วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

ประสบการณ์ขึ้นศาล CITI BANK

วันนี้จะมาอัพเดตหน่อยหลังจากหายไปนาน
1. City advance สินเชื่อส่วนบุคคล ยอดหนี้ 2xx,xxx บาท (ขอแก้ไขยอดหนี้หน่อยนะครับ ตัวนี้ ยอดฟ้องอยู่ที่ 17x,xxx)>> หยุดจ่าย 6/57 (ฟ้องแล้ว จากนั้น City ติดต่อ H/C 80,000 แบ่งจ่าย 3 งวด งวดแรกเริ่ม ตุลาคม - ธันวาคม เป็นงวดสุดท้าย )จะขอเล่าเกี่ยวกับตัวนี้นิดหน่อย เนื่องจากผมโดนหมายศาลให้ไปขึ้นศาล วันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งช่วงระยะเวลานั้นมันอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าต้องไปขึ้นศาลมั้ยเนื่องจากเจรจา H/C ไปแล้ว แต่หลังจากโทรไปปรึษาพี่นกกระจอก ท่านแนะนำว่ายังไงก็ต้องไป เพราะการ H/C ยังไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเราชำระเรียบร้อยแล้วทางทนายของ City จะถอนฟ้องเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ผมได้มีโอกาสขึ้นศาลครั้งแรก

การเตรียมตัว
1. หาอ่านเคสการขึ้นศาลในบอร์ด ซึ่งที่ผมเจอก็ไม่มีที่เหมือนผมเป๊ะๆซะเท่าไหร่ ดังนั้น เราก็ต้องประยุกต์เอาเอง
2. ตรวจสอบ และเตรียมเอกสารที่ต้องเอาไป (หนังสือ H/C , สลิปที่ไปจ่ายเงินถ่ายเอกสาร และที่สำคัญ "หมายศาล")
3. วันที่ศาลนัด ผมไปก่อนเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (ศาลนัด 9 โมงเช้า) หลังจากนั้นผมก็ไปตรวจรายชื่อ พร้อมทั้งเช็คว่าห้องพิจารณาที่ผมต้องไปรออยู่ที่ห้องไหน
4. หลังจากรู้แล้ว ผมก็เตรียมตัวทำใจนิดหน่อย โดยการไปเข้าห้องน้ำของศาลซะหน่อย เพราะคิดว่าต้องมาอีกหลายครั้ง และเดินสำรวจสถานที่รอบๆ
5. เมื่อใกล้ถึงเวลาผมก็เดินไปรอที่หน้าห้อง และเมื่อเจ้าหน้าที่มาเปิดห้องผมก็เข้าไปรอในห้องเลย แล้วก็แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า "มาคดีของ City" เพื่อที่ถ้าทางทนายของ City มาสอบถามเขาจะได้รู้ว่าผมมาแล้ว
6. บรรยากาศภายในห้องพิจารณาก่อนที่ผู้พิพากษาจะนั่งบัลลังค์ค่อนข้างวุ่นวาย (ลืมบอกว่าคดีบัตรเครดิตเยอะ แต่มีคนไปขึ้นศาลไม่กี่คน) เพราะในวันนั้นมีคดีอื่นๆพิจารณาพร้อมกันด้วย
7. หลังจากนั่งรออยู่นาน ก็ยังไม่เห็นทนายของ City จนผู้พิพากษานั่งบัลลังค์แล้วเริ่มพิพากษาไปทีละคดีโดยการเรียกชื่อ จนมาถึงคิวผม

ผู้พิพากษา : นาย Beer_Beer คดีของ City มามั้ย
ผม : มาครับ
ผู้พิพากษา : จะเอางัยกับยอดฟ้อง
ผม : ตอนนี้ผมกำลังผ่อนชำระกับทางเจ้าหนี้อยู่ จึงอยากขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนครับ (ณ ตอนนั้นผมก็ยังไม่พบกับทนายของ City เลย)
ผู้พิพากษา :(คุยกับเสมียนหน้าห้อง "อ้าว เขาชำระอยู่ แล้วทนายของ City เอางัย" เสมียนหน้าห้องต้องรีบไปตามทนายมาอย่างเร่งด่วนมาก)
ผม : ก็รอทนายมา ส่วนท่านผู้พิพากษาก็พิจารณาคดีอื่นก่อน หลังจากรออยู่พักใหญ่ ทนายของ City ก็มา
ทนาย City : นึกว่าคุณจะไม่มาขึ้นศาล เป็นคำแรกที่พูดกับผม (แสดงว่า คนส่วนใหญ่ไม่มา ดีที่ผมเจอเวปชมรมก่อนไม่งั้น ผมคงเป็นหนึ่งในนั้น)
ผม : มาซิครับ
ทนาย City : แล้วเอางัยดีกับยอดฟ้อง ของคุณ (เขาก็อธิบายของเขาไป โดยที่ผมยังไม่ได้บอกเขาเกี่ยวกับหนังสือ H/C พร้อมทั้งสำเนาสลิปที่ผมจ่ายไปแล้ว 2 งวด)
ผม : หลังจากที่เขาอธิบายเสร็จ ผมก็บอกเขาว่าจะเลื่อนเนื่องจากได้ H/C แล้ว พร้อมทั้งแสดงเอกสาร H/C
ทนาย City : โห น่าจะบอกตั้งแต่แรก งั้นเลื่อนไปก่อนแล้วกัน ไว้คุณชำระเสร็จ ผมจะมาถอนฟ้องให้
หลังจากนั้นทางทนายก็จัดการทุกอย่างทั้งแจ้งต่อศาลและนำเอกสารเลื่อนนัดมา ให้ผมเซ็นชื่อ (ผมทำตามแนวทางของชมรมที่บอกว่า "ไปศาลต้องได้เซ็นชื่อด้วย")

นี่คื่อประสบการณ์ไปศาลครั้งแรกของผม ซึ่งคิดว่าน่าจะมีอีกหลายครั้ง จึงอยากมาเล่าให้เพื่อนๆ ที่นี่ได้ฟังบ้าง เพื่อจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ตัวอย่างการคำนวณภาษ๊ ลดหย่อนจากประกันชีวิต

ตัวอย่างที่ 3 นาย ก. มีเงินได้มีเงินได้ทุกประเภทภาษีรวมทั้งปีเท่ากับ 3,400,000 บาท ได้ซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ของตนเองไว้รวมปีละ 60,000 บาท ได้ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญไว้ 300,000 บาท และซื้อหน่วยลงทุน RMF ไว้ในปีเดียวกันถึง 360,000 บาท นาย ก. สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้ดังนี้



(1) คำนวณยอดการใช้สิทธิหักไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ แล้วพักไว้มีเงินได้ทั้งปี 3,400,000 บาท ไม่เกินร้อยละ 15 มีเพดานสูงสุดเท่ากับ = 3,400,000 X 15% = ไม่เกิน 510,000 บาท

(2) นาย ก. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 60,000 บาท ให้นำเบี้ยประกันไปใช้สิทธิหักเบี้ยประกันชีวิตปกติก่อน 60,000 บาท คงเหลืออีก 40,000 บาท (100,000 - 60,000 = 40,000 ) จึงนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาใช้สิทธิให้ครบ 100,000 บาท







(3) นาย ก. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ 300,000 บาท คงเหลืออีก 260,000 บาท (300,000 - 40,000) นำมาเปรียบเทียบกับตาม 1. พบว่าไม่เกิน จึงสามารถใช้สิทธิหักเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้เต็ม 200,000 บาท

(4) นำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 บาท ไปรวมกับเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF 360,000 บาท = 560,000 (200,000 + 360,000) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท พบว่า เกินวงเงินที่สามารถหักได้รวม 60,000 บาท (560,000 - 500,000 = 60,000)

(5) นำสิทธิที่สามารถหักเบี้ยประกันแบบบำนาญตาม 3. 200,000 บาท มาหักกับวงเงินที่เกินสิทธิหักได้ 60,000 บาท คงเหลือสิทธิที่หักได้จริง 140,000 บาท (200,000 – 60,000 = 140,000 บาท )




นาย ก. สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้ 180,000 บาท โดยนำไปหักลดหย่อนในส่วนของเงินประกันชีวิตปกติ 40,000 บาท รวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 60,000 บาท รวมเป็นเบี้ยประกันชีวิตปกติ 100,000 บาท และในส่วนของเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญอีก 140,000 บาท

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน

            แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณีหรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตาม กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน

 หลักเกณฑ์

 (1) เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

(2) ต้องเอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในไทย

(3) มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ จะจ่ายเท่ากันทุกงวดหรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกัน ก็ได้ โดยจะจ่ายตามการทรงชีพที่อาจมีการรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน

(4) มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น และต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ก่อนได้รับผลประโยชน์


 ตัวอย่างที่ 2 นาย ง. มีเงินได้ปีละ 1,350,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพปีละ 120,000 บาท ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญปีละ 250,000 บาท จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 135,000 บาท และจ่ายค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF จำนวน 100,000 บาท นาย ง. สามารถหักค่าลดหย่อนและยกเว้นภาษีได้ดังนี้

(1) คำนวณยอดการใช้สิทธิหักไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ แล้วพักไว้ = 1,350,000 x 15 % = 202,500 บาท

(2) นาย ง. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพ 120,000 บาท ให้นำเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพไปใช้สิทธิหักเบี้ยประกันแบบปกติก่อน 100,000 บาท ส่วนที่เกิน 100,000 บาท(20,000 บาท) ตัดทิ้งเพราะหักเบี้ยประกันชีวิตแบบปกติครบถ้วนแล้ว

(3) นำยอดเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่จ่ายจริง 250,000 บาท เทียบกับวงเงินตาม 1. พบว่าเกิน 15% (202,500 บาท) และเกิน 200,000 บาท จึงสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้เต็ม 200,000 บาท

(4) นำยอดค่าเบี้ยประกันภัยแบบบำนาญที่สามารถหักได้ตาม 3. ไปรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท = 200,000 + 135,000 + 100,000 = 435,000 บาท พบว่าไม่เกิน

นาย ง. สามารถหักเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพได้ 100,000 บาท และหักเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้ 200,000 บาท

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปลดหนี้บัตรเครดิต

มผ่านมาทุกอารมณ์ เกือบๆทุกเหตุการณ์อันเป็นผลกระทบมาจากปัญหาหนี้ ล้วนเจอะเจอคล้ายกับหลายๆท่านครับ ต่างกรรมต่างวาระ ว่ากันไป

มาถึงวันนี้ วันที่ผมได้อิสรภาพ เป็นไทแล้ว
ตลอดระยะทางการต่อสู้แก้ไขกับปัญหา ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆเยอะแยะมากมาย
จึงอยากจะขอมาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับท่านที่ยังประสบปัญหาอยู่ เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ พอสรุปได้ดังนี้ครับ

1.) สาเหตุของการเป็นหนี้ คือความพ่ายแพ้ต่อ "กิเลส"ตน บวกกับ "การขาดวินัย"ในการจัดการเรื่องเงินทอง
อยากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า เงินทองต้องใส่ใจ ต่อไปอย่าได้ประมาทเรื่องเหล่านี้ อย่าได้โทษใครเลย โทษตัวเองแหละครับ

2.) เมื่อเป็นหนี้แล้ว อย่าเพิ่มหนี้มาแก้หนี้ เพราะจะยิ่งทำให้หนี้พอกพูน ผมจากหนี้หลักไม่กี่แสนกลายมาเป็นหนี้หลักล้านเพราะใช้วิธีนี้

3.) ตั้งสติและยอมรับความจริงเกี่ยวกับสถานภาพการเงินของเราให้ได้ เอาชีวิตประจำวันและครอบครัวเราให้รอดก่อน อย่าหลอกตัวเอง
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันจะได้ให้เราจัดการปัญหาได้เร็วขึ้น

4.) หากคำนวณภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแล้วไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ ให้หยุดจ่ายหนี้ไปเลย
อย่าไปกลัวเรื่องติด Blacklist เครดิตบูโร เพราะตรงจุดนี้มันจะทำให้เราสามารถเก็บเงินที่เหลือบางส่วนได้เป็นก้อนเพื่อ ไปต่อรองชำระหนี้

5.) ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับพวกทวงหนี้ หากสถานการณ์ตอนนั้นเรายังไม่พร้อมจ่าย เพราะยิ่งคุย สุขภาพจิตเรายิ่งเสีย ไม่เกิดประโยชน์
พวกนี้ถูกฝึกถูกสอนทางจิตวิทยามาเพื่อให้เราเกิดความกลัวหรือความอาย มันเป็นงานเค้า แต่เราต้องดึงตัวเองออกมาจากเกมส์นั้นให้ได้

6.) ผมหยุดจ่ายทุกบัญชีพร้อมกันรวม 10 บัญชี ตั้งแต่ปี 2550
จัดการทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างจริงจัง หารายได้เสริม ( รายได้ -เงินออม =รายจ่าย) ต้องแบบนี้เท่านั้นถึงจะได้ผลเก็บเงินได้
จากนั้นทยอยเจรจาจ่าย Hair cut เคลียร์ที่ละรายที่เราสามารถจ่ายได้ก่อน
ในช่วง 2 ปีแรกปิดได้ 6 บัญชี แต่อีก 4 บัญชีหลังทยอต่อรองและปิดมาเรื่อยๆ รวมใช้ระยะเวลาถึง 7 ปีถึงสามารถปิดได้บัญชีสุดท้ายได้ โล่งสุดๆเลยครับ

7.) ขอยืนยันว่าการ Hair cut เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดกว่าการปรับโครงสร้างหนี้ ครับ
บางบัญชีผมต่อรองได้ถึง 70% บางบัญชีได้ 30% มากน้อยขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทั้ง 2 ฝ่ายที่สามารถตกลงกันได้ แต่โดยรวมแล้วการ Haircut มักจะไม่เกิน 50% ยอดหนี้รวม
ผมว่าได้แค่นี้ก็หรูแล้วนะครับ ยิ่งเคลียร์หมดเร็ว ยิ่งสบายใจเร็ว ไม่ต้องรอให้ได้ส่วนลดถึง 60-70% เสมอไปหรอก ของผมยอดเงินชำระหนี้ล้านกว่าๆ สุทธิอยู่ที่ประมาณ 5 แสนกว่าบาท

8.) การถูกฟ้องศาล เท่าที่ผ่านมาผมก็เคยไปขึ้นศาลแต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์หรือส่วนลดมากมายอะไร เพราะศาลท่านตัดสินไปตามหลักฐานที่ส่งเข้าไป ทำให้เสียเวลา เสียเงินค่าทนายเพิ่มไปอีก
ดังนั้นหลังๆหากมีฟ้องศาลผมก็ไม้ไปแล้ว ให้ศาลท่านตัดสินไปเลย ต่อให้มีผลตัดสินออกมาแล้ว ก็สามารถต่อรอง Hair cut กับเจ้าหน้ได้อยู่ดีครับ
อย่างที่บอกมันขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย

9.) กรมบังคับคดี ส่งเรื่องมายังบริษัทเพื่ออายัดเงินเดือน อันนี้ก็เจอมาแล้วแต่ยังไม่ถูกอายัดนะครับ
ให้เรารีบประสานกับฝ่ายกฏหมายของบริษัทเราเพื่อให้เค้าชลอเรื่องก่อนส่งไป ฝ่ายบุคคล จากนั้นให้เรารีบมาดำเนินการต่อรองเคลียร์กับเจ้าหนี้รายนี้ให้เร็วที่สุด ก่อน
แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ จะยอมให้อายัดไปก็ได้เพราะยังไงก็อายัดได้ไม่เกินกฏหมายกำหนด แต่สำหรับคนเงินเดือนสูงๆ ผมว่าอย่าให้อายัดเลยครับ รีบต่อรอง haircut จะดีที่สุด เพราะหากถูกอายัดจะเท่ากับเราต้องจ่ายหนี้ก้อนนั้นเต็มๆ เสียดายตังค์ครับ

10.) แปลงสินทรัพย์ที่ยังไม่จำเป็นให้เป็นเงินก่อน เพื่อมานำมาต่อรองชำระหนี้
ยิ่งหมดหนี้เร็วยิ่งสบายใจเร็ว อย่าไปยึดติดกับวัตถุสิ่งของมากมายเลยนะครับ หากหมดหนี้สินแล้ว ทรัพย์สมบัตินอกกายเหล่านี้เราก็สามารถหาใหม่ได้ครับ

11.) เอกสารหนังสือยืนการต่อรอง hair cut โดยส่วนใหญ่จะได้ หนังสือยืนยัน 2 ฉบับ
ฉบับแรก คือ หนังสือยืนยันการเจราต่อรองยอดเงินที่จะปิด และภายในระยะเวลาเท่าไหร่
ท่านต้องได้หนังสือยืนยันก่อนเท่านั้น ถึงจะไปชำระเงินนะครับ หากยังไม่มีหนังสือมา ห้ามชำระเงินเข้าไป เดี่ยวจะกลายเป็นชำระขั้นต่ำ สำคัญมากนะครับ
ฉบับที่สอง หนังสือยืนยันการปิดบัญชี โดยส่วนใหญ่จะได้รับภายใน 15 วันหลังจากชำระเงิน
ตรงนี้ต้องเน้นย้ำ จดชื่อเบอร์โทรเจ้าหน้าที่ที่เราเจรจาไว้ให้ดี หากไม้ได้ตามนัดจะได้ติดต่อทวงถามได้ สำหรับผม ทุกกรณีไม่เคยเกิน 15 วัน

