วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปลดหนี้บัตรเครดิต

มผ่านมาทุกอารมณ์ เกือบๆทุกเหตุการณ์อันเป็นผลกระทบมาจากปัญหาหนี้ ล้วนเจอะเจอคล้ายกับหลายๆท่านครับ ต่างกรรมต่างวาระ ว่ากันไป

มาถึงวันนี้ วันที่ผมได้อิสรภาพ เป็นไทแล้ว
ตลอดระยะทางการต่อสู้แก้ไขกับปัญหา ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆเยอะแยะมากมาย
จึงอยากจะขอมาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับท่านที่ยังประสบปัญหาอยู่ เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ พอสรุปได้ดังนี้ครับ

1.) สาเหตุของการเป็นหนี้ คือความพ่ายแพ้ต่อ "กิเลส"ตน บวกกับ "การขาดวินัย"ในการจัดการเรื่องเงินทอง
อยากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า เงินทองต้องใส่ใจ ต่อไปอย่าได้ประมาทเรื่องเหล่านี้ อย่าได้โทษใครเลย โทษตัวเองแหละครับ

2.) เมื่อเป็นหนี้แล้ว อย่าเพิ่มหนี้มาแก้หนี้ เพราะจะยิ่งทำให้หนี้พอกพูน ผมจากหนี้หลักไม่กี่แสนกลายมาเป็นหนี้หลักล้านเพราะใช้วิธีนี้

3.) ตั้งสติและยอมรับความจริงเกี่ยวกับสถานภาพการเงินของเราให้ได้ เอาชีวิตประจำวันและครอบครัวเราให้รอดก่อน อย่าหลอกตัวเอง
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันจะได้ให้เราจัดการปัญหาได้เร็วขึ้น

4.) หากคำนวณภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแล้วไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ ให้หยุดจ่ายหนี้ไปเลย
อย่าไปกลัวเรื่องติด Blacklist เครดิตบูโร เพราะตรงจุดนี้มันจะทำให้เราสามารถเก็บเงินที่เหลือบางส่วนได้เป็นก้อนเพื่อ ไปต่อรองชำระหนี้

5.) ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับพวกทวงหนี้ หากสถานการณ์ตอนนั้นเรายังไม่พร้อมจ่าย เพราะยิ่งคุย สุขภาพจิตเรายิ่งเสีย ไม่เกิดประโยชน์
พวกนี้ถูกฝึกถูกสอนทางจิตวิทยามาเพื่อให้เราเกิดความกลัวหรือความอาย มันเป็นงานเค้า แต่เราต้องดึงตัวเองออกมาจากเกมส์นั้นให้ได้

6.) ผมหยุดจ่ายทุกบัญชีพร้อมกันรวม 10 บัญชี ตั้งแต่ปี 2550
จัดการทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างจริงจัง หารายได้เสริม ( รายได้ -เงินออม =รายจ่าย) ต้องแบบนี้เท่านั้นถึงจะได้ผลเก็บเงินได้
จากนั้นทยอยเจรจาจ่าย Hair cut เคลียร์ที่ละรายที่เราสามารถจ่ายได้ก่อน
ในช่วง 2 ปีแรกปิดได้ 6 บัญชี แต่อีก 4 บัญชีหลังทยอต่อรองและปิดมาเรื่อยๆ รวมใช้ระยะเวลาถึง 7 ปีถึงสามารถปิดได้บัญชีสุดท้ายได้ โล่งสุดๆเลยครับ

7.) ขอยืนยันว่าการ Hair cut เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดกว่าการปรับโครงสร้างหนี้ ครับ
บางบัญชีผมต่อรองได้ถึง 70% บางบัญชีได้ 30% มากน้อยขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทั้ง 2 ฝ่ายที่สามารถตกลงกันได้ แต่โดยรวมแล้วการ Haircut มักจะไม่เกิน 50% ยอดหนี้รวม
ผมว่าได้แค่นี้ก็หรูแล้วนะครับ ยิ่งเคลียร์หมดเร็ว ยิ่งสบายใจเร็ว ไม่ต้องรอให้ได้ส่วนลดถึง 60-70% เสมอไปหรอก ของผมยอดเงินชำระหนี้ล้านกว่าๆ สุทธิอยู่ที่ประมาณ 5 แสนกว่าบาท

8.) การถูกฟ้องศาล เท่าที่ผ่านมาผมก็เคยไปขึ้นศาลแต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์หรือส่วนลดมากมายอะไร เพราะศาลท่านตัดสินไปตามหลักฐานที่ส่งเข้าไป ทำให้เสียเวลา เสียเงินค่าทนายเพิ่มไปอีก
ดังนั้นหลังๆหากมีฟ้องศาลผมก็ไม้ไปแล้ว ให้ศาลท่านตัดสินไปเลย ต่อให้มีผลตัดสินออกมาแล้ว ก็สามารถต่อรอง Hair cut กับเจ้าหน้ได้อยู่ดีครับ
อย่างที่บอกมันขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย

9.) กรมบังคับคดี ส่งเรื่องมายังบริษัทเพื่ออายัดเงินเดือน อันนี้ก็เจอมาแล้วแต่ยังไม่ถูกอายัดนะครับ
ให้เรารีบประสานกับฝ่ายกฏหมายของบริษัทเราเพื่อให้เค้าชลอเรื่องก่อนส่งไป ฝ่ายบุคคล จากนั้นให้เรารีบมาดำเนินการต่อรองเคลียร์กับเจ้าหนี้รายนี้ให้เร็วที่สุด ก่อน
แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ จะยอมให้อายัดไปก็ได้เพราะยังไงก็อายัดได้ไม่เกินกฏหมายกำหนด แต่สำหรับคนเงินเดือนสูงๆ ผมว่าอย่าให้อายัดเลยครับ รีบต่อรอง haircut จะดีที่สุด เพราะหากถูกอายัดจะเท่ากับเราต้องจ่ายหนี้ก้อนนั้นเต็มๆ เสียดายตังค์ครับ

10.) แปลงสินทรัพย์ที่ยังไม่จำเป็นให้เป็นเงินก่อน เพื่อมานำมาต่อรองชำระหนี้
ยิ่งหมดหนี้เร็วยิ่งสบายใจเร็ว อย่าไปยึดติดกับวัตถุสิ่งของมากมายเลยนะครับ หากหมดหนี้สินแล้ว ทรัพย์สมบัตินอกกายเหล่านี้เราก็สามารถหาใหม่ได้ครับ

11.) เอกสารหนังสือยืนการต่อรอง hair cut โดยส่วนใหญ่จะได้ หนังสือยืนยัน 2 ฉบับ
ฉบับแรก คือ หนังสือยืนยันการเจราต่อรองยอดเงินที่จะปิด และภายในระยะเวลาเท่าไหร่
ท่านต้องได้หนังสือยืนยันก่อนเท่านั้น ถึงจะไปชำระเงินนะครับ หากยังไม่มีหนังสือมา ห้ามชำระเงินเข้าไป เดี่ยวจะกลายเป็นชำระขั้นต่ำ สำคัญมากนะครับ
ฉบับที่สอง หนังสือยืนยันการปิดบัญชี โดยส่วนใหญ่จะได้รับภายใน 15 วันหลังจากชำระเงิน
ตรงนี้ต้องเน้นย้ำ จดชื่อเบอร์โทรเจ้าหน้าที่ที่เราเจรจาไว้ให้ดี หากไม้ได้ตามนัดจะได้ติดต่อทวงถามได้ สำหรับผม ทุกกรณีไม่เคยเกิน 15 วัน

12.) เชคเครดิตบรูโรบ้าง ก็เป็นการดีนะครับ
เพราะจะได้รู้ว่าเราเหลือค้างเจ้าหนี้รายไหนบ้าง ยอดสุทธิเป็นเท่าไหร่
ทุกวันนี้สถาบันการเงินมีการขายหนี้ให้กันไปมาครับ เราจะได้ไม่งง หากวันไหนมีการโทรมาทวงจากเจ้าหน้าที่ จากสถาบันที่เราไม่เคยกู้ไงครับ


ยอมรับว่าช่วงแรกๆประมาณ 3-4 เดือนทีอยู่วังวนกับปัญหาหนี้ เจอทางตันไม่เจอทางออก มันทุกข์มาก
(ทั้งถูกโทรข่มขู่ ส่งคนมาดักที่ทำงาน โทรมาเวลาพักผ่อน วันหยุด โทรติดต่อฝ่ายบุคคลบริษัทเพื่อหวังกดดันให้กลัวและอับอาย)
เพราะในช่วงก่อนหน้านี้รัฐยังไม่มีการคุมเข้มการทวงหนี้มากนัก แต่มาภายหลังมีกฏหมายมาควบคุมให้เข้มขึ้นเน้นสิทธิส่วนบุคคลมากข้น จึงทำให้การทวงหนี้ภายหลังดีกว่าแต่ก่อนเยอะมากครับ

พอตั้งสติได้ ค้นหาวิธีแก้ไข ซื้อหนังสือจัดการหนี้ต่างๆมาอ่าน ได้มาเจอเวบชมรมหนี้บัตรเครดิต ทำให้พบทางสว่างของการจัดการปัญหาหนี้
สามารถใช้ชีิวิตได้ปกติสุขท่ามกลางหนี้สินครับ คิดแค่เพียงว่าเราต้องเคลียร์ได้แน่นอน ช้าเร็วตามความพอดีของชีวิต
ชีวิตเรายังมีเรื่องที่ต้องสนใจ ต้องดูแล ให้ความสำคัญอีกเยอะครับ หนี้เป็นเพียงบททดสอบหนึ่ง แต่อย่าให้มันเป็นทั้งหมดของชีวิตนะครับ
เราเป็นหนี้สุดท้ายเราก็ต้องชดใช้ เราไม่ได้ทำผิดกฏหมายหรือเป็นอาชญากรนะครับ
ดังนั้นอย่ากลัว อย่าอาย ยิ้มสู้กับความจริงนะครับ
ผมกล้าพูดได้เลยว่า 6 ปีช่วงที่แก้ไขปัญหาหนี้ ผมใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มันอยู่ที่มุมมองชีวิตครับ (มีเพียงปีแรก จะยังทุกข์ กังวล สับสน กลัวต่างๆนานาไป)

ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านในที่นี้มากๆครับ ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ให้กำลังใจกันและกัน
ขออวยพรให้ท่านที่ยังมีหนี้อยู่ สามารถปลดหนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว และพบหนทางแห่งอิสระ

Freedom Way
โชคดีครับผม

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เตรียมเรื่องการเงินให้พร้อม...ก่อนคิดจะลาออก

รายการ Money Plus ออกอากาศทาง FM.101 ทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ 15.00-17.00 น.
ประจำวัน เสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2557
ดำเนินรายการโดย คุณยุทธนา กระบวนแสง

บทสนทนา
คุณยุทธนา   : สวัสดีครับเหมี่ยวครับ
คุณฉัตรพงศ์ : สวัสดีครับพี่ยุทธและท่านผู้ฟังครับ
คุณยุทธนา   : เดี๋ยวนี้ผู้คนมักจะเออรี่รีไทร์ด้วยอายุน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเหมี่ยวว่าไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ : คนใกล้ๆ ตัวก็มีเหมือนกันครับ
คุณยุทธนา   : คนที่เตรียมที่ลาออกจากงานเพื่อจะไปเป็นเถ้าแก่เป็นเจ้าของธุรกิจหรือว่า เปลี่ยนงานใหม่  ในเรื่องการเงินมันมีสิ่งที่ต้องคิดต้องคำนวณให้ดีก่อนไหมว่าเราพร้อมหรือ ยังที่เราจะลาออก
คุณฉัตรพงศ์ : การเออรี่รีไทร์แบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยง  คือจากเดิมที่เราทำงานได้เงินเดือนก็รู้อยู่แล้วสิ้นเดือนจะได้เท่าไหร่  กลายเป็นว่าเออรี่ปุ๊บรายได้เข้ามาไม่แน่นอนแล้ว  และในทางกลับกันบางทีเราเคยได้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากนายจ้าง  เวลาออกไปปุ๊บสวัสดิการบอกว่าไม่มีแล้ว  จะต้องจ่ายด้วยตัวเอง  ค่ารักษาพยาบาลบางทีก็อาจจะไม่น้อย  ดังนั้นก่อนที่จะเออรี่รีไทร เช็คตัวเองให้พร้อมก่อนในเรื่องของการเงินซึ่งก็จะเป็นหัวข้อที่เรามาคุยกัน ในวันนี้

