอะ ลงทุน
ยอมเหนื่อยเอาเวลาหลังเลิกงานไปทำงานไม่ประจำ
เพื่อที่วันนึง อย่างน้อยเราจะได้มีตัวเลือกว่า
ตกลงแล้ว...อิสระเรา ราคาเท่าไหร่?
ไม่ใช่ยอมจำนน จนอย่างมั่นคง
เพราะไม่มีทางให้เลือก
บอกตรง ๆ ครับ ชีวิตแบบนั้นมันเศร้าจริง ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อายุเท่าไหร่จึงสายเกินเปลี่ยนสายอาชีพ

นักเขียนการ์ตูน ชัย ราชวัตร เรียนจบสายบัญชี แต่ชอบการ์ตูนมากกว่า ในที่สุดก็เดินตามหัวใจ กลายเป็นศิลปินสร้างผลงานดี ๆ มากมาย
มองรอบตัว ผมเห็นคนที่เลือกหลุดออกจากอาการผิดที่ไม่น้อย บางคนเป็นหมอแล้วหันทิศมาเป็นนักเขียน บางคนจบสถาปัตย์ฯไปเป็นนักแต่งเพลง จบกฎหมายไปทำสวน จบออกแบบเป็นนักดนตรี บางคนทำงานเลขานุการ แล้วมาเรียนเป็นครู บางคนทำงานในองค์กรนาน แล้วหักฉากมาทำการครัว ฯลฯ
คนใกล้ตัวผมหลายคนเปลี่ยนทิศเดินชีวิตเมื่ออายุเกินเลข 4 เลข 5 ไปแล้ว บางคนเกษียณแล้ว เพิ่งเริ่มมาเรียนสายใหม่
ไม่มีคำว่าสายเกินไป
พอใจเปลี่ยนวันไหนก็วันนั้น
ชีวิตไม่จำเป็นต้องจมดักดานกับจุดเดิมที่เดิมหลุมเดิมไปจนตาย เปลี่ยนใจเมื่อไร ก็เปลี่ยนทิศได้เสมอ ไม่ต้องทำงานสายเดิมต่อไปจนถึงวันตายเพียงเพราะเรียนมาสายใดสายหนึ่ง หรือเพราะความเคยชิน เพราะพ่อสั่งหรือแม่ขอ
การทู่ซี้ทำสิ่งที่ไม่ชอบ ย่อมได้งานไม่ดี และท้ายที่สุด ก็ส่งงานไม่ดีออกไปในสังคม บางกรณีก็สร้างอันตราย ไม่ชอบเป็นครู แต่ดันทุรังสอนต่อ ก็ไม่มีทางสร้างเด็กที่มีคุณภาพได้
ไม่ชอบเป็นหมอ แต่เรียนหมอเพราะคะแนนสูงมาตลอด ใคร ๆ ก็ยุให้เรียนหมอ ทำงานแบบไม่ชอบอย่างนี้ วันหนึ่งก็อาจลืมกรรไกรในท้องคนไข้สักราย
‘เบื่อที่’ เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่ารักสิ่งที่ทำสักแค่ไหน วันดีคืนดี ในบางอารมณ์ ก็เบื่อได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไม่นานความเบื่อก็หาย เพราะความชอบมีมากกว่าความเบื่อ
แต่ผิดที่ไม่สามารถหายได้หากไม่แก้ที่ต้นเหตุ
………………..
จาก ชีวิตคือปาฏิหาริย์!
วินทร์ เลียววาริณ

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความหมายของการนัดไปศาลครั้งแรก



าในหมายศาล (หน้าแรก) เขียนเอาไว้ว่า 

ให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ยในวันที่ xx เดือน xxxxx พ.ศ.2558

และให้จำเลยมาศาลเพื่อการสืบพยานโจทก์ในวันที่ xx เดือน xxxxx พ.ศ.2558

ก็แสดงว่าในหมายศาลที่คุณได้รับนั้น...ได้มีการระบุวันที่ให้คุณไปขึ้นศาลถึง 2 ครั้งด้วยกัน...ไว้อย่างชัดเจน

ซึ่งวันที่ระบุไว้ในครั้งแรกก็คือ วันนัดไกล่เกลี่ย (นัดที่หนึ่ง)
และวันที่ระบุไว้ในครั้งที่สองก็คือ วันนัดสืบพยาน หรือ "วันสู้คดีความ" (นัดที่สอง)

ส่วนสำหรับวันนัดในครั้งสุดท้ายนั้น (นัดมาฟังคำพิพากษา) จะไม่ถูกระบุไว้อยู่ในหมายศาล เนื่องจากยังไมมีผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ว่า คดีนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด...ก็ต้องรอให้การสืบพยาน (การสู้คดีความ) จนถึงที่สุดแล้วนั่นแหละ ศาลท่านถึงจะบอกนัดอีกทีได้ว่า ให้คู่กรณีทั้งสองมาฟังคำพิพากษาได้ในวันไหน?