12.) เชคเครดิตบรูโรบ้าง ก็เป็นการดีนะครับ
เพราะจะได้รู้ว่าเราเหลือค้างเจ้าหนี้รายไหนบ้าง ยอดสุทธิเป็นเท่าไหร่
ทุกวันนี้สถาบันการเงินมีการขายหนี้ให้กันไปมาครับ เราจะได้ไม่งง หากวันไหนมีการโทรมาทวงจากเจ้าหน้าที่ จากสถาบันที่เราไม่เคยกู้ไงครับ


ยอมรับว่าช่วงแรกๆประมาณ 3-4 เดือนทีอยู่วังวนกับปัญหาหนี้ เจอทางตันไม่เจอทางออก มันทุกข์มาก
(ทั้งถูกโทรข่มขู่ ส่งคนมาดักที่ทำงาน โทรมาเวลาพักผ่อน วันหยุด โทรติดต่อฝ่ายบุคคลบริษัทเพื่อหวังกดดันให้กลัวและอับอาย)
เพราะในช่วงก่อนหน้านี้รัฐยังไม่มีการคุมเข้มการทวงหนี้มากนัก แต่มาภายหลังมีกฏหมายมาควบคุมให้เข้มขึ้นเน้นสิทธิส่วนบุคคลมากข้น จึงทำให้การทวงหนี้ภายหลังดีกว่าแต่ก่อนเยอะมากครับ

พอตั้งสติได้ ค้นหาวิธีแก้ไข ซื้อหนังสือจัดการหนี้ต่างๆมาอ่าน ได้มาเจอเวบชมรมหนี้บัตรเครดิต ทำให้พบทางสว่างของการจัดการปัญหาหนี้
สามารถใช้ชีิวิตได้ปกติสุขท่ามกลางหนี้สินครับ คิดแค่เพียงว่าเราต้องเคลียร์ได้แน่นอน ช้าเร็วตามความพอดีของชีวิต
ชีวิตเรายังมีเรื่องที่ต้องสนใจ ต้องดูแล ให้ความสำคัญอีกเยอะครับ หนี้เป็นเพียงบททดสอบหนึ่ง แต่อย่าให้มันเป็นทั้งหมดของชีวิตนะครับ
เราเป็นหนี้สุดท้ายเราก็ต้องชดใช้ เราไม่ได้ทำผิดกฏหมายหรือเป็นอาชญากรนะครับ
ดังนั้นอย่ากลัว อย่าอาย ยิ้มสู้กับความจริงนะครับ
ผมกล้าพูดได้เลยว่า 6 ปีช่วงที่แก้ไขปัญหาหนี้ ผมใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มันอยู่ที่มุมมองชีวิตครับ (มีเพียงปีแรก จะยังทุกข์ กังวล สับสน กลัวต่างๆนานาไป)

ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านในที่นี้มากๆครับ ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ให้กำลังใจกันและกัน
ขออวยพรให้ท่านที่ยังมีหนี้อยู่ สามารถปลดหนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว และพบหนทางแห่งอิสระ

Freedom Way
โชคดีครับผม

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เตรียมเรื่องการเงินให้พร้อม...ก่อนคิดจะลาออก

รายการ Money Plus ออกอากาศทาง FM.101 ทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ 15.00-17.00 น.
ประจำวัน เสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2557
ดำเนินรายการโดย คุณยุทธนา กระบวนแสง

บทสนทนา
คุณยุทธนา   : สวัสดีครับเหมี่ยวครับ
คุณฉัตรพงศ์ : สวัสดีครับพี่ยุทธและท่านผู้ฟังครับ
คุณยุทธนา   : เดี๋ยวนี้ผู้คนมักจะเออรี่รีไทร์ด้วยอายุน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเหมี่ยวว่าไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ : คนใกล้ๆ ตัวก็มีเหมือนกันครับ
คุณยุทธนา   : คนที่เตรียมที่ลาออกจากงานเพื่อจะไปเป็นเถ้าแก่เป็นเจ้าของธุรกิจหรือว่า เปลี่ยนงานใหม่  ในเรื่องการเงินมันมีสิ่งที่ต้องคิดต้องคำนวณให้ดีก่อนไหมว่าเราพร้อมหรือ ยังที่เราจะลาออก
คุณฉัตรพงศ์ : การเออรี่รีไทร์แบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยง  คือจากเดิมที่เราทำงานได้เงินเดือนก็รู้อยู่แล้วสิ้นเดือนจะได้เท่าไหร่  กลายเป็นว่าเออรี่ปุ๊บรายได้เข้ามาไม่แน่นอนแล้ว  และในทางกลับกันบางทีเราเคยได้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากนายจ้าง  เวลาออกไปปุ๊บสวัสดิการบอกว่าไม่มีแล้ว  จะต้องจ่ายด้วยตัวเอง  ค่ารักษาพยาบาลบางทีก็อาจจะไม่น้อย  ดังนั้นก่อนที่จะเออรี่รีไทร เช็คตัวเองให้พร้อมก่อนในเรื่องของการเงินซึ่งก็จะเป็นหัวข้อที่เรามาคุยกัน ในวันนี้

คุณยุทธนา   : วิธีแก้ไขคืออะไรครับ
คุณฉัตรพงศ์ : ก็คือมีการทำอาชีพเสริมได้จริงๆ ก็ควรทำเตรียมไว้เป็นการปูทางให้เรา  คือเมื่อพร้อมเมื่อไหร่ อาชีพเสริมสามารถสร้างรายได้ได้อย่างเสถียรค่อยออกตอนนั้นยังไม่สาย  คราวนี้ก็มีคำถามว่าสำหรับคนที่ไม่มีอาชีพเสริมทำล่ะจะทำยังไงดี  จริงๆ ก็ต้องเล่าเรื่องเพื่อนของผมคนหนึ่งก็เรียกว่าลาออกมาจากที่ทำงานเดิม  ตอนนั้นเงินเดือนไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท  แต่ก็ตัดสินใจลาออกโดยที่ตัวเองก็ไม่เคยทำอาชีพเสริมอะไรมาก่อน  เขาลาออกไปขายประกันแต่ที่น่าสนใจคือเขาตัดสินใจลาออกเลย  ไม่มีอะไรรองรับเลย  ผมสงสัยมากเลยถามว่าตกลงเลี้ยงชีพได้ยังไง  แต่เดิมมีเงินเป็นแสน  เขาบอกไม่มีปัญหาอะไรมีการเตรียมตัวอยู่แล้ว  เทคนิคของเขาคือว่าเขามีการซื้อคอนโดมาแล้วก็ปล่อยให้เช่า  มีรายได้จากค่าเช่าคอนโด  คอนโด 2 ที่ด้วยนะครับ  กรุงเทพที่หนึ่ง หัวหินที่หนึ่ง  คือในแต่ละเดือนเรียกว่าได้รายได้มาเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว  ดังนั้นเขาบอกว่าเขาใช้เวลาที่เหลือในการทำสิ่งที่เขาชอบได้เลย  จะให้คำปรึกษาการเงิน  จะไปขายประกันเขาสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะขายได้ไหม  ตัวนี้เรียกว่า แพสซีฟอินคัม  คือต้องบอกว่าการที่เราทำงานได้เงินเดือนปกติเรียกว่า แอคทีฟอินคัม  ต้องทำถึงจะได้  แพสซีฟอินคัมคือการที่เราหารายได้จากสินทรัพย์ที่เราสร้างมาอยู่แล้ว  อย่างกรณีของคอนโดเป็นกรณีหนึ่ง  ปล่อยคอนโดให้เช่าคอนโดจะสร้างรายได้ให้กับเราเรื่อยๆ  อันนี้คือเป็นแพสซีฟอินคัม