คุณยุทธนา   : วิธีแก้ไขคืออะไรครับ
คุณฉัตรพงศ์ : ก็คือมีการทำอาชีพเสริมได้จริงๆ ก็ควรทำเตรียมไว้เป็นการปูทางให้เรา  คือเมื่อพร้อมเมื่อไหร่ อาชีพเสริมสามารถสร้างรายได้ได้อย่างเสถียรค่อยออกตอนนั้นยังไม่สาย  คราวนี้ก็มีคำถามว่าสำหรับคนที่ไม่มีอาชีพเสริมทำล่ะจะทำยังไงดี  จริงๆ ก็ต้องเล่าเรื่องเพื่อนของผมคนหนึ่งก็เรียกว่าลาออกมาจากที่ทำงานเดิม  ตอนนั้นเงินเดือนไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท  แต่ก็ตัดสินใจลาออกโดยที่ตัวเองก็ไม่เคยทำอาชีพเสริมอะไรมาก่อน  เขาลาออกไปขายประกันแต่ที่น่าสนใจคือเขาตัดสินใจลาออกเลย  ไม่มีอะไรรองรับเลย  ผมสงสัยมากเลยถามว่าตกลงเลี้ยงชีพได้ยังไง  แต่เดิมมีเงินเป็นแสน  เขาบอกไม่มีปัญหาอะไรมีการเตรียมตัวอยู่แล้ว  เทคนิคของเขาคือว่าเขามีการซื้อคอนโดมาแล้วก็ปล่อยให้เช่า  มีรายได้จากค่าเช่าคอนโด  คอนโด 2 ที่ด้วยนะครับ  กรุงเทพที่หนึ่ง หัวหินที่หนึ่ง  คือในแต่ละเดือนเรียกว่าได้รายได้มาเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว  ดังนั้นเขาบอกว่าเขาใช้เวลาที่เหลือในการทำสิ่งที่เขาชอบได้เลย  จะให้คำปรึกษาการเงิน  จะไปขายประกันเขาสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะขายได้ไหม  ตัวนี้เรียกว่า แพสซีฟอินคัม  คือต้องบอกว่าการที่เราทำงานได้เงินเดือนปกติเรียกว่า แอคทีฟอินคัม  ต้องทำถึงจะได้  แพสซีฟอินคัมคือการที่เราหารายได้จากสินทรัพย์ที่เราสร้างมาอยู่แล้ว  อย่างกรณีของคอนโดเป็นกรณีหนึ่ง  ปล่อยคอนโดให้เช่าคอนโดจะสร้างรายได้ให้กับเราเรื่อยๆ  อันนี้คือเป็นแพสซีฟอินคัม

 บางคนบอกว่าไม่มีคอนโดใช้วิธีในการลงทุนก็ได้นะครับ  ยกตัวอย่างเช่นลงทุนในพันธบัตรหรือว่าลงทุนในหุ้นแล้วเราไดเงินปันผลกลับ คืนมา  ลงทุนกองทุนรวมได้เงินปันผลนี่คือลักษณะของแพสซีฟอินคัม  ดังนั้นหลักการง่ายๆ ก่อนที่เราจะลาออกเช็คก่อนว่าแพสซีฟอินคัมมีเพียงพอแล้วหรือยัง  คราวนี้คนก็จะถามต่ออีกแล้วต้องมีสินทรัพย์เยอะขนาดไหนถึงจะมีแพสซีฟอินคัม พอ  คือมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไปลงทุนรูปแบบไหน  สมมติยกตัวอย่างเช่นง่ายๆ ไม่ได้ทำอาชีพเสริม  ไม่ได้มีคอนโดหรือว่าลงทุนอย่างเดียว  กองทุนแบบความเสี่ยงต่ำคือกองทุนรวมตลาดเงินหรือ Money Market Fund  ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณสัก 2.5% ต่อปี  ก็ลองคำนวณดูถ้าเกิดเราจะมีเงินต่อเดือนมาสักประมาณ 1 หมื่นบาทเราจะต้องมีการลงทุนใน Money Market Fund  กองไว้จำนวน 5 ล้านบาท  ดังนั้นใครก็ตามบอกว่าอยากมีรายได้เยอะกว่านั้น  อย่างเช่นว่ามีแพสซีฟอินคัม 3 หมื่นบาทต่อเดือน  ตรงนี้ก็ต้องมีเงินกองไว้ใน Money Market Fund  จำนวนทั้งสิ้น 15 ล้านบาท  นี่แหละครับเป็นเช็คลิสต์

คุณยุทธนา   : แต่ถ้าเกิดว่าเป็นคอนโดถ้าปล่อยเช่า  ผลตอบแทนประมาณสัก 7% ต่อปีใช่ไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ :  ผลตอบแทนสัก 6-7% ต่อปีได้ครับ  คราวนี้ถ้าเราลองคำนวณกลับ  คืออยากมีรายได้เดือนละ1 หมื่นบาท  มูลค่าของคอนโดน่าจะอยู่ที่ประมาณสัก 2 ล้านบาท  มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่น  ดังนั้นใครอยากมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นบาท  คอนโดมูลค่า 6 ล้านบาทน่าจะเพียงพอที่จะช่วยตอบโจทย์ได้  เขาเรียกว่าเป็นกลวิธีในการเตรียมแพสซีฟอินคัมให้พร้อม  ดูแลเรื่องรายได้ก่อนที่จะลาออก

คุณยุทธนา   : ไปดูประเด็นต่อไปก็คือเรื่องสวัสดิการซึ่งตอนกินเงินเดือนก็มีอยู่  แต่พอเราลาออกสวัสดิการต่างๆ นอกเหนือจากประกันสังคมมันก็จะหายไปเลยนะ  อย่างค่ารักษาพยาบาลหรือการประกันอุบัติเหตุบางส่วน  อันนี้เราควรหาทดแทนไว้ก่อนด้วยใช่ไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ : จริงๆ ควรครับ  คือจะว่าไปเรื่องนี้สำคัญ  อย่างผมเองรู้ตัวเองคือว่าผมไปหาหมอค่อนข้างบ่อยคือมีโรคประจำตัวก็เรียกว่า ปีๆ หนึ่งเสียค่าหมอหลายหมื่น  แต่พอดีเบิกแบงก์ได้เซฟเงินไป  แต่สำหรับคนที่บอกว่าลาออกมาเองแล้วดูแลตัวเอง  ต้องหาสิ่งที่มาชดเชยในเรื่องนี้  ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ 2 แนวทาง  แนวทางแรกคือการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐซึ่งคือการทำประกันสังคมนั่นเอง  คือตอนสมัยที่เราเป็นลูกจ้างอยู่เราจะถูกเรียกว่าผู้ประกันตนตามมาตรา 33 คือเราจะมีการจ่ายเงินเข้าประกันสังคมเดือนละ750บาท  นายจ้างก็ช่วยเราสมทบเงินเข้าไปในส่วนนี้ด้วย  ทำให้เราได้สวัสดิการตัวหนึ่งมาเรียกว่าสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล  เป็นผู้ป่วยนอก  เป็นผู้ป่วยในตรงนี้เราได้ค่ารักษาพยาบาลหมด  บางทีนายจ้างใจดีก็คือบอกว่ามีค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่งแถมมาให้อีกต่างหาก  แต่ว่าเวลาเราลาออกสิทธิที่เราได้จากประกันสังคมจะหายไปเพราะว่านายจ้างเลิก ส่งเงินเข้าแล้ว  ถามว่าจะแก้ยังไง  แก้ง่ายๆ ครับคือเราไปสมัครเป็นผู้ประกันตนเอง  อันนี้สามารถทำได้จะเรียกว่าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39

คุณยุทธนา   : เดือนหนึ่งจ่ายเยอะไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ : เดือนหนึ่งจ่ายแค่ประมาณ 432 บาทเท่านั้นเอง  แต่มีเงื่อนไขที่จะต้องทราบคือเวลาเราลาออกปุ๊บต้องสมัครเป็นผู้ประกันตนภาย ใน 6 เดือนถึงจะได้เงื่อนไขตามมาตรา 39  ข้อสองคือช่วยเหลือด้วยตัวเองคือไปซื้อประกันสุขภาพ  ซื้อประกันต่างๆ ด้วยตัวเอง  อย่างน้อยผมว่าสิ่งที่ควรมีคือประกันโรคร้ายแรง  ประกันอุบัติเหตุก็ควรมี  จริงๆ ควรมี ทั้ง 2 อย่างเลยเพราะว่าโรคร้ายแรงเวลาเกิดเหตุใช้เงินเยอะนะครับ  แต่ว่าเวลาเราจ่ายเบี้ยประกันจ่ายแค่ประมาณหลักพัน  ซึ่งทำแล้วมันคุ้มกว่ากันเยอะ
คุณยุทธนา   : บางคนอยากจะลาออก  อยากจะเออรี่ก่อนอายุ 55 แต่ก็เคยลงทุน RMF เอาไว้ทำยังไงดีครับ
คุณฉัตรพงศ์ : บางคนบอกว่าลาออกก่อนอายุ 55 ทำยังไงดี  คือจำเป็นที่จะต้องซื้อ RMF อย่างต่อเนื่องหรือเปล่า  จริงๆ ควรซื้ออย่างต่อเนื่อง  คือถ้าเรามองดูแล้วเวลาเราลาออกมาเราไม่ได้ลาออกแล้วไม่มีรายได้  นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ใช่อย่างนั้น  คือเราลาออกมาเพื่อที่จะหางานทำต่อ  แปลว่าในแต่ละปีเรายังคงมีรายได้เข้ามาอยู่  ดังนั้นก็ควรรักษาสิทธิการลงทุนใน RMF ด้วยการซื้ออย่างต่อเนื่องทุกปี  ซื้อขั้นต่ำก็ได้ครับตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 3% ของรายได้หรือ 5,000 บาทแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า  แต่ถ้าเกิดจำง่ายๆ ผมว่าซื้อไปเลยครับ 5,000 บาททุกปีๆ ซื้อไปเรื่อยๆ