ซึ่งโดยปกติแล้ว วันนัดในหมายศาล ตามที่ยกตัวอย่างมาในข้างบนนี้...ในปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยมีกันแล้ว...หาได้ยากเต็มที (ก็คือมีการระบุถึงวันที่นัดครั้งที่หนึ่ง และระบุถึงวันที่นัดครั้งที่สอง)

เพราะว่าในปัจจุบันนี้ วันนัดที่ระบุไว้ในหมายศาล...ซึ่งส่วนมากศาลท่านมักจะใช้กันเป็นส่วนใหญ่..จะเขียนเป็นดังนี้

เพราะฉะนั้นให้จำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยาน ในวันที่ xx เดือน xxxxx พ.ศ.2556

ส่วนใหญ่หมายศาลของ คดีแพ่ง และ คดีผู้บริโภค ในปัจจุบัน มักจะเขียนเป็นอย่างนี้กันเกือบทั้งหมดแล้วครับ

แล้วเขียนแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร?...และมันแตกต่างกันตรงไหนหรือ?...

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็คือ...ในปัจจุบันนี้ คดีแพ่งต่างๆรวมทั้งคดีผู้บริโภคที่อยู่ในชั้นศาล มีมากมายเสียจนแทบจะเรียกได้ว่า"คดีล้นศาล"...ดังนั้นศาลท่านจึงเห็นว่า สมควรที่จะต้องรีบ"รวบรัด"คดีต่างๆที่ยังมีค้างอยู่ รวมทั้งคดีต่างๆที่จะเข้ามาใหม่ ให้มีระยะเวลาที่ กระชับ , รวดเร็ว , และกระขั้นชิดมากขึ้น โดยพยายามไม่ให้ยืดเยื้อ

ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้อง...รวบเอานัดที่หนึ่ง(นัดไกล่เกลี่ย) และนัดที่สอง(นัดสืบพยาน) โดยนำมารวมให้อยู่ภายในวันเดียวกันเลย เรียกได้ว่าขึ้นศาลวันเดียว"รู้เรื่อง" เพราะทั้งไกล่เกลี่ยและทั้งต่อสู้คดีภายในวันเดียวกันไปเลย

ศาลท่านจึงได้เขียนระบุไว้ที่หน้าหมายศาลว่า "ให้จำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยาน ในวันที่ xx เดือน xxxxx พ.ศ.2556"...ยังไงล่ะครับ

ถ้าใครที่ถูกฟ้องแล้ว ในหน้าหมายศาลเขียนเอาไว้อย่างที่ผมได้บอกไป (ขอย้ำว่า...ศาลส่วนใหญ่จะเขียนเป็นแบบที่ผมบอก) ก็คือ "การรวบทั้งสองนัด" ไว้ภายในวันเดียว...แต่ฝ่ายลูกหนี้ (จำเลย) อ่านแล้วเข้าใจผิดไปเอง โดยไปคิดเอาเองว่า "เป็นแค่เพียงวันนัดไกล่เกลี่ยเท่านั้น" ดังนั้น ยังไม่ต้องไปศาลในนัดแรกนี้ก็ได้ เดี๋ยวก็ต้องไปใหม่อีกทีในวันสืบพยาน (วันสู้คดี) อยู่ดี

ถ้าคิดเช่นนี้...ก็ฉิบหายเลยครับ

เพราะการที่คุณไม่ได้ไปศาลในวันดังกล่าว เนื่องจากการเข้าใจผิดไปเอง...ก็เท่ากับว่าคุณ "ได้หนีศาลไปถึงสองนัดพร้อมๆกัน" ซึ่งคุณจะถูกศาลท่านพิพากษาทันที ภายในวันนั้นเลย

ดังนั้นจึงใคร่ขอเตือนให้สมาชิกทุกท่าน กรุณาอ่านข้อความ ที่เกี่ยวข้องกับวันนัดในหมายศาลให้ดีนะครับ ว่าเขาเขียนเอาไว้อย่างไร?...นัดให้ไปขึ้นศาลเพื่ออะไร?...จะได้ไม่ต้องมานั่งร้องให้เสียใจในภายหลัง



อนึ่ง...หากลูกหนี้รายใด ได้รับหมายศาลแล้ว ปรากฏว่าใน"วันที่"นัดให้ไปขึ้นศาล มันเป็น"วันเสาร์"ตามในปฎิทิน...ก็ไม่ต้องสงสัยไปนะครับ ว่าวันที่ในนั้นถูกระบุผิดหรือเปล่า? เพราะตามปกติแล้วศาลจะหยุด(ไม่ทำงาน)ในวัน เสาร์-อาทิตย์ มิใช่หรือ?

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ...ตามที่ผมได้เกริ่นไปตั้งแต่แรกแล้วว่า

ในปัจจุบันนี้ คดีแพ่งต่างๆรวมทั้งคดีผู้บริโภคที่อยู่ในชั้นศาล(ซึ่งเป็นคดีที่ฟ้องร้องกันว่าด้วยเรื่อง"หนี้เงิน") มีคดีมากมายเสียจนแทบจะเรียกได้ว่า"คดีล้นศาล"

ดังนั้น ศาลท่านจึงจำเป็นที่จะต้องมาทำงานในวัน เสาร์/อาทิตย์(ซึ่งปกติเป็นวันหยุด)ด้วย เพื่อที่จะช่วยระบายคดีต่างๆที่ยัง"ล้นศาล"นี้ออกไปให้ได้มากที่สุด
จึงเป็นเหตุผลที่ศาลบางแห่ง ที่มีคดี"ล้นศาล"เป็นจำนวนมากๆ ศาลจึงจำเป็นต้องนัดคู่ความตามในคดีฟ้อง (ความแพ่ง) ให้มาขึ้นศาลในวันหยุดดังกล่าวด้วย
โดยในหมายศาลหน้าแรก อาจเขียนเป็นคำสั่งไว้ว่า นัดนอกเวลาทำการ