 บางคนบอกว่าไม่มีคอนโดใช้วิธีในการลงทุนก็ได้นะครับ  ยกตัวอย่างเช่นลงทุนในพันธบัตรหรือว่าลงทุนในหุ้นแล้วเราไดเงินปันผลกลับ คืนมา  ลงทุนกองทุนรวมได้เงินปันผลนี่คือลักษณะของแพสซีฟอินคัม  ดังนั้นหลักการง่ายๆ ก่อนที่เราจะลาออกเช็คก่อนว่าแพสซีฟอินคัมมีเพียงพอแล้วหรือยัง  คราวนี้คนก็จะถามต่ออีกแล้วต้องมีสินทรัพย์เยอะขนาดไหนถึงจะมีแพสซีฟอินคัม พอ  คือมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไปลงทุนรูปแบบไหน  สมมติยกตัวอย่างเช่นง่ายๆ ไม่ได้ทำอาชีพเสริม  ไม่ได้มีคอนโดหรือว่าลงทุนอย่างเดียว  กองทุนแบบความเสี่ยงต่ำคือกองทุนรวมตลาดเงินหรือ Money Market Fund  ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณสัก 2.5% ต่อปี  ก็ลองคำนวณดูถ้าเกิดเราจะมีเงินต่อเดือนมาสักประมาณ 1 หมื่นบาทเราจะต้องมีการลงทุนใน Money Market Fund  กองไว้จำนวน 5 ล้านบาท  ดังนั้นใครก็ตามบอกว่าอยากมีรายได้เยอะกว่านั้น  อย่างเช่นว่ามีแพสซีฟอินคัม 3 หมื่นบาทต่อเดือน  ตรงนี้ก็ต้องมีเงินกองไว้ใน Money Market Fund  จำนวนทั้งสิ้น 15 ล้านบาท  นี่แหละครับเป็นเช็คลิสต์

คุณยุทธนา   : แต่ถ้าเกิดว่าเป็นคอนโดถ้าปล่อยเช่า  ผลตอบแทนประมาณสัก 7% ต่อปีใช่ไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ :  ผลตอบแทนสัก 6-7% ต่อปีได้ครับ  คราวนี้ถ้าเราลองคำนวณกลับ  คืออยากมีรายได้เดือนละ1 หมื่นบาท  มูลค่าของคอนโดน่าจะอยู่ที่ประมาณสัก 2 ล้านบาท  มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่น  ดังนั้นใครอยากมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นบาท  คอนโดมูลค่า 6 ล้านบาทน่าจะเพียงพอที่จะช่วยตอบโจทย์ได้  เขาเรียกว่าเป็นกลวิธีในการเตรียมแพสซีฟอินคัมให้พร้อม  ดูแลเรื่องรายได้ก่อนที่จะลาออก

คุณยุทธนา   : ไปดูประเด็นต่อไปก็คือเรื่องสวัสดิการซึ่งตอนกินเงินเดือนก็มีอยู่  แต่พอเราลาออกสวัสดิการต่างๆ นอกเหนือจากประกันสังคมมันก็จะหายไปเลยนะ  อย่างค่ารักษาพยาบาลหรือการประกันอุบัติเหตุบางส่วน  อันนี้เราควรหาทดแทนไว้ก่อนด้วยใช่ไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ : จริงๆ ควรครับ  คือจะว่าไปเรื่องนี้สำคัญ  อย่างผมเองรู้ตัวเองคือว่าผมไปหาหมอค่อนข้างบ่อยคือมีโรคประจำตัวก็เรียกว่า ปีๆ หนึ่งเสียค่าหมอหลายหมื่น  แต่พอดีเบิกแบงก์ได้เซฟเงินไป  แต่สำหรับคนที่บอกว่าลาออกมาเองแล้วดูแลตัวเอง  ต้องหาสิ่งที่มาชดเชยในเรื่องนี้  ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ 2 แนวทาง  แนวทางแรกคือการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐซึ่งคือการทำประกันสังคมนั่นเอง  คือตอนสมัยที่เราเป็นลูกจ้างอยู่เราจะถูกเรียกว่าผู้ประกันตนตามมาตรา 33 คือเราจะมีการจ่ายเงินเข้าประกันสังคมเดือนละ750บาท  นายจ้างก็ช่วยเราสมทบเงินเข้าไปในส่วนนี้ด้วย  ทำให้เราได้สวัสดิการตัวหนึ่งมาเรียกว่าสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล  เป็นผู้ป่วยนอก  เป็นผู้ป่วยในตรงนี้เราได้ค่ารักษาพยาบาลหมด  บางทีนายจ้างใจดีก็คือบอกว่ามีค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่งแถมมาให้อีกต่างหาก  แต่ว่าเวลาเราลาออกสิทธิที่เราได้จากประกันสังคมจะหายไปเพราะว่านายจ้างเลิก ส่งเงินเข้าแล้ว  ถามว่าจะแก้ยังไง  แก้ง่ายๆ ครับคือเราไปสมัครเป็นผู้ประกันตนเอง  อันนี้สามารถทำได้จะเรียกว่าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39

คุณยุทธนา   : เดือนหนึ่งจ่ายเยอะไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ : เดือนหนึ่งจ่ายแค่ประมาณ 432 บาทเท่านั้นเอง  แต่มีเงื่อนไขที่จะต้องทราบคือเวลาเราลาออกปุ๊บต้องสมัครเป็นผู้ประกันตนภาย ใน 6 เดือนถึงจะได้เงื่อนไขตามมาตรา 39  ข้อสองคือช่วยเหลือด้วยตัวเองคือไปซื้อประกันสุขภาพ  ซื้อประกันต่างๆ ด้วยตัวเอง  อย่างน้อยผมว่าสิ่งที่ควรมีคือประกันโรคร้ายแรง  ประกันอุบัติเหตุก็ควรมี  จริงๆ ควรมี ทั้ง 2 อย่างเลยเพราะว่าโรคร้ายแรงเวลาเกิดเหตุใช้เงินเยอะนะครับ  แต่ว่าเวลาเราจ่ายเบี้ยประกันจ่ายแค่ประมาณหลักพัน  ซึ่งทำแล้วมันคุ้มกว่ากันเยอะ
คุณยุทธนา   : บางคนอยากจะลาออก  อยากจะเออรี่ก่อนอายุ 55 แต่ก็เคยลงทุน RMF เอาไว้ทำยังไงดีครับ
คุณฉัตรพงศ์ : บางคนบอกว่าลาออกก่อนอายุ 55 ทำยังไงดี  คือจำเป็นที่จะต้องซื้อ RMF อย่างต่อเนื่องหรือเปล่า  จริงๆ ควรซื้ออย่างต่อเนื่อง  คือถ้าเรามองดูแล้วเวลาเราลาออกมาเราไม่ได้ลาออกแล้วไม่มีรายได้  นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ใช่อย่างนั้น  คือเราลาออกมาเพื่อที่จะหางานทำต่อ  แปลว่าในแต่ละปีเรายังคงมีรายได้เข้ามาอยู่  ดังนั้นก็ควรรักษาสิทธิการลงทุนใน RMF ด้วยการซื้ออย่างต่อเนื่องทุกปี  ซื้อขั้นต่ำก็ได้ครับตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 3% ของรายได้หรือ 5,000 บาทแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า  แต่ถ้าเกิดจำง่ายๆ ผมว่าซื้อไปเลยครับ 5,000 บาททุกปีๆ ซื้อไปเรื่อยๆ