คุณยุทธนา   : แต่ถ้าเราหยุดซื้อRMF เพราะเราไม่มีรายได้จริงๆ อันนี้ทำได้ไหม
คุณฉัตรพงศ์ : จริงๆ สามารถทำได้ครับ  เพียงแต่ว่ามันก็จะเสียสิทธิเรื่องการนับอายุปี  เวลาเขานับอายุปีไม่น้อยกว่า 5 ปีนับเฉพาะปีที่เราซื้อเกิดปีไหนเราไม่ได้ฟันหลอขึ้นมาปีนั้นเราจะไม่ได้มี การนับอายุ RMF  อีกอย่างที่ต้องระวังก็คือว่าถึงเราไม่ซื้อ RMF ก็ตามด้วยเหตุที่เราไม่มีรายได้  ปีนั้นยังจำเป็นที่จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.อยู่โดยที่ถึงแม้รายได้เป็นศูนย์ก็ต้องยื่น  เพราะเป็นการรีจิสเตอร์หรือว่าลงทะเบียนในระบบกรมสรรพากรว่าปีนี้ไม่มีราย ได้จึงไม่ได้ซื้อ RMF
คุณยุทธนา   : อีกประเด็นหนึ่ง  มนุษย์เงินเดือนที่อยู่กับบริษัทที่มีกองทุนเลี้ยงชีพอันนี้ถือว่าเป็นสวัสดิการจากนายจ้างเลยใช่ไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ : ต้องเรียกว่าประมาณสัก 1 ใน 5 ของแรงงานในระบบเท่านั้นครับถึงมี Provident Fund ดังนั้นใครก็ตามที่มีส่วนนี้ไว้ถือว่าคุณเป็นผู้โชคดี  คำถามจะเกิดว่าตกลง Provident Fund คือเราออกก่อนที่จะเกษียณคือก่อนที่อายุครบ 55 มันก็จะเกิดผลอะไรบ้าง  จริงๆ แล้วจะว่าไปคือเงิน Provident Fund ส่วนหนึ่งถ้าเกิดเราถือยาวไปจนถึงอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วก็เป็นสมาชิกกองทุนมาค่อนข้างนาน  ตรงนี้กรมสรรพากรจะให้สิทธิตัวหนึ่งเรียกว่าสิทธิในการยกเว้นรายได้  คือเงินที่ถอนมาจาก Provident Fund ได้รับสิทธิว่าไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ของเรา  แปลว่าไม่ต้องเสียภาษีทั้งก้อนเลยนั่นเอง  แต่สำหรับคนที่มีการเออรีรีไทร์ลาออกก่อนอายุ 55 ปี  ยังไงก็ต้องภาษีอยู่ดี  เพียงแต่ว่าจะเสียมากเสียน้อยมันต้องดูเงื่อนไขอื่นประกอบเรียกว่าอายุการ ทำงาน  ซึ่งเขาจะมีเกณฑ์ไว้ 2 อัน  คืออายุงานน้อยกว่า 5 ปีกับอายุงานมากกว่า 5 ปี  ถ้าเกิดอายุงานน้อยกว่า 5 ปีเวลาเราถอนเงินจาก Provident Fund เงินมันจะออกมา 4 ส่วน ส่วนแรกคือเงินที่เราใส่เข้าไปเรียกว่าเงินต้นของเรากับผลประโยชน์ที่เกิด จากเงินต้นของเรา  อันนั้นเป็น 2 ส่วนแรก  2 ส่วนหลังคือเงินที่เกิดจากนายจ้างเรียกว่าเงินที่นายจ้างช่วยเราสมทบเป็น เงินต้น  กับผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบของนายจ้าง  เวลาเงินตรงนี้ออกมาเรานำ 3 เรื่องมาใช้  คืออย่างแรกผลประโยชน์จากเงินออมของเรา  อย่างที่ 2 คือเงินสมทบของนายจ้าง  และอย่างที่ 3 ก็คือผลประโยชน์จากเงินสมทบของนายจ้าง 3 ส่วนนี้นำมารวมกันแล้วถือว่าเป็นรายได้ที่เราจะต้องยื่นในแบบ ภ.ง.ด. ตามปกติ  แปลว่าฐานภาษีเราเท่าไหร่เสียตามนั้นเลยครับสำหรับคนที่อายุการทำงานน้อย กว่า 5 ปีแล้วลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาก่อน  พอในส่วนที่ 2 บอกว่าอายุการทำงานมากกว่า 5 ปี  ตรงนี้เรายังต้องเสียภาษีอยู่แต่ว่าจะมีสิทธิพิเศษคือเรียกว่าเสียภาษีในใบ แนบ  คำว่าใบแนบเรานำก้อนเงิน 3 ก้อนมารวมกันทั้งผลประโยชน์จากเงินสะสมของตัวเราเอง  เงินสมทบจากนายจ้างและผลประโยชน์เงินสมทบจากนายจ้าง  นำมารวมกันมันจะมีสูตรการคำนวณแบบพิเศษ  เรียกว่าเอา 7,000 คูณอายุงาน  แล้วก็เอาไปหักกับจำนวนเงินก้อนนั้น  เหลือเท่าไหร่เอามาหารครึ่ง  ส่วนที่เหลือถึงค่อยนำมาอยู่ในใบแนบเพื่อที่จะเตรียมเสียภาษีนั่นเอง  ก็เรียกว่าช่วยลดทอนจำนวนเงินที่เราจะต้องเสียภาษีลงได้ค่อนข้างเยอะเลยที เดียว  ดังนั้นใครก็ตามถ้าบอกว่าอยู่ยังไม่ถึง 5 ปี หรือว่า 4 ปีนิดๆ อดใจรอให้ถึง  5 ปีก่อนนะครับแล้วค่อยออกมา  ช่วยประหยัดภาษีลงได้ครับ
คุณยุทธนา   : อยากให้เหมี่ยวสรุปเลยครับว่าก่อนคิดจะลาออกต้องเตรียมให้พร้อมทางด้านการเงิน  ต้องเตรียมความพร้อมด้านไหนยังไงครับ

คุณฉัตรพงศ์ : ก็เรียกว่าเป็นเช็คลิสต์ 5 ข้อแล้วกันครับ
ข้อแรกคือมีสินทรัพย์เพียงพอที่จะสร้างแพสซิฟอินคัมให้เราถึงขนาดที่เรา ยังไม่มีรายได้จากการทำงานก็ยังเลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยรายได้แบบนี้
อันดับที่ 2 ก็คือว่า อย่าลืมในการที่จะสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนหลังจากที่เราลาออกเพื่อที่จะได้สิทธิการรักษาพยาบาลจากกองทุน ประกันสังคมอยู่
อันดับที่ 3 คืออย่าลืมในเรื่องของการทำประกันต่างๆ ทั้งสุขภาพ  โรคร้ายแรงรวมทั้งอุบัติเหตุ  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ
อันดับที่ 4 RMF ถ้าเป็นไปได้ออกมาปุ๊บยังไงก็ควรซื้ออย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ5,000บาท  จนกว่าจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
สุดท้ายสำหรับท่านที่มี Provident Fund ก็พยายามลาออกมาในช่วงที่มีอายุงานเกิน 5 ปีแล้วเพราะว่าจะได้เสียภาษีไม่ได้แพงมากเท่าไหร่
คุณยุทธนา   : ถ้ามีคำถามและอยากสอบถามโดยตรงไปยัง K-EXPERT ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทำได้รูปแบบไหนวิธีไหนได้บ้างครับ
คุณฉัตรพงศ์ : ทำได้ 2 ช่องทาง  ช่องทางแรกคืออีเมล์หาเราเลยครับที่ k-expert@kasikornbank.com หรืออีกทางหนึ่งคือโทรศัพท์มาหาเราก็ได้ที่เบอร์ 02-888-8888  และกด 09 เป็นสายตรงของ K-EXPERT ครับ
คุณยุทธนา   : วันนี้ขอบคุณอย่างสูงเลยนะครับเหมี่ยวครับ
คุณฉัตรพงศ์ : ขอบคุณครับพี่ยุทธและท่านผู้ฟังครับ
คุณยุทธนา   : สวัสดีครับ
คุณฉัตรพงศ์ : สวัสดีครับ

บูติกโฮเต็ล อาชีพในฝันของใครหลายๆใคร She's live someone's dream.



น้องคณะคนนึง จบทางด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมเกษตร
น้องไปเรียนต่อด้านสิ่งแวดล้อม ไปเป็นอาจารย์ทางใต้แป่บนึง  ออกมาเป็นคล้ายๆเซลล์แป่บนึง
กลับกรุงมาช่วยญาติทำร้านเสื้อ   บางทีเบื่อๆก็ไปเปิดร้านก๊วยเตี๋ยว  

ล่าสุดเจอกัน น้องดูแลอพาร์ทเม้นต์ 70 ห้องหน้ามหาวิทยาลัย  ดูแลบ้านให้ expat เช่าอีก 2 หลัง
ช่วงหลังน้ำท่วม น้องมาทำบูติกโฮเต็ล
บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่ง เลยนัดเจอกันที่บูติกโฮเต็ล  นั่งคุยกัน  

น้องเล่าให้ฟังว่า น้องไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อนและได้รู้จักคนคนหนึ่ง คุยกัน แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่ากำลังรีโนเวทบ้านแถวเทเวศ ซึ่งเป็นตึกแถวเก่า ใกล้กับท่าเรือเทเวศ  ที่คุณพ่อเขาใช้เป็นสำนักงานทนายความ
น้องเขากลับมาก็เกิดความสนใจ ประกอบกับเจ้าของบ้านได้รับตำแหน่งใหม่ต้องย้ายไปทำงานต่างประเทศ
น้องเลยหุ้นกับเพื่อนอีกสองคนเปิดบูติกโฮเต็ล   

ถามน้องว่าลงทุนไปเยอะไหม  น้องบอกว่าโชคดีที่เจ้าของบ้านรีโนเวทบ้านแบบจัดเต็มไป 3 ล้าน
น้องและเพื่อนๆขอเช่า  ตอนแรกเจ้าของก็ไม่ค่อยอยากให้เช่า แต่คิดไปคิดมาก็คงดีกว่าปล่อยบ้านไว้เปล่าๆ
น้องเลยได้สัญญามา 3 ปี  พร้อมกับลงทุนเพิ่มเติมไปอีก 300,000 บาท ได้ห้องพักมา 4 ห้อง
เปิดเมื่อตอนหลังน้ำท่วม ประมาณเดือนเมษา ปี 55 

ปี 55 กับ 56 น้องบอกว่าอัตราเข้าพักถือว่าใช้ได้และมีคนไปเขียนรีวิวในเวปจองโรงแรมให้คะแนนดี
ปี 57 ไม่ค่อยดี บางทีกำไรเหลือหลักพัน หรือเฉียดหมื่น 
ตอนแรกน้องกะจ้างฟร้อนต์หนึ่งคน แม่บ้านหนึ่งคน แต่ก็หาพนักงานฟร้อนต์ยากเต็มที่  เลยผลัดเปลี่ยนกันทำในสามคนเพื่อนกัน ผลัดกันมารับลูกค้า  และจ้างแม่บ้าน AEC หนึ่งคน ทำความสะอาด ทำอาหารเช้า
น้องบอกว่าชีวิตเปลี่ยนไป บางทีไปไหนไม่ค่อยได้ ต้องเผื่อรับลูกค้าเช็คอิน   บางทีก็นั่งเฉยๆ รอ  

เพื่อนของน้องที่ไปเจอกันวันนั้นด้วยบอกว่า แกชั้นอยากนั่งหายใจทิ้งบ้าง ทุกวันทำงานโรงงาน ฉันเบื่อ 
ก็เลยบอกว่าวันไหนวันหยุดก็ลองมาเป็นฟร้อนต์ดู จะได้ไม่เบื่อ
ถามน้องเขาประสบการณ์ประทับใจกับลูกค้าที่มาพักมีไรบ้าง

น้องบอกว่าล่าสุด ลูกค้าชาวรัสเซียหนุ่มสาวเข้ามาพัก และประกอบอาหาร คือ มันเอาเตาไฟฟ้ามาด้วย ทีนี้กลิ่นมันก็ออกไปรบกวนห้องอื่น  พี่พอลล่าพนักงานสาวชาว AEC ก็ภาษาไม่แข็งแรง ไปทำท่าเอามืออุดจมูกเตือน  ฝรั่งมันบอกว่าดูถูกอาหารมัน  มันบอกว่าที่พัทยาไอทำได้ ทำไมจะทำที่นี่ไม่ได้  ฮ่วย
น้องบอกว่า รายได้จากตรงนี้ก็ไม่ได้เยอะอะไรมาก  พอไปได้  พี่ก็ว่าน้องได้ทำในสิ่งที่อยากทำ นั่นก็ดีแล้ว ไม่ใช่เหรอ

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แนวทางรับมือเมื่อได้รับหมายศาลแบบบ้านๆ โดยคุณแก้วจ๋า ชมรมหนี้บัตรเครดิต

แก้วจ๋าขอออกตัวก่อนว่า ที่ตั้งกระทู้นี้ ไม่ใช่คิดว่า ตัวเองเป็นเซียนขึ้นศาล แค่ได้รับเกียรติจาก 11 เจ้าหนี้ยื่นฟ้องประมาณ 22 บัตรเครดิตและสินเชื่อเท่านั้นค่ะ แต่เห็นว่า ใครๆมักถามบ่อยเรื่องเกี่ยวกับหมายศาล ได้แล้วต้องทำตัวยังไงดี แก้วจ๋าจึงขอตั้งกระทู้นี้เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกเลือกไปพิจารณาปรับให้ เข้ากับมูลหนี้และความสามารถของตัวเองนะค่ะ

แก้วจ๋าขอเน้นแนวทาง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนะค่ะ ไม่เน้นข้อกฎหมาย ไม่เน้นทนาย แก้วจ๋าและชมรมฯ เข้าใจว่า ลูกหนี้ทุกคนมีความทุกข์มากพอแล้ว ไม่อยากให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มถ้าไม่จำเป็น เงินทุกบาททุกสตางค์ของคุณควรถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและในยามจำเป็น จริงๆค่ะ

ขอเกริ่นเรื่องระยะเวลาตามระบบก่อน โดยนับจากเดือนที่หยุดจ่ายค่ะ แต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ การติดต่อสื่อสารระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้เป็นไปด้วยดี สม่ำเสมอหรือเปล่าด้วยค่ะ ยิ่งลูกหนี้หนี ไม่รับ ไม่รู้ และมูลหนี้สูง ยิ่งส่งผลให้เจ้าหนี้เร่งส่งฟ้องก่อนหมดอายุความค่ะ

1-4 เดือน →ทวงหนี้ , 4-6เดือน→ เริ่มขอปรับโครงสร้างหนี้ , 6เดือนขึ้นไป→ เตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการฟ้องค่ะ

แก้วจ๋าเข้าใจความรู้สึกของทุกคน ที่ได้รับหมายศาลมาห้อยหน้าประตูหน้าบ้านครั้งแรกค่ะ มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีใครอยากได้อยากเจอสิ่งนี้หรอกค่ะ หน้าตาของหมายศาลค่ะ