คุณยุทธนา   : แต่ถ้าเราหยุดซื้อRMF เพราะเราไม่มีรายได้จริงๆ อันนี้ทำได้ไหม
คุณฉัตรพงศ์ : จริงๆ สามารถทำได้ครับ  เพียงแต่ว่ามันก็จะเสียสิทธิเรื่องการนับอายุปี  เวลาเขานับอายุปีไม่น้อยกว่า 5 ปีนับเฉพาะปีที่เราซื้อเกิดปีไหนเราไม่ได้ฟันหลอขึ้นมาปีนั้นเราจะไม่ได้มี การนับอายุ RMF  อีกอย่างที่ต้องระวังก็คือว่าถึงเราไม่ซื้อ RMF ก็ตามด้วยเหตุที่เราไม่มีรายได้  ปีนั้นยังจำเป็นที่จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.อยู่โดยที่ถึงแม้รายได้เป็นศูนย์ก็ต้องยื่น  เพราะเป็นการรีจิสเตอร์หรือว่าลงทะเบียนในระบบกรมสรรพากรว่าปีนี้ไม่มีราย ได้จึงไม่ได้ซื้อ RMF
คุณยุทธนา   : อีกประเด็นหนึ่ง  มนุษย์เงินเดือนที่อยู่กับบริษัทที่มีกองทุนเลี้ยงชีพอันนี้ถือว่าเป็นสวัสดิการจากนายจ้างเลยใช่ไหมครับ
คุณฉัตรพงศ์ : ต้องเรียกว่าประมาณสัก 1 ใน 5 ของแรงงานในระบบเท่านั้นครับถึงมี Provident Fund ดังนั้นใครก็ตามที่มีส่วนนี้ไว้ถือว่าคุณเป็นผู้โชคดี  คำถามจะเกิดว่าตกลง Provident Fund คือเราออกก่อนที่จะเกษียณคือก่อนที่อายุครบ 55 มันก็จะเกิดผลอะไรบ้าง  จริงๆ แล้วจะว่าไปคือเงิน Provident Fund ส่วนหนึ่งถ้าเกิดเราถือยาวไปจนถึงอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วก็เป็นสมาชิกกองทุนมาค่อนข้างนาน  ตรงนี้กรมสรรพากรจะให้สิทธิตัวหนึ่งเรียกว่าสิทธิในการยกเว้นรายได้  คือเงินที่ถอนมาจาก Provident Fund ได้รับสิทธิว่าไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ของเรา  แปลว่าไม่ต้องเสียภาษีทั้งก้อนเลยนั่นเอง  แต่สำหรับคนที่มีการเออรีรีไทร์ลาออกก่อนอายุ 55 ปี  ยังไงก็ต้องภาษีอยู่ดี  เพียงแต่ว่าจะเสียมากเสียน้อยมันต้องดูเงื่อนไขอื่นประกอบเรียกว่าอายุการ ทำงาน  ซึ่งเขาจะมีเกณฑ์ไว้ 2 อัน  คืออายุงานน้อยกว่า 5 ปีกับอายุงานมากกว่า 5 ปี  ถ้าเกิดอายุงานน้อยกว่า 5 ปีเวลาเราถอนเงินจาก Provident Fund เงินมันจะออกมา 4 ส่วน ส่วนแรกคือเงินที่เราใส่เข้าไปเรียกว่าเงินต้นของเรากับผลประโยชน์ที่เกิด จากเงินต้นของเรา  อันนั้นเป็น 2 ส่วนแรก  2 ส่วนหลังคือเงินที่เกิดจากนายจ้างเรียกว่าเงินที่นายจ้างช่วยเราสมทบเป็น เงินต้น  กับผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบของนายจ้าง  เวลาเงินตรงนี้ออกมาเรานำ 3 เรื่องมาใช้  คืออย่างแรกผลประโยชน์จากเงินออมของเรา  อย่างที่ 2 คือเงินสมทบของนายจ้าง  และอย่างที่ 3 ก็คือผลประโยชน์จากเงินสมทบของนายจ้าง 3 ส่วนนี้นำมารวมกันแล้วถือว่าเป็นรายได้ที่เราจะต้องยื่นในแบบ ภ.ง.ด. ตามปกติ  แปลว่าฐานภาษีเราเท่าไหร่เสียตามนั้นเลยครับสำหรับคนที่อายุการทำงานน้อย กว่า 5 ปีแล้วลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาก่อน  พอในส่วนที่ 2 บอกว่าอายุการทำงานมากกว่า 5 ปี  ตรงนี้เรายังต้องเสียภาษีอยู่แต่ว่าจะมีสิทธิพิเศษคือเรียกว่าเสียภาษีในใบ แนบ  คำว่าใบแนบเรานำก้อนเงิน 3 ก้อนมารวมกันทั้งผลประโยชน์จากเงินสะสมของตัวเราเอง  เงินสมทบจากนายจ้างและผลประโยชน์เงินสมทบจากนายจ้าง  นำมารวมกันมันจะมีสูตรการคำนวณแบบพิเศษ  เรียกว่าเอา 7,000 คูณอายุงาน  แล้วก็เอาไปหักกับจำนวนเงินก้อนนั้น  เหลือเท่าไหร่เอามาหารครึ่ง  ส่วนที่เหลือถึงค่อยนำมาอยู่ในใบแนบเพื่อที่จะเตรียมเสียภาษีนั่นเอง  ก็เรียกว่าช่วยลดทอนจำนวนเงินที่เราจะต้องเสียภาษีลงได้ค่อนข้างเยอะเลยที เดียว  ดังนั้นใครก็ตามถ้าบอกว่าอยู่ยังไม่ถึง 5 ปี หรือว่า 4 ปีนิดๆ อดใจรอให้ถึง  5 ปีก่อนนะครับแล้วค่อยออกมา  ช่วยประหยัดภาษีลงได้ครับ
คุณยุทธนา   : อยากให้เหมี่ยวสรุปเลยครับว่าก่อนคิดจะลาออกต้องเตรียมให้พร้อมทางด้านการเงิน  ต้องเตรียมความพร้อมด้านไหนยังไงครับ

คุณฉัตรพงศ์ : ก็เรียกว่าเป็นเช็คลิสต์ 5 ข้อแล้วกันครับ
ข้อแรกคือมีสินทรัพย์เพียงพอที่จะสร้างแพสซิฟอินคัมให้เราถึงขนาดที่เรา ยังไม่มีรายได้จากการทำงานก็ยังเลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยรายได้แบบนี้
อันดับที่ 2 ก็คือว่า อย่าลืมในการที่จะสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนหลังจากที่เราลาออกเพื่อที่จะได้สิทธิการรักษาพยาบาลจากกองทุน ประกันสังคมอยู่
อันดับที่ 3 คืออย่าลืมในเรื่องของการทำประกันต่างๆ ทั้งสุขภาพ  โรคร้ายแรงรวมทั้งอุบัติเหตุ  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ
อันดับที่ 4 RMF ถ้าเป็นไปได้ออกมาปุ๊บยังไงก็ควรซื้ออย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ5,000บาท  จนกว่าจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
สุดท้ายสำหรับท่านที่มี Provident Fund ก็พยายามลาออกมาในช่วงที่มีอายุงานเกิน 5 ปีแล้วเพราะว่าจะได้เสียภาษีไม่ได้แพงมากเท่าไหร่
คุณยุทธนา   : ถ้ามีคำถามและอยากสอบถามโดยตรงไปยัง K-EXPERT ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทำได้รูปแบบไหนวิธีไหนได้บ้างครับ
คุณฉัตรพงศ์ : ทำได้ 2 ช่องทาง  ช่องทางแรกคืออีเมล์หาเราเลยครับที่ k-expert@kasikornbank.com หรืออีกทางหนึ่งคือโทรศัพท์มาหาเราก็ได้ที่เบอร์ 02-888-8888  และกด 09 เป็นสายตรงของ K-EXPERT ครับ
คุณยุทธนา   : วันนี้ขอบคุณอย่างสูงเลยนะครับเหมี่ยวครับ
คุณฉัตรพงศ์ : ขอบคุณครับพี่ยุทธและท่านผู้ฟังครับ
คุณยุทธนา   : สวัสดีครับ
คุณฉัตรพงศ์ : สวัสดีครับ

บูติกโฮเต็ล อาชีพในฝันของใครหลายๆใคร She's live someone's dream.



น้องคณะคนนึง จบทางด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมเกษตร
น้องไปเรียนต่อด้านสิ่งแวดล้อม ไปเป็นอาจารย์ทางใต้แป่บนึง  ออกมาเป็นคล้ายๆเซลล์แป่บนึง
กลับกรุงมาช่วยญาติทำร้านเสื้อ   บางทีเบื่อๆก็ไปเปิดร้านก๊วยเตี๋ยว  

ล่าสุดเจอกัน น้องดูแลอพาร์ทเม้นต์ 70 ห้องหน้ามหาวิทยาลัย  ดูแลบ้านให้ expat เช่าอีก 2 หลัง
ช่วงหลังน้ำท่วม น้องมาทำบูติกโฮเต็ล
บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่ง เลยนัดเจอกันที่บูติกโฮเต็ล  นั่งคุยกัน  

น้องเล่าให้ฟังว่า น้องไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อนและได้รู้จักคนคนหนึ่ง คุยกัน แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่ากำลังรีโนเวทบ้านแถวเทเวศ ซึ่งเป็นตึกแถวเก่า ใกล้กับท่าเรือเทเวศ  ที่คุณพ่อเขาใช้เป็นสำนักงานทนายความ
น้องเขากลับมาก็เกิดความสนใจ ประกอบกับเจ้าของบ้านได้รับตำแหน่งใหม่ต้องย้ายไปทำงานต่างประเทศ
น้องเลยหุ้นกับเพื่อนอีกสองคนเปิดบูติกโฮเต็ล   

ถามน้องว่าลงทุนไปเยอะไหม  น้องบอกว่าโชคดีที่เจ้าของบ้านรีโนเวทบ้านแบบจัดเต็มไป 3 ล้าน
น้องและเพื่อนๆขอเช่า  ตอนแรกเจ้าของก็ไม่ค่อยอยากให้เช่า แต่คิดไปคิดมาก็คงดีกว่าปล่อยบ้านไว้เปล่าๆ
น้องเลยได้สัญญามา 3 ปี  พร้อมกับลงทุนเพิ่มเติมไปอีก 300,000 บาท ได้ห้องพักมา 4 ห้อง
เปิดเมื่อตอนหลังน้ำท่วม ประมาณเดือนเมษา ปี 55 

ปี 55 กับ 56 น้องบอกว่าอัตราเข้าพักถือว่าใช้ได้และมีคนไปเขียนรีวิวในเวปจองโรงแรมให้คะแนนดี
ปี 57 ไม่ค่อยดี บางทีกำไรเหลือหลักพัน หรือเฉียดหมื่น 
ตอนแรกน้องกะจ้างฟร้อนต์หนึ่งคน แม่บ้านหนึ่งคน แต่ก็หาพนักงานฟร้อนต์ยากเต็มที่  เลยผลัดเปลี่ยนกันทำในสามคนเพื่อนกัน ผลัดกันมารับลูกค้า  และจ้างแม่บ้าน AEC หนึ่งคน ทำความสะอาด ทำอาหารเช้า
น้องบอกว่าชีวิตเปลี่ยนไป บางทีไปไหนไม่ค่อยได้ ต้องเผื่อรับลูกค้าเช็คอิน   บางทีก็นั่งเฉยๆ รอ  

เพื่อนของน้องที่ไปเจอกันวันนั้นด้วยบอกว่า แกชั้นอยากนั่งหายใจทิ้งบ้าง ทุกวันทำงานโรงงาน ฉันเบื่อ 
ก็เลยบอกว่าวันไหนวันหยุดก็ลองมาเป็นฟร้อนต์ดู จะได้ไม่เบื่อ
ถามน้องเขาประสบการณ์ประทับใจกับลูกค้าที่มาพักมีไรบ้าง

น้องบอกว่าล่าสุด ลูกค้าชาวรัสเซียหนุ่มสาวเข้ามาพัก และประกอบอาหาร คือ มันเอาเตาไฟฟ้ามาด้วย ทีนี้กลิ่นมันก็ออกไปรบกวนห้องอื่น  พี่พอลล่าพนักงานสาวชาว AEC ก็ภาษาไม่แข็งแรง ไปทำท่าเอามืออุดจมูกเตือน  ฝรั่งมันบอกว่าดูถูกอาหารมัน  มันบอกว่าที่พัทยาไอทำได้ ทำไมจะทำที่นี่ไม่ได้  ฮ่วย
น้องบอกว่า รายได้จากตรงนี้ก็ไม่ได้เยอะอะไรมาก  พอไปได้  พี่ก็ว่าน้องได้ทำในสิ่งที่อยากทำ นั่นก็ดีแล้ว ไม่ใช่เหรอ

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แนวทางรับมือเมื่อได้รับหมายศาลแบบบ้านๆ โดยคุณแก้วจ๋า ชมรมหนี้บัตรเครดิต

แก้วจ๋าขอออกตัวก่อนว่า ที่ตั้งกระทู้นี้ ไม่ใช่คิดว่า ตัวเองเป็นเซียนขึ้นศาล แค่ได้รับเกียรติจาก 11 เจ้าหนี้ยื่นฟ้องประมาณ 22 บัตรเครดิตและสินเชื่อเท่านั้นค่ะ แต่เห็นว่า ใครๆมักถามบ่อยเรื่องเกี่ยวกับหมายศาล ได้แล้วต้องทำตัวยังไงดี แก้วจ๋าจึงขอตั้งกระทู้นี้เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกเลือกไปพิจารณาปรับให้ เข้ากับมูลหนี้และความสามารถของตัวเองนะค่ะ

แก้วจ๋าขอเน้นแนวทาง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนะค่ะ ไม่เน้นข้อกฎหมาย ไม่เน้นทนาย แก้วจ๋าและชมรมฯ เข้าใจว่า ลูกหนี้ทุกคนมีความทุกข์มากพอแล้ว ไม่อยากให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มถ้าไม่จำเป็น เงินทุกบาททุกสตางค์ของคุณควรถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและในยามจำเป็น จริงๆค่ะ

ขอเกริ่นเรื่องระยะเวลาตามระบบก่อน โดยนับจากเดือนที่หยุดจ่ายค่ะ แต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ การติดต่อสื่อสารระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้เป็นไปด้วยดี สม่ำเสมอหรือเปล่าด้วยค่ะ ยิ่งลูกหนี้หนี ไม่รับ ไม่รู้ และมูลหนี้สูง ยิ่งส่งผลให้เจ้าหนี้เร่งส่งฟ้องก่อนหมดอายุความค่ะ

1-4 เดือน →ทวงหนี้ , 4-6เดือน→ เริ่มขอปรับโครงสร้างหนี้ , 6เดือนขึ้นไป→ เตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการฟ้องค่ะ

แก้วจ๋าเข้าใจความรู้สึกของทุกคน ที่ได้รับหมายศาลมาห้อยหน้าประตูหน้าบ้านครั้งแรกค่ะ มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีใครอยากได้อยากเจอสิ่งนี้หรอกค่ะ หน้าตาของหมายศาลค่ะ



P1000698_1.jpg



แต่อยากให้คิดในทางบวกว่า สิ่งนี้ใช่ไหมที่ทำให้เราเครียดและกลัวจนนอนไม่หลับ และแล้วเราก็ได้มันมาแล้ว เราควรยิ้มรับดีใจ เพราะเป็นวันที่รอคอยมานาน ให้กำลังใจตัวเองเหมือนเรากำลังถูกรางวัล Jackpot ก็ได้ค่ะ
อยากให้นึกว่า หมายศาลไม่ใช่คำประหารชีวิต ไม่ใช่จุดจบของคำว่า หนี้ค่ะ ยังมีอีกมากมายที่ต้องเจอหลังจากนี้ค่ะ แล้วการไปขึ้นศาลไม่ใช่วันไปชำระหนี้ค่ะ เราไปศาลเพื่อไปไกล่เกลี่ย ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบร้อน ตกใจกลัวหาเงินไม่ทันใช้เขาค่ะ ไม่ต้องพกเงินไปศาลมาก เอาแค่พอสำหรับเดินทางและทานอาหารทานน้ำค่ะ


 ความรู้สึกของแก้วจ๋าเมื่อได้รับหมายศาลแรก เป็นเคสของ Amex ที่ฟ้องหลังจากหยุดมา 6เดือน
วันนั้นแก้วจ๋าได้รับหมายศาลแรกเมื่อกลับจากที่ทำงาน กำลังนำรถเข้าจอด รปภ. ประจำสำนักงานของน้อง นำหมายศาลที่เปลือยเปล่ามายื่นให้ แก้วจ๋ารับด้วยความตกใจ ใจหายแม้จะเตรียมใจมาพอสมควร มองไปรอบตัวเห็นมีแต่สายตาความอยากรู้อยากเห็นว่า ทำไมคุณนายคุณหนูคนนี้ไม่เคยต้องไปเขตฯ ด้วยตัวเอง มีรถขับไปทำงานบริษัทฯระดับอินเตอร์ ถูกฟ้องเรื่องอะไร แก้วจ๋ารีบเดินจ้ำกลับเข้าบ้าน สมองยังมึน ไม่รู้จะจัดการยังไงกับหมายศาลข้างหน้านี้ เหมือนวินาทีนั้นชีวิตหยุดเดิน สติหลุดไปชั่วขณะ ถามว่า อายไหม ก็อายนะเข้าห้องมานั่งมองหมายศาลสักพักใหญ่ แล้วสูดหายใจให้เต็มปอด ขยับแว่นแล้วนั่งอ่านอย่างละเอียดและพยายามทำความเข้าใจแต่ละหน้า สรุป เมื่อพอเข้าใจ ก็ขอคำชี้แนะจากคุณอาค่ะ เอกสารทุกอย่างดูเหมือนถูกต้อง ขั้นตอนต่อไป คือ เดินหน้ารอวันไปศาลค่ะ คุณอาถามว่า ไปได้ไหม แก้วจ๋าอยากเรียนรู้ จึงตอบว่า ได้ค่ะ แม้ใจยังปอดๆ เอาน่า คงไม่มีอะไรน่ากลัวกว่าการรับโทรศัพท์ทวงหนี้อีกหรอกนะ เราสร้างหนี้เองก็ต้องมั่นใจเกิน 100 ที่จะจบหนี้ได้เองค่ะ ลุยเดี่ยวตั้งแต่เคสแรกค่ะ

 1 ครั้งแรกที่ได้รับหมายศาล

อยากแนะนำ ให้อ่านใบปะด้านหน้าอย่างเข้าใจ สำคัญที่สุด คือจำวันเดือนปี สถานที่ ที่ต้องไปขึ้นศาลค่ะ ตรวจดูชื่อเรา หมายเลขบัญชีหรือบัตรเครดิต ส่วนด้านในหมายศาลจะระบุคำฟ้อง ยอดฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้อยากได้คืน เอกสารเกี่ยวกับเจ้าหนี้ สำนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการฟ้อง ใบสมัครของเรา เอกสาร statement ตั้งแต่เริ่มใช้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อจนถึงวันหยุดชำระ และฟ้อง เอกสารหนังสือแจ้งการยกเลิกบัตรเครดิตหรือสินเชื่อ ความหนาบางของหมายศาลขึ้นกับระยะเวลาการเป็นสมาชิก และปริมาณการใช้ค่ะ ของแก้วจ๋ามาเป็นอย่างหนาเกือบทุกบัตร

อย่าลืมตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตัวเองว่า เจ้าหนี้ใช้สิทธิฟ้องคุณ

1 เกินกำหนดอายุความหรือไม่ โดย บัตรเครดิตอายุความฟ้อง 2 ปี ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลมีอายุความฟ้อง 5 ปี นับจากวันที่คุณผิดนัดชำระครั้งแรก..