P1000698_1.jpg



แต่อยากให้คิดในทางบวกว่า สิ่งนี้ใช่ไหมที่ทำให้เราเครียดและกลัวจนนอนไม่หลับ และแล้วเราก็ได้มันมาแล้ว เราควรยิ้มรับดีใจ เพราะเป็นวันที่รอคอยมานาน ให้กำลังใจตัวเองเหมือนเรากำลังถูกรางวัล Jackpot ก็ได้ค่ะ
อยากให้นึกว่า หมายศาลไม่ใช่คำประหารชีวิต ไม่ใช่จุดจบของคำว่า หนี้ค่ะ ยังมีอีกมากมายที่ต้องเจอหลังจากนี้ค่ะ แล้วการไปขึ้นศาลไม่ใช่วันไปชำระหนี้ค่ะ เราไปศาลเพื่อไปไกล่เกลี่ย ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบร้อน ตกใจกลัวหาเงินไม่ทันใช้เขาค่ะ ไม่ต้องพกเงินไปศาลมาก เอาแค่พอสำหรับเดินทางและทานอาหารทานน้ำค่ะ


 ความรู้สึกของแก้วจ๋าเมื่อได้รับหมายศาลแรก เป็นเคสของ Amex ที่ฟ้องหลังจากหยุดมา 6เดือน
วันนั้นแก้วจ๋าได้รับหมายศาลแรกเมื่อกลับจากที่ทำงาน กำลังนำรถเข้าจอด รปภ. ประจำสำนักงานของน้อง นำหมายศาลที่เปลือยเปล่ามายื่นให้ แก้วจ๋ารับด้วยความตกใจ ใจหายแม้จะเตรียมใจมาพอสมควร มองไปรอบตัวเห็นมีแต่สายตาความอยากรู้อยากเห็นว่า ทำไมคุณนายคุณหนูคนนี้ไม่เคยต้องไปเขตฯ ด้วยตัวเอง มีรถขับไปทำงานบริษัทฯระดับอินเตอร์ ถูกฟ้องเรื่องอะไร แก้วจ๋ารีบเดินจ้ำกลับเข้าบ้าน สมองยังมึน ไม่รู้จะจัดการยังไงกับหมายศาลข้างหน้านี้ เหมือนวินาทีนั้นชีวิตหยุดเดิน สติหลุดไปชั่วขณะ ถามว่า อายไหม ก็อายนะเข้าห้องมานั่งมองหมายศาลสักพักใหญ่ แล้วสูดหายใจให้เต็มปอด ขยับแว่นแล้วนั่งอ่านอย่างละเอียดและพยายามทำความเข้าใจแต่ละหน้า สรุป เมื่อพอเข้าใจ ก็ขอคำชี้แนะจากคุณอาค่ะ เอกสารทุกอย่างดูเหมือนถูกต้อง ขั้นตอนต่อไป คือ เดินหน้ารอวันไปศาลค่ะ คุณอาถามว่า ไปได้ไหม แก้วจ๋าอยากเรียนรู้ จึงตอบว่า ได้ค่ะ แม้ใจยังปอดๆ เอาน่า คงไม่มีอะไรน่ากลัวกว่าการรับโทรศัพท์ทวงหนี้อีกหรอกนะ เราสร้างหนี้เองก็ต้องมั่นใจเกิน 100 ที่จะจบหนี้ได้เองค่ะ ลุยเดี่ยวตั้งแต่เคสแรกค่ะ

 1 ครั้งแรกที่ได้รับหมายศาล

อยากแนะนำ ให้อ่านใบปะด้านหน้าอย่างเข้าใจ สำคัญที่สุด คือจำวันเดือนปี สถานที่ ที่ต้องไปขึ้นศาลค่ะ ตรวจดูชื่อเรา หมายเลขบัญชีหรือบัตรเครดิต ส่วนด้านในหมายศาลจะระบุคำฟ้อง ยอดฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้อยากได้คืน เอกสารเกี่ยวกับเจ้าหนี้ สำนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการฟ้อง ใบสมัครของเรา เอกสาร statement ตั้งแต่เริ่มใช้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อจนถึงวันหยุดชำระ และฟ้อง เอกสารหนังสือแจ้งการยกเลิกบัตรเครดิตหรือสินเชื่อ ความหนาบางของหมายศาลขึ้นกับระยะเวลาการเป็นสมาชิก และปริมาณการใช้ค่ะ ของแก้วจ๋ามาเป็นอย่างหนาเกือบทุกบัตร

อย่าลืมตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตัวเองว่า เจ้าหนี้ใช้สิทธิฟ้องคุณ

1 เกินกำหนดอายุความหรือไม่ โดย บัตรเครดิตอายุความฟ้อง 2 ปี ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลมีอายุความฟ้อง 5 ปี นับจากวันที่คุณผิดนัดชำระครั้งแรก..

2 การฟ้องถูกต้องหรือไม่ เช่น ฟ้องบัตรเสริมไม่ได้ ฟ้องศาลพื้นที่ที่ไม่ใช่ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของคุณไม่ได้ (เนื่องจากคดีผู้บริโภคต้องฟ้องพื้นที่ที่จำเลยมีทะเบียนบ้านอยู่เท่านั้น) เป็นต้น

หากเกิดกรณีดั่งข้างต้นนี้ สิ่งที่ควรกระทำคือ ต้องนำหมายศาลไปให้ทนายเขียนคำให้การแย้งว่าการฟ้องนี้ไม่ถูกต้อง และเป็นโมฆะค่ะ (แม้เจ้าหนี้ฟ้องไม่ได้แต่ยังทวงหนี้ต่อได้นะค่ะ)

  ขั้นที่สอง คือ การวางแผน

ต้องถาม และสำรวจตัวเองนับตั้งแต่วันที่หยุดชำระ จนถึงวันที่ฟ้อง มีการเตรียมตัวหรือเปล่า

2.1 คุณทำงานประจำ หรืองานส่วนตัว หรือตกงาน
2.2 ความสามารถในการหารายได้ และภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
2.3 จำนวนเงินออมเพื่อปลดหนี้มีถึงครึ่งของยอดฟ้องไหม (มีแต่ไม่ถึงครึ่ง หรือ ไม่มีเลย)
2.4 มีจำนวนเจ้าหนี้เท่าไร หยุดชำระพร้อมกันไหม (ใกล้จะฟ้องตามมาหรือไม่)
2.5 คุณมีทรัพย์สินชื่อคุณมากแค่ไหน (บัญชีเงินฝาก บ้าน รถ ที่ดิน และอื่นๆ ที่สามารถถูกอายัดได้ เป็นต้น ไม่ว่าจำนองหรือเป็นของตัวเอง)
2.6 ทัศนคติเกี่ยวกับการถูกอายัดเงินเดือน (หากมี) กับอายัดทรัพย์สิน
2.7 การขึ้นศาลที่กทม. และปริมณฑล หรือ ต่างจังหวัด (เพื่อทราบว่า คดีจะดำเนินการเร็วหรือช้า)


กรณี 1 ไม่มีทรัพย์สินเลย และตกงาน คุณสามารถเลือก

1 จะไปศาลเอง เพื่อทำให้ศาลเห็นเจตนาไม่หนี มีปัญหาเรื่องเงินจริงก็ได้ ศาลอาจเมตตาลดหย่อนดอกเบี้ยให้ค่ะ
2 ไม่ไปก็ได้ หากการเดินทางไปศาลมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ซึ่งแนะว่าควรเก็บเงินไว้ดีกว่า แล้วปล่อยให้ศาลพิพากษาตามฟ้อง ในกรณีนี้ อาจเสียเปรียบเจ้าหนี้ แต่ ณ วันนี้คุณควรเอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วค่อยกลับมาเคลียร์กับเจ้าหนี้ทีหลังเมื่อพร้อม เพราะเจ้าหนี้ไม่สามารถดำเนินการอายัดใดๆ จากคุณได้ค่ะ


กรณี 2 ไม่มีเงินเดือนผ่านแบงค์ ไม่มีเงินออม แต่มีทรัพย์สินครอบครอง

คุณมีความเสี่ยงสูงหากไม่ไปศาลเลย เจ้าหนี้จะใช้สิทธิตามกฎหมาย ยื่นเรื่องไปขออายัดทรัพย์สินที่สืบได้ค่ะ แม้ทรัพย์สินนั้นจะถูกจำนองกับแบงค์อื่นค่ะ หรือมีชื่อผู้กู้ร่วมค่ะ การไปศาลจะช่วยชะลอการดำเนินการทางกฎหมายได้บ้างค่ะ เพื่อเลือกที่จะปล่อยทรัพย์สินด้วยตัวคุณเอง ดีกว่าให้เจ้าหนี้ยึดแล้วขายทอดตลาดในราคากลางค่ะ เพราะเงินที่ได้สามารถนำมาต่อรองเพื่อปิด ได้มากกว่า 1 เจ้าหนี้ค่ะ


กรณี 3 มีเงินเดือน มีทรัพย์สิน ไม่มีเงินออม

ในส่วนของบ้าน หากคุณไม่ได้ดำเนินการใดตั้งแต่ต้น ว่าด้วยเรื่องเปลี่ยนจากผู้เป็นเจ้าของ เป็นผู้อยู่อาศัย หรือ เปลี่ยนมือจากผู้กู้ คุณก็ไม่ควรดำเนินในวันที่ได้รับหมายศาลแล้วค่ะ เพราะจะกลายเป็นการอำพรางทรัพย์ มีโทษต่อคุณ ส่วนรถ เจ้าหนี้อายัดไม่ได้จนกว่า คุณจะผ่อนชำระจนครบค่ะ

ในกรณีนี้ แก้วจ๋าเห็นว่า คุณควรไปใช้สิทธิขึ้นศาล เพื่อ 1 ซื้อเวลารอวันที่พร้อม 2 แสดงเจตนาอยากชำระหนี้ถ้าพร้อม แม้คุณอาจเสียเปรียบเจ้าหนี้ในการต่อรอง แต่ไม่เสียสิทธิค่ะ คุณสามารถต่อรองได้ อาจได้รับข้อเสนอที่มีส่วนลดไม่มากเท่ากับคนที่มีความเสี่ยงสูง หรือคนไม่มีอะไรเป็นของตัวเองค่ะ



  ขั้นที่สาม

การไปศาลตามนัดสืบ ส่วนนัดไกล่เกลี่ย จะไปก็ได้ไม่ไปก็ได้ ในกรณีบางคนได้รับการนัดไปศาล 2 ครั้งค่ะ อยากให้อ่านลิงค์นี้ น้องเขาทำดีมาก เล่าถึงการบรรยากาศไปศาลที่ไม่น่ากลัว ตั้งแต่เดินเข้าประตูจนถึงออกค่ะ
www.debtclub.consumerthai.org/index.php?option=com_kunena&view=topic&catid=6&id=18108&Itemid=64

3.1 นัดแรก

เพื่อไปรับฟังข้อเสนอจากเจ้าหนี้ โดยทั่วไป ทนายโจทก์จะได้รับมอบหมายอำนาจจากเจ้าหนี้ให้เจรจาต่อรองได้ แต่บางคนก็ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนก็ตาม หากรับทราบข้อมูลแล้ว ไม่สามารถทำตามได้ อย่าด่วนใจร้อน ให้กลับมาตั้งหลักใหม่ คุณสามารถเลื่อนนัดศาลครั้งนี้ไปก่อน ด้วยเหตุผลว่า ขอเวลาทนายโจทก์และศาลในการเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้นอกรอบค่ะ การเลื่อนด้วยปากเปล่าอาจได้รับการเห็นชอบประมาณ 1 เดือน หรืออาจมากกว่านั้นแต่ไม่เกิน 2 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่ศาลค่ะ ทำให้คุณมีเวลารวบรวมเงินเพื่อไปต่อรองกับเจ้าหนี้ สามารถเลื่อนนัดศาลได้ไม่เกิน 3 รอบด้วยปากเปล่าค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับฝ่ายโจทก์ยอมด้วยหรือไม่ค่ะ


3.2 ช่วงระหว่างรอการขึ้นศาลนัดที่ 2 คุณสามารถโทรสอบถามข้อเสนอจากสำนักงานที่ได้รับมอบหมายหรือเจ้าหนี้ตัวจริง ได้ค่ะ และต่อรองยื่นข้อเสนอตัวเองได้เช่นกัน การเจรจาจะสำเร็จผลได้ ต้องเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ บางครั้ง การไม่มีอะไรเป็นของตัวเองทำให้คุณได้เปรียบในการต่อรอง (นี้คือที่มาของการปล่อยวางค่ะ ถ้าทำได้คุณจะไม่มีอะไรต้องเสีย) และบางทีเราต้องใช้จิตวิทยาในการเจราจา ทำให้เจ้าหนี้เข้าใจเจตนาของลูกหนี้ที่ดีว่า ไม่หนี แต่มีไม่พอ หรือ ไม่มีแต่อยากปิดใจจะขาดหากได้ตัวเลขที่ทำได้ จะนำมาถวาย 555 เทคนิคการเจรจา สำคัญที่เราต้องทำให้ตัวเองมั่นใจก่อน จึงสามารถโน้มน้าวเจ้าหนี้ได้ค่ะ อย่าผูกมัดตัวเองด้วยการรีบตกลงในสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้ค่ะ เพราะหากคุณผิดนัดชำระตามสัญญา เจ้าหนี้อาจคุยต่อยากขึ้น งอแงและเขี้ยวมากขึ้น อีกทั้ง เจ้าหนี้สามารถเร่งกระบวนการทางกฎหมายเร็วขึ้น (การอายัดเงินเดือน/ทรัพย์สิน)


ในการนี้ ข้อตกลงดังกล่าว สามารถกระทำได้ 2 กรณี

1 ส่งเป็นหนังสือหนังสือยืนยันหลักฐาน ไม่ว่าจะทาง FAX หรือ ทาง Email ไม่จำเป็นต้องรอบุรุษไปรษณีย์ค่ะ ก่อนนัดที่ 2 ในกรณีนี้ หากการชำระปิดหนี้เกิดขึ้นหลังจากนัดที่ 2 คุณต้องไปตามนัดที่ 2 เพื่อขอเลื่อนนัดอีกครั้ง จนกว่าการชำระจะเสร็จสิ้น แล้วทางเจ้าหนี้จะเป็นผู้ดำเนินการถอนฟ้องค่ะ
หรือ

2 เมื่อถึงนัดที่ 2 ไปศาล เพื่อเซ็นในเอกสารชื่อ สัญญาประนีประนอมยอมความหน้าศาลซึ่งจะระบุรายละเอียดตามที่คุณได้ตกลงกับ เจ้าหนี้ก่อนหน้านี้ และถือว่าการฟ้องคดีเป็นอันสิ้นสุด หากคุณผิดนัดชำระ เจ้าหนี้จะดำเนินการเรียกเก็บดอกเบี้ย 15% ตามกฎหมายกับยอดหนี้ที่เหลือค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ขอให้ตรวจสอบเอกสารให้ละเอียดว่า ตรงกับข้อตกลงที่คุยกันหรือไม่ หากมีข้อสงสัย สามารถแจ้งแก้ไขได้ค่ะ อย่าได้เกรงใจใคร


การทำสัญญาประนอมยอมความหน้าศาลนั้น ไม่แนะนำให้ทำหากเกินความสามารถของคุณ
คุณต้องประมาณการรายได้ตัวเองหลังหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และจำนวนเจ้าหนี้ที่เหลือให้รอบคอบ หากรับยอมความเกิน 30 % ของรายได้หลังหัก คุณอาจกลับไปสู่วังวนขั้นต่ำเหมือนเดิม

แก้วจ๋าใช้วิธียอมความหน้าศาลเกือบทุกเคส ยกเว้น Amex เพราะพิจารณาแล้วว่า ตัวเองรับไหว
และแก้วจ๋าได้ต่อรองจนถึงที่สุดแล้วด้วยค่ะ หากเจ้าหนี้ไม่ลดหนี้ให้ แก้วจ๋าขอผ่อนรายเดือนต่ำไว้ก่อน
แต่ต้องปลอดดอกเบี้ยเท่านั้น จึงจะคุ้มค่าค่ะ แล้วพอผ่อนมาระยะหนึ่ง จะได้ส่วนลดจากเจ้าหนี้ เพื่อปิดหนี้ที่เหลือค่ะ

ในความเห็นของแก้วจ๋า เมื่อใดที่เจ้า หนี้ได้คำพิพากษามาอยู่ในมือแล้ว ลูกหนี้จะเป็นรองในการต่อรองค่ะ เจ้าหนี้จะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมลด ไม่ยอมคุย ไม่มีนโยบาย เพราะเขาเล็งเห็นว่า เขาถือไพ่เหนือกว่า เขาสามารถส่งคำพิพากษาไปขออายัดเงินเดือน ในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับเงินเดือนผ่านแบงค์ค่ะ แต่ข้อเสียสำหรับเจ้าหนี้ คือ เขาไม่ได้เงินทันที อีกทั้งคำพิพากษามักกำหนดให้จ่ายยอดเงิน (อาจตามคำฟ้อง) บวกกับดอกเบี้ยตามกฎหมายของเงินต้นนับตั้งแต่วันหยุดชำระ ในการนี้ ลูกหนี้ต้องจ่ายคืนในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างหมดก่อน เงินที่หัก 30% จึงมาหักเงินต้นทีหลัง ซึ่งแก้วจ๋าคิดเองว่า ไม่คุ้มเพราะแก้วจ๋าอยากลดหนี้ ไม่อยากได้หนี้เพิ่มค่ะ


3.3 เมื่อถึงกำหนดเวลานัดที่ 2 แต่ไม่ สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ไม่ว่าจะพยายามไกล่เกลี่ยกันหลายรอบแล้วก็ตาม คุณอาจตัดสินใจใช้วิธีสู้คดี ด้วยการเขียนคำให้การ ในประเด็นเรื่องดอกเบี้ย แต่ขอให้นึกด้วยว่า หากสู้คดีในประเด็นนี้ คุณต้องทำใจว่า ผลที่ออกมาอาจไม่ชนะ ผู้พิพากษาบางศาลอาจเห็นพ้องกับคำให้การ เห็นด้วยกับตารางหนี้ที่ส่งให้ แต่ก็มีหลายท่าน ไม่เห็นด้วย ท่านอาจมองว่า การเป็นหนี้เกิดขึ้นจริงด้วยความสมัครใจ และเมื่อเป็นหนี้ต้องชดใช้หนี้ค่ะ

คุณสามารถยื่นคำให้การเมื่อขึ้นนัด 2 หรือ นัด 3 ถ้ามี ศาลอาจให้เวลาก่อนนัดสืบพยาน 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณงานของศาลแต่ละแห่งค่ะ
คุณอาจใช้ช่วงเวลานี้เจรจากับเจ้าหนี้ หากผลตอบรับดี คุณอาจปิดหนี้ได้ก่อนนัดสืบ ทางฝ่ายทนายโจทก์และจำเลยก็จะดำเนินการถอนฟ้องค่ะ


3.4 นัดสืบพยาน หลังจากสืบพยานจบสิ้น ยังมีช่วงเวลารอคำพิพากษาอีกประมาณ 1 เดือน คุณอาจใช้โอกาสนี้ ถ้ายังไม่เห็นแววตกลงกันได้ พิจาณาทางเลือกว่า

1 จะยอมให้เจ้าหนี้อายัดเงินเดือน หรือทรัพย์สินไหม (ถ้ามี) การอายัดเงินเดือนสามารถอ่านได้จากลิงค์นี้ค่ะ

ข้อดีจากการถูกอายัด คือ ถือว่าเป็นการจัดระเบียบเจ้าหนี้หากมีมากกว่า 1 ราย และลูกหนี้ยังไม่มีความสามารถชำระหนี้ได้ไม่ว่างวดเดียวหรือผ่อนชำระ

2 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเป็นอีก 1 ทางเลือกค่ะ ถ้าฝ่ายโจทก์ชนะคดี และคำพิพากษานั้นออกมาทำให้คุณเสียเปรียบมาก การยื่นคำอุทธรณ์ต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับคำพิพากษาค่ะ ในการยื่นอุทธรณ์นั้นมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ต้องพิจารณาให้ดีด้วยค่ะ แต่การยื่นอุทธรณ์จะทำให้คุณมีเวลาเก็บเงินอีกหลายเดือนค่ะ

3 หักคอจ่าย ซึ่งตัวแก้วจ๋าเองเคยหักคอจ่ายไปแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเจ้าหนี้ต้องการมากกว่าจำนวนเงินที่จ่ายไปแต่ละเดือน 1 เท่าตัว วิธีนี้ ใช้ได้กับเจ้าหนี้บางรายเท่านั้นค่ะ และควรพิจารณาจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้เหมาะสมกับยอดหนี้ตามคำพิพากษาพร้อม ดอกเบี้ยค่ะ

แก้วจ๋า ขออภัยหากมีตกหล่น เก็บตกจากศาลไม่ครบ และหากมีผู้ใดมีข้อมูลดีกว่า ก็มาแชร์กันนะค่ะ หวังว่าสิ่งที่แก้วจ๋าเล่ามา คงช่วยสมาชิกให้คลายกังวลไประดับ 1 และมีกำลังใจดีขึ้นเมื่อได้รับหมายศาลค่ะ
:สู้ๆ: :สู้ๆ: :สู้ๆ:

เปลี่ยนบ้านที่มีให้เป็นบูติกโฮเต็ลกะเขามั่ง

เปลี่ยนบ้านที่มีให้เป็นบูติกโฮเต็ล

หลังจากได้ไปฟังสัมมนา บูติกโฮเต็ลมหาชน ของคุณวรพันธ์ กูรูบูติกโฮเต็ลของเมืองไทย

เกิดความคิดว่า เราจะปล่อยบ้านไว้ทำไมเปล่าๆปลี้ๆ

เอาชั้นบนบ้านที่ไม่มีใครอยู่มาทำที่พักดีกว่า

แต่ก็ต้องเป็นคนที่อยากมาจริงๆเพราะว่ามันไม่ได้อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวอะไรเลย

กะว่าจะลงทุนไม่เกิน 30,000 บาท เอาเท่านี้แหละ เคยทำใหญ่แล้วมันก็เจ๋งไง

ถ้าไม่มีใครมาพักก็กะว่าจะเอาไว้นอนเอง อยู่บ้านสวนสบายๆ






วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ข้อคิด...สำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร โดยคุณสวนวสา

ท่านใดที่คิดจะทิ้งการงานในเมือง แล้วกลับไปเป็นเกษตรกรที่บ้านนอก ลองอ่านข้อแนะนำของสวนวสา จากเว็บเกษตรพอเพียงดอทคอมดูนะครับ

ข้อคิด...สำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร โดยคุณสวนวสา

เรียน ว่าที่เกษตรกร เกษตรกรมือใหม่เอี่ยม และเกษตรกร part-time ทุกท่าน

จากที่เราได้คุยกับว่าที่เกษตรกรและเกษตรกรมือใหม่หลายท่านที่มาติดต่อซื้อเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ และท่อน้ำหยดจากสวนวสา ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง ...เลยต้องขออนุญาตเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้ว่าที่เกษตรกรและเกษตรกรมือใหม่ไฟแรงหลาย ๆ ท่านลองพิจารณาเป็นข้อคิดก่อนจะลงมือทำอะไรไป เพราะการลงทุนในสาขาการเกษตรนั้น ไม่ว่าจะเพื่อหวังผลกำไร หรือแค่หวังเพื่อใช้เวลาว่างทำงานอดิเรกปลูกต้นไม้ ทุกอย่างที่ลงไปก็เป็นเงินทองที่เราเก็บหอมรอมริบมาทั้งนั้น หากลงทุนไปโดยขาดการไตร่ตรองล่วงหน้า หรือขาดการจัดการอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดผลเสียหาย ผลขาดทุน ความยุ่งยากที่ตามมามักทำให้เกษตรกรมือใหม่หลายคนท้อแท้ และเลิกไปในที่สุด ซึ่งทางสวนวสาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เราไม่อยากให้อาชีพเกษตรกรหายไปจากประเทศไทย ตรงกันข้ามเราอยากให้มีเกษตรกรรุ่นใหม่เกิดขึ้นมามาก ๆ คนที่มีการวางแผน มีการควบคุมผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพของโลก

ที่ดิน
การจะเริ่มทำการเกษตรได้นั้นเราควรมีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ก่อนจะลงมือซื้อที่ดินผืนใด ขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญก่อนซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร ดังนี้

1. ในที่ดินต้องมีแหล่งน้ำหรือติดกับแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งปี เพราะการซื้อที่ดินที่ไม่มีน้ำ ก็เท่ากับไม่มีประโยชน์ในเชิงเกษตร แหล่งน้ำที่ว่านี้อาจจะเป็นคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ คลองธรรมชาติ แม่น้ำ ฯลฯ ถ้าเป็นที่ผืนใหญ่ไม่ควรเป็นน้ำบาดาล เพราะอาจมีปริมาณไม่พอเพียง และอาจจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการตะกอนในภายหลัง

2. ที่ดินควรใกล้กับถนน และไม่ไกลจากบ้านที่อยู่ประจำของคุณมากนัก การไปมาทำได้ง่าย เมื่อการเดินทางสะดวก ก็ทำให้เรารู้สึกอยากไปเยือนบ่อย ๆ โดยเฉพาะเกษตรกร part-time ที่ต้องทำงานในวันธรรมดาและไปทำสวนได้เฉพาะวันหยุด หากคุณต้องขับรถ 500 กม. เพื่อไปสวนในวันเสาร์ และขับกลับอีก 500 กม. ในวันอาทิตย์ คุณจะเหนื่อยและท้อไปในที่สุด ระยะทางที่เหมาะสมน่าจะไม่เกิน 200 กม. จากบ้านคุณ อย่างไรก็ตามปัจจัยเรื่องระยะทางนี้ขึ้นกับทุนและความชอบส่วนบุคคล นอกจากนี้ ราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย คำนวณค่าน้ำมันคร่าว ๆ ว่าระยะทาง 200 กม. รถคุณกินน้ำมันเฉลี่ย 8 กิโลลิตร น้ำมันลิตรละ 30 บาท ไป-กลับ จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเที่ยว เดือนหนึ่งไป 4 ครั้งก็ประมาณ 6,000 บาท ปีละ 72,000 บาท เทียบกับราคาที่ดินที่อาจจะแพงกว่าแต่ใกล้กว่า อย่างไหนคุ้มกว่ากัน อันนี้ควรคำนวณให้รอบคอบค่ะ

3. ที่ดินควรใกล้ตลาดหรือชุมชน หรือผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อที่จะสามารถขนส่งผลผลิตเพื่อจำหน่ายได้โดยง่าย (หากคิดจะปลูกเพื่อจำหน่าย) เช่น อยากปลูกมะม่วงส่งออกแต่ผู้ปลูกอยู่ภาคใต้ ส่วนผู้ส่งออกอยู่ภาคเหนือและภาคกลาง อย่างนี้ ถ้าปลูกไม่มากพอก็จะไม่มีผู้ซื้อวิ่งไปซื้อแน่ ๆ ค่าน้ำมันทุกวันนี้แพงมาก ๆ ค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผู้ซื้อมักจะถามก่อนว่าปลูกกี่ไร่ กี่ต้น ผลผลิตกี่ตัน (ถ้าไม่ถึง 4-5 ตัน ส่วนมากรายใหญ่เขาไม่วิ่งมาค่ะ)

4. ควรมีเพื่อนบ้านและสังคมที่ดี ก่อนซื้อที่ดินควรลองไปสำรวจดูว่าเพื่อนบ้านมีอัธยาศัยเป็นอย่างไร ที่ดินบางผืนราคาถูกเพราะเพื่อนบ้านขี้ขโมย ผลผลิตอะไรออกมาหายหมด ติดตั้งปั๊มน้ำก็หาย บางทีเผลออาทิตย์เดียวบ้านทั้งหลังรื้อเอาไปขายก็มี ลองไปถามสถานีตำรวจในพื้นที่ดูว่าคดีลักขโมยมีแยะไหม ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และทัศนคติเขาเป็นอย่างไร

5. ที่ดินควรมีต้นไม้ขึ้นอยู่ในที่บ้าง เพื่อแสดงว่าดินที่นี่ปลูกต้นไม้ได้ บางคนไปซื้อที่ดินที่เตียนโล่งแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น แล้วมาดีใจว่าไม่ต้องถางหญ้าปรับที่ดิน ซึ่งแท้ที่จริงเป็นดินเค็มที่เพาะปลูกอะไรไม่ได้ หากเป็นไปได้ลองสังเกตด้วยว่าต้นไม้ที่ขึ้นในที่ดินนั้นเป็นต้นอะไรเพื่อจะได้ทราบว่าที่ดินผืนนั้นเพาะปลูกผลไม้ชนิดใดได้ดีที่สุด

6. ที่ดินทำสวนเกษตรส่วนใหญ่ควรเป็นพื้นราบ เพราะหากเป็นที่ลาดชันเวลารดน้ำต้นไม้ น้ำจะไหลลงเบื้องล่างหมด หากต้องทำขั้นบันไดก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ดินผืนราบ แต่หากจะปลูกไม้ยืนต้นพวกไม้ป่า ก็เป็นที่เนินเขาได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับพืชที่เลือกจะปลู

7. ไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขัง ที่ดินบางผืนในช่วงฤดูฝนจะตรงกับแนวน้ำท่วมพอดี อย่างนี้ปลูกพืชอะไรก็ตายหมด เลี้ยงปลาก็หายหมด

8. ให้สำรวจหน้าดินของที่ดินที่ซื้อด้วยค่ะ พอดีวันนี้มีเพื่อนเกษตรกรโทรมาปรึกษา มีที่ดินแต่หน้าดินที่ปลูกพืชได้มีเพียง 2-3 เมตรลึกลงไปกว่านั้นกลายเป็นดินผสมหินแบบแข็งเลย รากพืชชอนไชลงไปไม่ได้ อย่างนี้คงต้องปลูกพืชที่มีระบบรากไม่ลึกมากค่ะ

การเลือกพืชที่จะเพาะปลูก

1. ก่อนจะปลูกอะไร กรุณาสำรวจสภาพดินและน้ำก่อนว่าเหมาะกับพืชในใจคุณหรือเปล่า อย่าบุ่มบ่ามลงมือปลูกตามกระแส หรือตามใจชอบ ตัวอย่างเช่น ที่ดินสวนวสาเป็นดินเปรี้ยวเพาะปลูกพืชตระกูลส้ม-มะนาวได้ดี มะม่วง มะละกอได้ แต่ปลูกทุเรียน ลำไย มังคุดแล้วไม่โต (ลองแล้ว) ถึงกระนั้นก็ตามเวลาเรามี “เกษตรเกิน” (ผู้ที่แสดงตนว่ารู้มากกว่าเกษตรกร) มาเยี่ยมที่สวนก็มักจะแนะนำให้เราลองปลูกมังคุด ปลูกทุเรียนอยู่เสมอ ๆ เพราะส่งนอกได้ราคาดี คนแนะนำส่วนใหญ่ก็คิดแค่นั้น แต่เกษตรกรที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของที่ดินควรศึกษาสภาพดินและน้ำก่อนลงมือปลูกอะไร เพื่อจะได้ประหยัดเวลาและทุนที่ถมลงไป

2. ควรเลือกพืชที่จะปลูกมากกว่า 1 ชนิดเพื่อบริหารความเสี่ยง เผื่อชนิดหนึ่งราคาตกหรือขายไม่ออก ชนิดอื่นจะได้ช่วยเฉลี่ยรายได้ แต่ไม่ควรหลายชนิดเกินไปจนปริมาณไม่คุ้มค่าขนส่ง เช่น มีที่ดิน 1 ไร่ แต่อยากปลูกมะม่วง มังคุด ลำไย มะนาว พริกขี้หนู เพื่อส่งออก แบบนี้แนะนำว่าให้ลืมเรื่องส่งออกไปได้เลย ให้ปลูกแบบพอเพียง คือเก็บทานเอง หรือส่งตลาดแถวสวนจะดีกว่าค่ะ

3. พืชแต่ละชนิดมีความต้องการน้ำไม่เท่ากัน หากจะปลูกผสมผสาน ควรเลือกพืชที่ต้องการน้ำ ปุ๋ยและยาคล้าย ๆ กันปลูกไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ปริมาณแสงก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพืชชนิดหนึ่งต้องการแสงมาก ก็อย่าปลูกไว้ใกล้ ๆ กับพืชที่ให้ร่มเงา เช่น อย่าปลูกมะละกอไว้ใกล้กอไผ่ เพราะในที่สุดร่มเงาของไผ่จะบังมะละกอทำให้ไม่สามารถเติบโตได้ และเกิดโรคระบาดในที่สุด หรือ หากจะปลูกมะนาวทำนอกฤดู ก็ไม่ควรปลูกใกล้กับพืชที่ต้องการน้ำ เพราะพอเรางดน้ำเพื่อให้มะนาวออกดอก ต้นไม้ข้าง ๆ ก็จะตายไปด้วย ทำนองนี้

4. ตามทฤษฎีพอเพียง ควรปลูกพืชชนิดให้ประโยชน์เกื้อหนุนกับการเกษตรของท่านด้วย เช่น หากปลูกส้มหรือมะนาว ก็ควรเผื่อพื้นที่สำหรับปลูกไผ่ไว้ด้วย เพราะเวลาค้ำต้นมะนาวหรือส้มต้องใช้ไม้ไผ่ แทนที่จะไปซื้อ ก็ปลูกเองประหยัดกว่า นอกจากนี้หากใครคิดทำเกษตรอินทรีย์ ก็ปลูกพวกสะเดา หนอนตายหยาก หรือสมุนไพรอื่น ๆ ไว้ด้วย จะได้เอาไว้ทำเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายค่ะ

5. นอกจากนี้ ให้คิดในใจเสมอว่า พื้นที่แต่ละพื้นที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน อย่าคิดว่าการลอกเลียนแบบสวนที่ประสบความสำเร็จแล้วคุณจะประสบความสำเร็จด้วย การเกษตรไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูปที่ต้มกินที่ไหนก็รสชาติเดิม มักจะมีคนถามว่าหากปลูกมะนาวเหมือนสวนวสาต้องใส่ปุ๋ยเดือนไหน ฉีดยาเดือนไหน ฉีดอะไร ซึ่งขอเรียนว่า สวนวสาอยู่นครนายก สภาพภูมิอากาศและดินจะต่างจากสวนที่อยู่ราชบุรี พิษณุโลก หรือ เชียงใหม่ ดังนั้นเวลาที่ฉีดยา ใส่ปุ๋ย เก็บผลผลิตก็จะต่างกัน ช่วงเวลาเดียวกันที่สวนวสาเจอโรคราน้ำค้างแต่สวนอื่นอาจเจอเพลี้ยแป้ง อย่างนี้ยาที่ใช้ก็ต่างกัน ต้องหมั่นสังเกตอาการของพืชแล้วค่อยคิดเรื่องการบำรุงรักษาพืชค่ะ


การตลาด

1. การจะปลูกอะไร (เพื่อการค้า) ให้คิดว่าจะขายได้ที่ไหนก่อน ถ้าปลูกพืชแปลกมากและอยู่ไกลจากตลาด จะทำให้ขายยากค่ะ

2. อย่าเห่อปลูกตามกระแส เกษตรกรที่ดี ควรประเมินสภาพตลาดให้ดีด้วย และอย่าดูเหตุการณ์เพียงจุดเดียว ช่วงปีที่แล้วมะนาวลูกละ 10 บาท เลยเกิดกระแสปลูกมะนาวกันใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น 5 ปีมีคนฟันมะนาวทิ้งไปทั้งจังหวัดเพราะราคาร้อยละ 20 บาท ไม่คุ้มค่าปุ๋ยค่ายา อยากให้เกษตรกรมองไปข้างหน้ายาว ๆ ก่อนตัดสินใจปลูกอะไร ให้เน้นพืชที่ยังไงก็ขายได้

3. หากสนใจจะปลูกเพื่อการส่งออก ควรมีพื้นที่เพาะปลูกในจำนวนมากเกินกว่า 10 ไร่ หากมีน้อยกว่า 10 ไร่ ปลูกขายในประเทศได้ แต่ปลูกส่งออกไม่คุ้มการลงทุนค่ะ (เว้นแต่ในพื้นที่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันได้จำนวนมากพอที่ผู้ส่งออกจะสนใจ) มีระบบน้ำที่สม่ำเสมอ ที่ดินควรอยู่ไม่ไกลจากแหล่งส่งออก เกษตรกรต้องจดมาตรฐาน GAP ซึ่งมีกฎค่อนข้างมาก ต้องมีโรงเก็บปุ๋ย ยา แยกกัน มีโรงคัดแยกพืชผลที่แยกต่างหาก มีพื้นปูนไม่สัมผัสดิน ฯลฯ พวกนี้เป็นการลงทุนทั้งนั้นค่ะ ดังนั้นหากพื้นที่ใหญ่หน่อยจะคุ้มกว่าพื้นที่ขนาดเล็กค่ะ

4. อย่าพยายามคิดการณ์ใหญ่เกินไปค่ะ จะสิ้นเปลืองทุนทรัพย์โดยใช่เหตุ เช่น ปลูกมะม่วงเพียง 5 ไร่ ผลผลิตปีละ 1 ตัน ในพื้นที่ก็ไม่มีคนอื่นเพาะปลูกพืชเหมือน ๆ กัน แต่คิดจะตั้งโรงงานแช่แข็ง หรือ โรงงานแปรรูปทำมะม่วงอบแห้ง หรือ คิดจะไปเซ้งแผงในตลาดไทเพื่อขายผลผลิตของตนเอง (เพราะมีเกษตรเกินมาแนะนำ) พอขายผลผลิตหมดก็ไม่รู้จะหาผลผลิตที่ไหนมาขายต่อ หรือแปรรูปต่อ จะเป็นการลงทุนโดยเสียเปล่าค่ะ หรือ การส่งสินค้าเข้าห้างก็เหมือนกันค่ะ ควรศึกษาเงื่อนไขให้ถ่องแท้ค่ะ บางทีนอกจากโดนหักเปอร์เซนต์แล้วเราต้องรับภาระสินค้าที่เน่าเสียหายเอง แถมกว่าจะเก็บเงินได้ต้องมีเครดิต 45 วันจึงจะได้เงิน นอกจากนี้ บางที่เขามีสัญญาให้ส่งแบบต่อเนื่อง หากส่งไปครั้งสองครั้งแล้วหยุดก็อาจโดนหักเงิน ทำนองนี้

5. อยากให้อ่านความเห็นของคุณ GolfMBA ที่เขียนไว้น่าสนใจใน http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=5609.msg91870#msg91870 ด้วยค่ะ

การเตรียมตัว/วางแผน

1. เมื่อมีที่ดินแล้ว มีทุนแล้ว ทราบว่าดินเป็นดินชนิดไหน เข้าใจสภาวะอากาศของพื้นที่แล้ว เลือกพืชที่เหมาะกับพื้นที่ได้แล้ว เราก็เริ่มวางแผนกันค่ะ อยากให้เกษตรกรทุกคนวางแผนบนกระดาษก่อนว่าจะแปลนสวนของตนเองอย่างไร บ้านจะอยู่ตรงไหน บ่อน้ำ (ถ้ามี) จะอยู่ตรงไหน และส่วนไหนกะว่าจะปลูกพืชอะไร จำนวนกี่ต้น

2. ระบบน้ำเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ก่อนจะลงพืชชนิดใด ๆ ระบบน้ำควรจะพร้อมก่อน หากพื้นที่เป็นสภาพเนินเขา ก็ไม่เหมาะกับการทำระบบร่องน้ำที่มีน้ำหล่อแบบร่องสวนที่ทำกันในพื้นที่ราบ แต่ควรใช้การขุดทางระบายน้ำเพื่อว่าหน้าฝนน้ำสามารถไหลลงมาได้โดยไม่เอ่อขังที่โคนต้นไม้ และใช้ระบบรดน้ำแบบตามท่อน้ำหยดหรือสปริงเกอร์ โดยอาจสูบน้ำไว้ที่สูงและปล่อยมาตามแรงดึงดูดโลก หรือใช้ปั๊มน้ำก็ได้ค่ะ ส่วนพื้นที่ราบนั้นให้ศึกษาว่าระบบน้ำที่เราใช้เหมาะกับพืชหรือไม่ เช่น หากปลูกมะม่วง มะนาว ในดินเหนียวก็ไม่ควรใช้น้ำหยดแต่ควรใช้สปริงเกอร์ เพราะระบบน้ำหยดจะหยดอยู่แค่วงแคบ ๆ ในขณะที่รากพืชแผ่ขยาย แต่หากปลูกพวกพริกหรือมะเขือเทศในถุงก็สามารถใช้ระบบน้ำหยด (dripping) ได้ค่ะ เรื่องการบริหารน้ำนี้มีผลต่อการเติบโตของพืชและคุณภาพผลผลิตค่ะ นอกจากนี้ มีเกษตรกรพาร์ทไทม์บางคนคิดว่าในช่วงเริ่มต้นไม่ต้องวางระบบน้ำก็ได้ พึ่งฝนฟ้าเอา และให้คนงานลากสายยางรดน้ำเอาก็ได้ พื้นที่แค่ไร่สองไร่เอง ก็อยากให้ทดลองรดน้ำเองดูค่ะว่าเหนื่อยแค่ไหน และก็อย่าหวังผลให้มากค่ะหากพืชผลออกมาไม่ได้ขนาด หรือร่วงไปแยะ หรือไม่ติดผล ซึ่งอยากให้คิดดีๆค่ะ ทีกิ่งพันธุ์เราไปอุตส่าห์เสาะหาจากแหล่งทั่วประเทศได้ ปุ๋ยหมักก็ไปเสาะหาส่วนประกอบต่าง ๆ มา ลงทุนลงแรงไปมากมาย แต่มาประหยัดกับเรื่องน้ำ แล้วต้นไม้ก็แคระแกร็น มันคุ้มไหม

3. เมื่อระบบน้ำพร้อมแล้ว ก็มาถึงกิ่งพันธุ์ของพืชที่จะลงค่ะ แนะนำให้ศึกษาจากเวบไซต์เกษตรพอเพียงและหนังสือเกษตรต่าง ๆ ค่ะ ราคากิ่งพันธุ์พืชชนิดเดียวกัน อาจต่างกันตามผู้ขายค่ะ หากปลูกจำนวนมาก อยากให้ผู้ซื้อแวะไปที่สวนของผู้ขายแต่ละรายค่ะจะได้สัมผัสกับต้นพันธุ์ของจริง รู้ว่าแท้หรือไม่แท้ อย่าดูแต่ในรูปค่ะ เพราะหากปลูกพันธุ์ไม่แท้จะมีปัญหาเรื่องการตลาดค่ะ นอกจากนี้ขอเรียนว่าราคากิ่งพันธุ์เป็นเงินลงทุนที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบสัดส่วนกับต้นทุนรวมทั้งหมดของการเกษตร อยากให้ผู้ซื้อพิจารณาหลัก ๆ ในเรื่องความเสี่ยงเรื่องความแท้ของสายพันธุ์ บวกกับค่าน้ำมันที่ต้องไปเสาะหากิ่งพันธุ์ที่ต้องการ ก่อนตัดสินใจค่ะ

4. การบำรุงรักษา เมื่อปลูกพืชลงไปแล้วแน่นอนว่าจะต้องมีการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ตัดแต่งกิ่ง เก็บผลผลิต ตัดหญ้าที่รก ๆ ในแปลง รวมไปถึงการดูแลในกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น เครื่องสูบน้ำพัง ไฟฟ้าตัด น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม ภาวะฝนแล้ง หนูแทะสายสปริงเกอร์ฯลฯ ดังนั้นหากท่านเป็นเกษตรกรเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ก็ต้องมีคนงานที่ไว้ใจได้ช่วยดูแลค่ะ และค่าใช้จ่ายส่วนบำรุงรักษานี้ก็มากเสียด้วยสิ ที่สำคัญท่านต้องศึกษาหาความรู้ด้านนี้พอควรค่ะ ไม่งั้นโดนหลอกน่าดู เช่น หากจะจ้างคนมาตัดหญ้าควรจ่ายเหมาต่องานที่สำเร็จไม่ใช่จ่ายรายวัน เพราะบางทีก็มีอู้งานค่ะ

5. อุปกรณ์การเกษตร ที่จำเป็นต้องใช้ในสวนหลัก ๆ นอกจากพวกจอบ เสียม เครื่องมือพื้นฐานแล้ว ก็มีพวกเครื่องตัดหญ้า เครื่องฉีดยาแบบสะพายหลังหรือแบบลาก ถังหมักหรือผสมปุ๋ย ตะกร้าสำหรับเก็บผลไม้ค่ะ อุปกรณ์การเกษตรพวกนี้เวลาซื้อให้คุยหลายๆ ร้านค่ะ แต่ละร้านจะเป็นเอเย่นของแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน ถามความเห็นเพื่อน ๆ ในเวบนี้ก็ได้ค่ะ แต่ละคนจะมีประสบการณ์ในอุปกรณ์หลาย ๆ แบบค่ะ ควรเลือกให้เหมาะกับงานในสวนค่ะ ที่สำคัญ อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่ ราคามันมีตั้งแต่ 1,000 กว่าบาท - 10,000 กว่าบาท ซึ่งต่างกันมาก ของถูกก็แน่นอนว่าคุณภาพก็ตามราคา ตัดหญ้าสามวันก็อาจจะหลุดเป็นชิ้น ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าของแพงสุดจะดีที่สุดเสมอไป ให้ศึกษาจากเพื่อนเกษตรกรคนอื่นดูค่ะ ที่สำคัญ เวลาซื้ออุปกรณ์พวกนี้ต้องหาที่มีอะไหล่และศูนย์ซ่อมด้วยค่ะ บางยี่ห้อบอกว่าทนทานแต่คนเอามาขายขายแต่เครื่องอย่างเดียวไม่มีอะไหล่ พอเสียก็ต้องทิ้งเลย นอกจากนี้หากมอเตอร์เสีย เครื่องตัดหญ้าเสียจะซ่อมที่ไหนที่ใกล้ ๆ ไม่ต้องขนไปขนมาถึงกรุงเทพ ควรเตรียมข้อมูลแหล่งซ่อมที่เชื่อถือได้ค่ะ ไม่งั้นโดยฟันเละค่ะ

คนงาน

1. ควรมีให้พร้อมค่ะ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะคนงานก็คือคนงานค่ะ ถ้าเขาขยันและฉลาดกว่านี้ เขาก็ไม่มาเป็นคนงานค่ะ การดูแลคนงานให้อยู่กันนาน ๆ บางทีก็ต้องหลับตาข้างหนึ่งค่ะ บางทีเขาอาจจะกินเหล้า เล่นหวย อู้งานบ้าง ตราบใดที่งานที่สั่งไว้เขาทำสำเร็จ ก็พอไปรอดค่ะ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจได้ ของในสวนอย่าหาย (อาจมีเก็บไปกินบ้างก็ปล่อย ๆ ไปค่ะ) แต่ประเภทยกมอเตอร์ไปขาย หรือให้เมียเปิดแผงที่ตลาดขายผลไม้ที่ขโมยมาจากในสวนเรา อันนี้ก็ต้องให้จรลีไปค่ะ ที่สวนวสาอนุญาตให้คนงานปลูกพืชผักที่อยากกินได้ตามสบาย หาเมล็ดผักมาให้เขาด้วย ผลไม้ในสวนหากอยากกินก็ให้เอาไปแต่พอกิน แต่ห้ามเอาไปขาย ให้จับปลาในร่องสวนมากินได้ แต่ห้ามจับไปขาย เว้นแต่คนงานจะลงทุนซื้อลูกปลามาเลี้ยงในกระชังเองก็ให้ทำได้แต่ต้องเลี้ยงนอกเวลางาน อยากเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ก็ให้เลี้ยงได้ในพื้นที่จำกัด เขาจะได้เก็บไข่กินได้เอง แต่ไม่อนุญาตให้ทำเพื่อค้าขาย ไม่งั้นวัน ๆ เอาแต่บำรุงรักษาพืชผักเป็ดไก่ของตัวเองจนไม่ได้ทำงานของเรา

2. ค่าจ้างคนงาน ส่วนมากเราใช้จ้างเป็นรายวันค่ะ แต่มีหัวหน้าคนงานที่เราจ่ายเป็นรายเดือน ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 120-180 บาทค่ะ คนต่างด้าวจะได้ที่ราว ๆ 120-150 บาท คนไทยได้ที่ 150-180 บาทค่ะ หากเกิน 5 โมงเย็นก็จะมีค่าล่วงเวลาให้ (ช่วงที่เร่งเก็บผลไม้และคัดแยกน่ะค่ะ) บางทีคนซื้อผลไม้เราเขาก็จะจ่ายค่าแรงให้คนงานเราในวันที่เก็บผลไม้ให้เขา เราก็ประหยัดไปได้ค่ะ เช่น การซื้อมะม่วงแบบเหมาสวน พ่อค้าจะมาพร้อมคนงานคัดแยก แล้วเขาจ้างเราเก็บผลไม้ให้ โดยให้ค่าแรงรายวันกับคนงานเราค่ะ ค่าจ้างนี่เราอาจปรับขึ้นให้ปีละหน ปลายปีอาจมีเงินแถมให้นิดหน่อยได้ค่ะ

3. วันหยุด คนงานไทยในต่างจังหวัดจะขอมีวันหยุดตามวันสำคัญทางศาสนาค่ะ เช่น วันเข้าพรรษา วันทำบุญทอดกฐิน วันสงกรานต์ วันแต่งงานญาติ วันงานศพญาติ ฯลฯ เรื่องพวกนี้เราต้องปล่อยวางค่ะ เกษตรกร part-time หลายคนอาจไม่ค่อยพอใจเพราะตรงกับวันหยุดยาวที่เราจะเข้าสวนได้พอดีเช่นกัน ก็ต้องทำใจค่ะ นอกจากนี้ วันหวยออก เป็นวันที่คนงานไม่ค่อยมีกะจิตกะใจทำงานกันเท่าไหร่ ดังนั้น พยายามอย่าคาดหวังมากค่ะ คุยกันให้เข้าใจตั้งแต่เริ่มงาน จะทำให้ความรู้สึกดีทั้งสองฝ่ายค่ะ

การหาความรู้เพิ่มเติม

1. เป็นเกษตรกรต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอค่ะ ซึ่งแหล่งความรู้ที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด และไม่เสียเงินคือการหาตามเว็บไซต์ แค่เข้าไปที่ google แล้วคีย์คำที่ต้องการทราบ เช่นคำว่า โรคมะนาว หรือ มะละกอใบหงิก ก็จะปรากฏรายการเว็บต่าง ๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคำที่ท่านคีย์เข้าไปมาให้ท่านได้ลองเข้าไปอ่าน หากไม่เจอข้อมูลที่ต้องการค่อยมาตั้งกระทู้สอบถามเพื่อน ๆเกษตรกรท่านอื่นเพิ่มเติมได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บอาจจะมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปบ้างแล้วแต่เว็บไซต์ที่เปิดเจอ เช่น เจอเว็บขายปุ๋ยข้อมูลที่ออกมาอาจชี้นำไปสู่การซื้อปุ๋ยยาของเขา ดังนั้น อยากให้เกษตรกรเชื่อข้อมูลในเว็บไซต์ของทางการเป็นหลัก เช่น เว็บของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (http://www.ku.ac.th/) เว็บของกรมส่งเสริมการเกษตร (http://www.doae.go.th/) เป็นต้น เว็บเหล่านี้มีข้อมูลที่น่าสนใจมากมายค่ะ หลายเว็บมีรูปภาพประกอบด้วย อยากให้เกษตรกรได้ลองขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลค่ะ จะได้คิดวิเคราะห์ได้รอบทิศ ดีกว่าการมาตั้งกระทู้ถามเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าผู้ตอบแต่ละคนมีความรู้ในด้านนั้น ๆ จริงหรือไม่ บางเรื่องแม้ผู้ตอบมีความประสงค์ดี แต่ตอบเอาตามที่นึก (เอาเอง) ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นโดยไม่มีประสบการณ์หรือหลักวิชาการสนับสนุน แล้วเกษตรกรไปทำตาม ผู้ที่เสียหายคือเกษตรกรเองค่ะ

2. นอกจากเว็บไซต์แล้ว ก็มีหนังสือและวารสารเกษตรต่าง ๆ ที่สามารถหาอ่านเพิ่มความรู้ได้ค่ะ เช่น วารสารเคหเกษตร วารสารเมืองไม้ผล วารสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นต้น สวนวสาได้มีโอกาสไปเยือนสวนเกษตรต่าง ๆ เพื่อเสาะหาพันธุ์พืชที่ต้องการก็ใช้ดูเอาตามวารสารพวกนี้ค่ะ บางทีเขาก็มีการจัดอบรมให้ฟรี ๆ มีวิทยากรที่มีความรู้มาพูด มีเพื่อเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาแบ่งปันเทคนิค เราก็จะได้ประโยชน์ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าวารสารทุกเล่มจะจัดงานได้ดี สวนวสาเคยไปร่วมงานหนึ่งเป็นการอบรมครึ่งวัน แต่กว่าการกล่าวเปิดงานของบุคคลสำคัญต่างๆที่เชิญมาจะหมดก็ปาเข้าไปเกือน 10 โมงแล้ว แล้วยังพักเบรคยาว ๆ ให้คนที่มาอบรมไปซื้อของที่สปอนเซอร์ต่าง ๆ มาออกร้านขาย ในที่สุดได้ฟังคนบรรยาย (แบบรีบๆ ให้จบ) แค่ไม่ถึงชั่วโมง เสียเวลาไปเหมือนกันค่ะ

3. หนังสือเกี่ยวกับคู่มือการเกษตรต่าง ๆ รวมถึงผลงานวิจัยบางงานที่มีประโยชน์ มีจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ศูนย์หนังสือจุฬา ที่ร้านหนังสือแพร่พิทยา และตามงานเกษตรแฟร์ นอกจากนี้ ยังมีแจกให้ฟรีโดยกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน ลองติดต่อขอไปดูได้ค่ะ

ความต้องการ กับ ความเป็นจริง

ผู้ที่อยากเป็นเกษตรกรหลายท่านที่ทำงานประจำอยู่ ควรพิจารณาบริหารเวลา ครอบครัว และทุนทรัพย์ให้รอบคอบก่อนลงมือค่ะ บางทีเรามาอ่าน ๆ ในเว็บต่าง ๆ เห็นคนอื่นเขาซื้อที่ดินกัน ลงมือทำกัน ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากทำบ้าง แต่นั่นอาจเป็นความต้องการของคุณคนเดียวหรือเปล่า ลองดูปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้ด้วยค่ะ

+ เวลา - คุณทำงานประจำในวันเสาร์อาทิตย์หรือเปล่า เพราะการเป็นเกษตรกร part-time นั้นอย่างน้อยต้องมีเวลาเสาร์-อาทิตย์ที่จะไปดูแลพืชผลที่ปลูกได้ หรือหากทำงานส่วนตัว ก็ต้องถามว่าสามารถจัดเวลาได้หรือเปล่าที่จะหาเวลาว่างแวะเวียนไปดูแลการเติบโตของพืชผล และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หลาย ๆ คนไฟแรงแต่ตอนแรก ๆ พอสักห้าหกเดือนผ่านไป ก็ทิ้งระยะเสียแล้ว จากทุกอาทิตย์ เป็นเดือนละหน เป็นสองเดือนหน ในที่สุดเหลือปีละหน อย่างนี้สิ่งที่ลงทุนไปก็จะเสียเปล่าค่ะ การทำเกษตรนั้นคนทำต้องมีความรับผิดชอบ (discipline) ที่ต่อเนื่องค่ะ ยิ่งถ้าที่ดินอยู่ไกลจากที่บ้านหรือที่ทำงานมากๆ อย่างที่เขียนไว้แล้วด้านบน ว่าส่วนใหญ่เจอค่าน้ำมันและเวลาขับรถไปก็จะท้อใจในที่สุด

+ ครอบครัว - เป็นสิ่งสำคัญค่ะ การซื้อที่ดินทำเกษตรนี่ครอบครัวทางบ้านต้องสนับสนุนนะคะ เพราะบางครั้งเป็นความต้องการเฉพาะของคุณพ่อบ้านอย่างเดียว แต่ครอบครัวทางบ้านไม่สนับสนุน เพราะเคยได้ยินคุณแม่บ้านบ่นว่าเสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้พาลูกไปเรียนพิเศษ หรือได้ไปท่องเที่ยวกันตามแหล่งท่องเที่ยว ก็ต้องไปใช้ชีวิตกลางแดดร้อน ๆ ขุดดิน ปลูกพืช เรื่องแบบนี้คุณแม่บ้านบางคนและเด็ก ๆ ไม่เข้าใจค่ะ อยากให้ทำความเข้าใจกันในบ้านให้เรียบร้อยก่อน เพราะไม่งั้นอาจมีปัญหาภายในครอบครัวได้ค่ะ

+ ทุน - สะสมมาพอไหม เวลาคำนวณเงินลงทุน คิดให้รอบคอบด้วยค่ะ นอกจากค่าที่ดิน ค่าคนงาน ค่ากิ่งพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าระบบน้ำ ค่าอุปกรณ์การเกษตรต่าง ๆ แล้ว คิดได้เท่าไหร่ ให้คูณ 3 ไว้ก่อนเลย เพราะจริง ๆ มันจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่คุณไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกมาก ๆๆๆๆๆ และถ้าเงินสะสมของคุณไม่มากพอ นำไปสู่การเป็นหนี้สินเพื่อนำมาลงทุน มันจะไม่ยั่งยืนน่ะค่ะ

******************************************************************************

พืชพลังงาน หรือ พืชอาหาร หรือ สวนป่า

จากปัจจัยเรื่องเวลา ครอบครัว และทุนที่พูดถึงด้านบน ก็มีผลต่อการตัดสินใจเลือกชนิดพืชเพื่อทำสวนเกษตรเบื้องต้น ดังนี้ค่ะ

สวนป่า - ถ้าที่ดินอยู่ไกล เวลามีน้อย ภาระครอบครัวมีมาก ทุนมีกลาง ๆ ในช่วง 5-10 ปีนี้ แต่อยากเริ่มแล้ว ก็อยากให้พิจารณาเริ่มที่การทำสวนป่าไปก่อน คือ ปลูกพืชที่ตัดไม้ขายในภายหลัง เช่น สน ยูคา สัก หรือไม้ป่าอื่น ๆ เพราะจะหนักแค่ช่วงปรับปรุงดินแรก ๆ พอต้นกล้าตั้งหลักได้แล้ว ก็ผ่อนภาระการสิ่งไปดูแลบ่อย ๆ ไป 5 - 10 ปี เช่นไปเดือนละหน หรือ สองเดือนหน ก็ได้ แต่ต้องไปนะคะ ไม่งั้นเพื่อนบ้านอาจจะมาบุกรุกเขาไปปลูกอะไรต่อมิอะไรเป็นการบันเทิงไป เราเจอมาแล้วกับที่ดินของเราที่อยู่ไกล ๆ ไม่ค่อยได้ไปสามสี่เดือน มีสวนพริก สวนถั่ว เกิดขึ้นมาในที่ดินเราเฉยเลย ดีไม่ดีต้นกล้าที่เราปลูกไว้อาจเจอพืชอื่นเบียดเบียนตายไปก็ได้ หรือไม่ก็เจอมาแล้วค่ะ ที่ชาวบ้านเข้าไปจุดคบไฟหาหนู แล้วทำไฟไหม้สวนเราไปครึ่งสวน พวกสวนป่านี่ช่วงท้าย ๆ ต้องเฝ้ากันดี ๆ ด้วยเพราะไม่งั้นชาวบ้านแอบมาตัดไม้เราไปขาย ก็มีค่ะ

พืชอาหาร - ต้องการเวลาอย่างมากค่ะ อย่างที่เขียนมาแล้วว่าผู้ปลูกต้องมีความสม่ำเสมอในการไปดูแล เพราะไม่งั้นเผลอแป๊บเดียวโรคหรือแมลงลง ต้นไม้อาจจะตายไปทั้งสวนก็ได้ค่ะ ฝากคนงานเขาก็คงไม่ได้ใส่ใจมาก เพราะไม่ใช่สวนของเขาน่ะค่ะ พืชอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ พืชตระกูลธัญพืช หรือผักต่าง ๆ ต้องดูแลใกล้ชิดค่ะ นอกจากนี้ช่วงเก็บผลผลิตก็ต้องคอยหาตลาดให้ดี วางแผนการเก็บให้ดี การขนส่ง การเก็บรักษาอีก หากเกษตรกรยังไม่พร้อมก็แบ่งที่ดินปลูกเฉพาะที่พอกินเองไปก่อน ส่วนที่ดินที่เหลือก็ปลูกไม้ยืนต้นพวกสวนป่าไปก่อนค่ะ

พืชพลังงาน - พลังงานกำลังขาดแคลน คนเลยเห่อปลูกพืชพลังงานกันใหญ่ ตั้งแต่พวกมัน อ้อย ปาล์ม สบู่ดำ ฯลฯ ราคาก็ขึ้นลงตามที่เราเห็น ๆ ค่ะ พืชน้ำมันนี่มันแทนที่พื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารนะคะ เวลานี้ทั่วโลกกำลังมีประเด็นเรื่องอาหารขาดแคลน เพราะหลายประเทศที่เคยทำเกษตรกรรมอาหาร เช่น มาเลย์ อินโด บราซิล อาร์เจนติน่า หันไปปลูกพืชพลังงานและยางพารากันใหญ่ ในระยะยาวแล้วราคาพืชอาหารจะแซงพืชพลังงานค่ะ สวนวสาจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนกัดฟันปลูกพืชอาหารกันไปก่อนค่ะ และจะให้ข้อคิดสำหรับคนที่อยากปลูกพืชน้ำมันว่าควรอยู่ใกล้แหล่งรับซื้อนะคะ เช่นปลูกปาล์มควรอยู่ใกล้ ๆ โรงกลั่นนะคะ หากมีหลาย ๆ โรงในพื้นที่ยิ่งดีค่ะ ไม่งั้นเก็บผลผลิตแล้วส่งไม่ได้ก็จะเสียหายมากค่ะ เราจะเห็นว่าบางทีพอราคาขึ้นและน้ำมันที่กลั่นแล้วยังขายไม่ได้ บางโรงกลั่นเขาปิดไม่รับซื้อก็มีค่ะ หากมีตัวเลือกก็จะดีค่ะ เพราะพืชน้ำมันนี่เอาไปวางขายตามตลาดก็ไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ ต้องขายเข้าผู้แปรรูปอย่างเดียวเลย

จบค่ะ

หวังใจอยากให้เป็นบทความที่ช่วยเพื่อน ๆ ที่อยากเป็นเกษตรกร แล้วไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี ได้นำไปใช้ประโยชน์ค่ะ
หากคิดอะไรออก จะมาปรับปรุงเพิ่มเติมเรื่อยๆ ค่ะ

ลองอ่านเพิ่มเติมที่นี่นะครับ
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=4941.0