2 การฟ้องถูกต้องหรือไม่ เช่น ฟ้องบัตรเสริมไม่ได้ ฟ้องศาลพื้นที่ที่ไม่ใช่ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของคุณไม่ได้ (เนื่องจากคดีผู้บริโภคต้องฟ้องพื้นที่ที่จำเลยมีทะเบียนบ้านอยู่เท่านั้น) เป็นต้น

หากเกิดกรณีดั่งข้างต้นนี้ สิ่งที่ควรกระทำคือ ต้องนำหมายศาลไปให้ทนายเขียนคำให้การแย้งว่าการฟ้องนี้ไม่ถูกต้อง และเป็นโมฆะค่ะ (แม้เจ้าหนี้ฟ้องไม่ได้แต่ยังทวงหนี้ต่อได้นะค่ะ)

  ขั้นที่สอง คือ การวางแผน

ต้องถาม และสำรวจตัวเองนับตั้งแต่วันที่หยุดชำระ จนถึงวันที่ฟ้อง มีการเตรียมตัวหรือเปล่า

2.1 คุณทำงานประจำ หรืองานส่วนตัว หรือตกงาน
2.2 ความสามารถในการหารายได้ และภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
2.3 จำนวนเงินออมเพื่อปลดหนี้มีถึงครึ่งของยอดฟ้องไหม (มีแต่ไม่ถึงครึ่ง หรือ ไม่มีเลย)
2.4 มีจำนวนเจ้าหนี้เท่าไร หยุดชำระพร้อมกันไหม (ใกล้จะฟ้องตามมาหรือไม่)
2.5 คุณมีทรัพย์สินชื่อคุณมากแค่ไหน (บัญชีเงินฝาก บ้าน รถ ที่ดิน และอื่นๆ ที่สามารถถูกอายัดได้ เป็นต้น ไม่ว่าจำนองหรือเป็นของตัวเอง)
2.6 ทัศนคติเกี่ยวกับการถูกอายัดเงินเดือน (หากมี) กับอายัดทรัพย์สิน
2.7 การขึ้นศาลที่กทม. และปริมณฑล หรือ ต่างจังหวัด (เพื่อทราบว่า คดีจะดำเนินการเร็วหรือช้า)


กรณี 1 ไม่มีทรัพย์สินเลย และตกงาน คุณสามารถเลือก

1 จะไปศาลเอง เพื่อทำให้ศาลเห็นเจตนาไม่หนี มีปัญหาเรื่องเงินจริงก็ได้ ศาลอาจเมตตาลดหย่อนดอกเบี้ยให้ค่ะ
2 ไม่ไปก็ได้ หากการเดินทางไปศาลมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ซึ่งแนะว่าควรเก็บเงินไว้ดีกว่า แล้วปล่อยให้ศาลพิพากษาตามฟ้อง ในกรณีนี้ อาจเสียเปรียบเจ้าหนี้ แต่ ณ วันนี้คุณควรเอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วค่อยกลับมาเคลียร์กับเจ้าหนี้ทีหลังเมื่อพร้อม เพราะเจ้าหนี้ไม่สามารถดำเนินการอายัดใดๆ จากคุณได้ค่ะ


กรณี 2 ไม่มีเงินเดือนผ่านแบงค์ ไม่มีเงินออม แต่มีทรัพย์สินครอบครอง

คุณมีความเสี่ยงสูงหากไม่ไปศาลเลย เจ้าหนี้จะใช้สิทธิตามกฎหมาย ยื่นเรื่องไปขออายัดทรัพย์สินที่สืบได้ค่ะ แม้ทรัพย์สินนั้นจะถูกจำนองกับแบงค์อื่นค่ะ หรือมีชื่อผู้กู้ร่วมค่ะ การไปศาลจะช่วยชะลอการดำเนินการทางกฎหมายได้บ้างค่ะ เพื่อเลือกที่จะปล่อยทรัพย์สินด้วยตัวคุณเอง ดีกว่าให้เจ้าหนี้ยึดแล้วขายทอดตลาดในราคากลางค่ะ เพราะเงินที่ได้สามารถนำมาต่อรองเพื่อปิด ได้มากกว่า 1 เจ้าหนี้ค่ะ


กรณี 3 มีเงินเดือน มีทรัพย์สิน ไม่มีเงินออม

ในส่วนของบ้าน หากคุณไม่ได้ดำเนินการใดตั้งแต่ต้น ว่าด้วยเรื่องเปลี่ยนจากผู้เป็นเจ้าของ เป็นผู้อยู่อาศัย หรือ เปลี่ยนมือจากผู้กู้ คุณก็ไม่ควรดำเนินในวันที่ได้รับหมายศาลแล้วค่ะ เพราะจะกลายเป็นการอำพรางทรัพย์ มีโทษต่อคุณ ส่วนรถ เจ้าหนี้อายัดไม่ได้จนกว่า คุณจะผ่อนชำระจนครบค่ะ

ในกรณีนี้ แก้วจ๋าเห็นว่า คุณควรไปใช้สิทธิขึ้นศาล เพื่อ 1 ซื้อเวลารอวันที่พร้อม 2 แสดงเจตนาอยากชำระหนี้ถ้าพร้อม แม้คุณอาจเสียเปรียบเจ้าหนี้ในการต่อรอง แต่ไม่เสียสิทธิค่ะ คุณสามารถต่อรองได้ อาจได้รับข้อเสนอที่มีส่วนลดไม่มากเท่ากับคนที่มีความเสี่ยงสูง หรือคนไม่มีอะไรเป็นของตัวเองค่ะ



  ขั้นที่สาม

การไปศาลตามนัดสืบ ส่วนนัดไกล่เกลี่ย จะไปก็ได้ไม่ไปก็ได้ ในกรณีบางคนได้รับการนัดไปศาล 2 ครั้งค่ะ อยากให้อ่านลิงค์นี้ น้องเขาทำดีมาก เล่าถึงการบรรยากาศไปศาลที่ไม่น่ากลัว ตั้งแต่เดินเข้าประตูจนถึงออกค่ะ
www.debtclub.consumerthai.org/index.php?option=com_kunena&view=topic&catid=6&id=18108&Itemid=64

3.1 นัดแรก

เพื่อไปรับฟังข้อเสนอจากเจ้าหนี้ โดยทั่วไป ทนายโจทก์จะได้รับมอบหมายอำนาจจากเจ้าหนี้ให้เจรจาต่อรองได้ แต่บางคนก็ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนก็ตาม หากรับทราบข้อมูลแล้ว ไม่สามารถทำตามได้ อย่าด่วนใจร้อน ให้กลับมาตั้งหลักใหม่ คุณสามารถเลื่อนนัดศาลครั้งนี้ไปก่อน ด้วยเหตุผลว่า ขอเวลาทนายโจทก์และศาลในการเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้นอกรอบค่ะ การเลื่อนด้วยปากเปล่าอาจได้รับการเห็นชอบประมาณ 1 เดือน หรืออาจมากกว่านั้นแต่ไม่เกิน 2 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่ศาลค่ะ ทำให้คุณมีเวลารวบรวมเงินเพื่อไปต่อรองกับเจ้าหนี้ สามารถเลื่อนนัดศาลได้ไม่เกิน 3 รอบด้วยปากเปล่าค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับฝ่ายโจทก์ยอมด้วยหรือไม่ค่ะ


3.2 ช่วงระหว่างรอการขึ้นศาลนัดที่ 2 คุณสามารถโทรสอบถามข้อเสนอจากสำนักงานที่ได้รับมอบหมายหรือเจ้าหนี้ตัวจริง ได้ค่ะ และต่อรองยื่นข้อเสนอตัวเองได้เช่นกัน การเจรจาจะสำเร็จผลได้ ต้องเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ บางครั้ง การไม่มีอะไรเป็นของตัวเองทำให้คุณได้เปรียบในการต่อรอง (นี้คือที่มาของการปล่อยวางค่ะ ถ้าทำได้คุณจะไม่มีอะไรต้องเสีย) และบางทีเราต้องใช้จิตวิทยาในการเจราจา ทำให้เจ้าหนี้เข้าใจเจตนาของลูกหนี้ที่ดีว่า ไม่หนี แต่มีไม่พอ หรือ ไม่มีแต่อยากปิดใจจะขาดหากได้ตัวเลขที่ทำได้ จะนำมาถวาย 555 เทคนิคการเจรจา สำคัญที่เราต้องทำให้ตัวเองมั่นใจก่อน จึงสามารถโน้มน้าวเจ้าหนี้ได้ค่ะ อย่าผูกมัดตัวเองด้วยการรีบตกลงในสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้ค่ะ เพราะหากคุณผิดนัดชำระตามสัญญา เจ้าหนี้อาจคุยต่อยากขึ้น งอแงและเขี้ยวมากขึ้น อีกทั้ง เจ้าหนี้สามารถเร่งกระบวนการทางกฎหมายเร็วขึ้น (การอายัดเงินเดือน/ทรัพย์สิน)


ในการนี้ ข้อตกลงดังกล่าว สามารถกระทำได้ 2 กรณี

1 ส่งเป็นหนังสือหนังสือยืนยันหลักฐาน ไม่ว่าจะทาง FAX หรือ ทาง Email ไม่จำเป็นต้องรอบุรุษไปรษณีย์ค่ะ ก่อนนัดที่ 2 ในกรณีนี้ หากการชำระปิดหนี้เกิดขึ้นหลังจากนัดที่ 2 คุณต้องไปตามนัดที่ 2 เพื่อขอเลื่อนนัดอีกครั้ง จนกว่าการชำระจะเสร็จสิ้น แล้วทางเจ้าหนี้จะเป็นผู้ดำเนินการถอนฟ้องค่ะ
หรือ

2 เมื่อถึงนัดที่ 2 ไปศาล เพื่อเซ็นในเอกสารชื่อ สัญญาประนีประนอมยอมความหน้าศาลซึ่งจะระบุรายละเอียดตามที่คุณได้ตกลงกับ เจ้าหนี้ก่อนหน้านี้ และถือว่าการฟ้องคดีเป็นอันสิ้นสุด หากคุณผิดนัดชำระ เจ้าหนี้จะดำเนินการเรียกเก็บดอกเบี้ย 15% ตามกฎหมายกับยอดหนี้ที่เหลือค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ขอให้ตรวจสอบเอกสารให้ละเอียดว่า ตรงกับข้อตกลงที่คุยกันหรือไม่ หากมีข้อสงสัย สามารถแจ้งแก้ไขได้ค่ะ อย่าได้เกรงใจใคร


การทำสัญญาประนอมยอมความหน้าศาลนั้น ไม่แนะนำให้ทำหากเกินความสามารถของคุณ
คุณต้องประมาณการรายได้ตัวเองหลังหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และจำนวนเจ้าหนี้ที่เหลือให้รอบคอบ หากรับยอมความเกิน 30 % ของรายได้หลังหัก คุณอาจกลับไปสู่วังวนขั้นต่ำเหมือนเดิม

แก้วจ๋าใช้วิธียอมความหน้าศาลเกือบทุกเคส ยกเว้น Amex เพราะพิจารณาแล้วว่า ตัวเองรับไหว
และแก้วจ๋าได้ต่อรองจนถึงที่สุดแล้วด้วยค่ะ หากเจ้าหนี้ไม่ลดหนี้ให้ แก้วจ๋าขอผ่อนรายเดือนต่ำไว้ก่อน
แต่ต้องปลอดดอกเบี้ยเท่านั้น จึงจะคุ้มค่าค่ะ แล้วพอผ่อนมาระยะหนึ่ง จะได้ส่วนลดจากเจ้าหนี้ เพื่อปิดหนี้ที่เหลือค่ะ

ในความเห็นของแก้วจ๋า เมื่อใดที่เจ้า หนี้ได้คำพิพากษามาอยู่ในมือแล้ว ลูกหนี้จะเป็นรองในการต่อรองค่ะ เจ้าหนี้จะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมลด ไม่ยอมคุย ไม่มีนโยบาย เพราะเขาเล็งเห็นว่า เขาถือไพ่เหนือกว่า เขาสามารถส่งคำพิพากษาไปขออายัดเงินเดือน ในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับเงินเดือนผ่านแบงค์ค่ะ แต่ข้อเสียสำหรับเจ้าหนี้ คือ เขาไม่ได้เงินทันที อีกทั้งคำพิพากษามักกำหนดให้จ่ายยอดเงิน (อาจตามคำฟ้อง) บวกกับดอกเบี้ยตามกฎหมายของเงินต้นนับตั้งแต่วันหยุดชำระ ในการนี้ ลูกหนี้ต้องจ่ายคืนในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างหมดก่อน เงินที่หัก 30% จึงมาหักเงินต้นทีหลัง ซึ่งแก้วจ๋าคิดเองว่า ไม่คุ้มเพราะแก้วจ๋าอยากลดหนี้ ไม่อยากได้หนี้เพิ่มค่ะ


3.3 เมื่อถึงกำหนดเวลานัดที่ 2 แต่ไม่ สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ไม่ว่าจะพยายามไกล่เกลี่ยกันหลายรอบแล้วก็ตาม คุณอาจตัดสินใจใช้วิธีสู้คดี ด้วยการเขียนคำให้การ ในประเด็นเรื่องดอกเบี้ย แต่ขอให้นึกด้วยว่า หากสู้คดีในประเด็นนี้ คุณต้องทำใจว่า ผลที่ออกมาอาจไม่ชนะ ผู้พิพากษาบางศาลอาจเห็นพ้องกับคำให้การ เห็นด้วยกับตารางหนี้ที่ส่งให้ แต่ก็มีหลายท่าน ไม่เห็นด้วย ท่านอาจมองว่า การเป็นหนี้เกิดขึ้นจริงด้วยความสมัครใจ และเมื่อเป็นหนี้ต้องชดใช้หนี้ค่ะ

คุณสามารถยื่นคำให้การเมื่อขึ้นนัด 2 หรือ นัด 3 ถ้ามี ศาลอาจให้เวลาก่อนนัดสืบพยาน 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณงานของศาลแต่ละแห่งค่ะ
คุณอาจใช้ช่วงเวลานี้เจรจากับเจ้าหนี้ หากผลตอบรับดี คุณอาจปิดหนี้ได้ก่อนนัดสืบ ทางฝ่ายทนายโจทก์และจำเลยก็จะดำเนินการถอนฟ้องค่ะ


3.4 นัดสืบพยาน หลังจากสืบพยานจบสิ้น ยังมีช่วงเวลารอคำพิพากษาอีกประมาณ 1 เดือน คุณอาจใช้โอกาสนี้ ถ้ายังไม่เห็นแววตกลงกันได้ พิจาณาทางเลือกว่า

1 จะยอมให้เจ้าหนี้อายัดเงินเดือน หรือทรัพย์สินไหม (ถ้ามี) การอายัดเงินเดือนสามารถอ่านได้จากลิงค์นี้ค่ะ

ข้อดีจากการถูกอายัด คือ ถือว่าเป็นการจัดระเบียบเจ้าหนี้หากมีมากกว่า 1 ราย และลูกหนี้ยังไม่มีความสามารถชำระหนี้ได้ไม่ว่างวดเดียวหรือผ่อนชำระ

2 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเป็นอีก 1 ทางเลือกค่ะ ถ้าฝ่ายโจทก์ชนะคดี และคำพิพากษานั้นออกมาทำให้คุณเสียเปรียบมาก การยื่นคำอุทธรณ์ต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับคำพิพากษาค่ะ ในการยื่นอุทธรณ์นั้นมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ต้องพิจารณาให้ดีด้วยค่ะ แต่การยื่นอุทธรณ์จะทำให้คุณมีเวลาเก็บเงินอีกหลายเดือนค่ะ

3 หักคอจ่าย ซึ่งตัวแก้วจ๋าเองเคยหักคอจ่ายไปแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเจ้าหนี้ต้องการมากกว่าจำนวนเงินที่จ่ายไปแต่ละเดือน 1 เท่าตัว วิธีนี้ ใช้ได้กับเจ้าหนี้บางรายเท่านั้นค่ะ และควรพิจารณาจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้เหมาะสมกับยอดหนี้ตามคำพิพากษาพร้อม ดอกเบี้ยค่ะ

แก้วจ๋า ขออภัยหากมีตกหล่น เก็บตกจากศาลไม่ครบ และหากมีผู้ใดมีข้อมูลดีกว่า ก็มาแชร์กันนะค่ะ หวังว่าสิ่งที่แก้วจ๋าเล่ามา คงช่วยสมาชิกให้คลายกังวลไประดับ 1 และมีกำลังใจดีขึ้นเมื่อได้รับหมายศาลค่ะ
:สู้ๆ: :สู้ๆ: :สู้ๆ: