วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

การสร้างวินัยในการออม

การสร้างวินัยในการออม” เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง นอกเหนือไปจากความสามารถในการหาทำงานหาเงินทอง และการสร้างวินัยให้กับตนเองในการออมนั้นถือว่าเป็นเคล็ดลับสำคัญที่สุด ที่จะช่วยผลักดันให้เพื่อนๆสามารถเก็บเงินได้ตามระยะทางเป้าหมายที่กำหนดไว้ หากขาดการสร้างวินัยให้กับตนเอง เราก็อาจไปถึงเป้าหมายยากลำบากขึ้น ดังนั้น อยากจะให้เพื่อนๆคิดเสียว่า “การออมก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายตัวหนึ่งที่จะต้องคอยดูแลกันทุกเดือน” แต่แตกต่างกันตรงที่ การออมเป็นค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายให้ก...ับตัวเองอย่างมีวัตถุประสงค์ ซึ่งเราสามารถจัดสรรการออมให้กับตัวเองด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้ค่ะ
1. ออมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน โดยตัดประมาณ 10% ของรายได้ ซึ่งอาจนำเข้าบัญชีเงินฝากประจำ เพื่อให้ยากต่อการนำเงินออกมาใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
2. ออมไว้เพื่อเกษียณ โดยตัดประมาณ 10% ของรายได้ อาจเป็นการจ่ายเพื่อลงทุนในกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับทางบริษัท, การซื้อกองทุน RMF , การซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือแบบสะสมทรัพย์
3. ออมไว้เพื่อใช้ลงทุนต่อให้เงินงอกเงย โดยตัดประมาณ 20% ของรายได้ และนำเงินส่วนนี้มาลงทุนเพื่อเป็นการต่อยอด เช่น ซื้อทองคำ พันธบัตร สลากออมสิน หรือตัดบัญชีอัตโนมัติทุก ๆ เดือนเพื่อซื้อกองทุน LTF, RMF ยิ่งถ้าเราหาช่องทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งเห็นผลที่ได้รับมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
จากวิธีการดังกล่าวนี้ จะทำให้คุณมีเงินเหลือไว้สำหรับใช้จ่ายแบบสบาย ๆ อีก 60% ของรายได้ และถ้าสามารถลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น หรือค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่าไปโดยไม่เกิดประโยชน์ เช่น ค่าสมาชิกต่าง ๆ ที่สมัครไว้แต่ไม่ได้ใช้บริการ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบัตรเครดิต เช่น ดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระหนี้ เป็นต้น ก็จะทำให้มีเงินเหลือไว้ออมกันมากขึ้น
นอกจากนี้ ถ้าเรามองว่าการออมเงินก็คือค่าใช้จ่ายตัวนึง จะทำให้เราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินก้อนนั้น ซึ่งจะส่งผลดีกับตัวเราเองอย่างแน่นอนในระยะยาว แต่ถ้าเรามองว่าเงินออม ก็คือเงินสำรองที่สามารถดึงมาใช้ได้ตลอดในยามฉุกเฉิน หรือเมื่อเงินไม่พอใช้ ก็จะทำให้เราไปดึงเงินก้อนนั้นมา โดยคิดว่า “ขอยืมมาใช้ก่อน พอมีแล้วเดี๋ยวกลับมาออมใหม่” ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เงินออมส่วนที่หายไปนั้น น้อยมากที่จะเริ่มกลับมาออมกันใหม่อีก
จะยังไงก็ตามถึงแม้คุณจะบริหารจัดการทางการเงินดียังไงก็ตาม ก็ไม่ควรลืมบริหารชีวิตตัวคุณด้วย คนเราต้องมีความสมดุลในชีวิตนะคะ เพื่อนๆบางคนที่ชอบเก็บออมเงิน/ลงทุนมาเยอะจนลืมที่จะใช้จ่ายเพื่อความสุขให้แก่ตัวเอง จริงอยู่ที่การเก็บออม/การลงทุนเป็นเรื่องดีแต่ชีวิตด้านอื่นก็สำคัญเช่นกัน หาเวลาไปท่องเที่ยวพักผ่อน ไปใช้ชีวิตให้เต็มที่ เก็บเกี่ยวความสุขและประสบการณ์กันบ้างก็ดีนะคะ
เที่ยวสนุก สุขกับการออม สุขกับไลฟ์สไตล์ในแบบของคุณ ไปกับเราเอไลฟ์ นะคะ
ดูเพิ่มเติม

วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 ข้อผิดพลาดของการซื้อบ้านใหม่

เมื่อถึงคราวตัดสินใจเลือกซื้อบ้านใหม่ สำหรับผู้ซื้อบ้านเป็นครั้งแรกย่อมมีความกังวลใจเป็นธรรมดา เพราะถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญเป็นเงินก้อนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการซื้อบ้าน-คอนโดฯ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ บางโครงการอาจเป็นเพียงการขายแผ่นพับโบรชัวร์เท่านั้น ลองมาดู10 ข้อผิดพลาดของการซื้อบ้านใหม่ ซื้อคอนโดใหม่ มีอะไรบ้าง จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

1.อย่าให้ใจทำงานเกินสมอง

ตราบใดที่ปล่อยให้ความอยากได้ที่เกิดจากใจเป็นตัวควบคุมการสั่งการในการซื้อบ้านใหม่ เราอาจขาดความรอบคอบในการพิจารณา บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่จะขายความฝันด้วยภาพโฆษณา ตกแต่งห้องด้วยมูลค่าที่อาจแพงกว่าราคาห้องด้วยซ้ำไป แต่งเติมในโฆษณาด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิค สร้างอารมณ์ให้อยากอยู่ในสภาพอย่างนั้น เมื่อตัดสินใจบนใจไม่ไม่เป็นปกติ จึงอาจก่อให้เกิดความผิดหวังในภายหลังเมื่อเข้าไปอยู่จริง

2. อย่าติดกับดัก “ผ่อนดาวน์น้อย”

ในยุค 4-5 ปีที่ผ่านมาโครงการส่วนใหญ่มักมีกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยการให้ผู้อยากได้บ้าน-คอนโดฯ สามารถผ่อนดาวน์ได้ในอัตราต่ำมากๆ อาทิ บ้าน-คอนโดฯ ราคา 2 ล้านบาท แต่ให้ผ่อนดาวน์งวดละ 5 พันบาท คนเงินเดือน 2 หมื่นบาทไปเผลอคิดว่าผ่อนเดือนละแค่ 5 พัน เงินยังเหลืออีกตั้ง 15,000 บาท ไม่เป็นปัญหาแน่ ที่ไหนได้ พอผ่อนดาวน์จบ อาจเหลือยอดเงินที่ต้องกู้ธนาคารเกือบ 2 ล้าน รับรองว่าไม่มีสถาบันการเงินใดปล่อยกู้เต็มวงเงินจากฐานเงินเดือนของคุณแน่ จากนั้นก็ตัวใครตัวมัน เงินจอง เงินดาวน์อาจถูกยึดก็ได้

3. อย่าคิดไปตายเอาดาบหน้า น้ำบ่อหน้าอาจไม่มีจริง

หากคิดจะซื้อบ้านโดยที่ไม่มีเงินเก็บเลย หรือหากเป็นคนไม่มีระเบียบวินัยทางการเงินมาก่อน ทางที่ดีจงอย่าได้ตัดสินใจซื้อในขณะนั้น เพราะการหยิบยืมเงินญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมาทำสัญญา อาจทำให้ท่านสะดุดกับภาระดังกล่าวทีหลัง เพราะไหนจะต้องผ่อนดาวน์รายเดือน หรือบางโครงการอาจต้องจ่ายเงินก้อนอีกเป็นระยะๆ การไปคาดหวังว่าผ่อนๆ ไปก่อน เดี๋ยวเงินเดือนก็ขึ้น เดี๋ยวก็ได้โบนัส มันอาจไม่เป็นจริง ไม่มีใครล่วงรู้อนาคตว่าท่านจะยังได้ทำงานมีเงินเดือนเหมือนเดิมหรือไม่

4. อย่าเน้นของถูกเป็นหลัก เพราะของดีราคาถูกไม่มีจริงบนโลกใบนี้

บ้าน-คอนโดฯ เป็นทรัพย์ที่มีราคาผันแปรตามทำเล และคุณภาพวัสดุก่อสร้างเป็นหลัก ฉะนั้นอย่าได้หวังว่าจะเจอของดีราคาถูก ทำเลในเมืองย่อมดีกว่า แพงกว่าทำเลนอกเมือง โครงการที่ใช้สุขภัณฑ์เกรดดี ย่อมมีต้นทุนสูงกว่าสุขภัณฑ์ไม่มียี่ห้อ หากคุณเจอโครงการทำเลดี วัสดุดี แต่ราคาถูกแล้วละก้อ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเชื่อถือได้หรือไม่ โครงการจะไปรอดหรือไม่ เจ้าของโครงการเป็นใครกัน?

5. อย่าฝากความหวังไว้กับโครงการสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกในอนาคต

หลายคนที่ซื้อโครงการที่อยู่นอกเมืองที่ออกไปไกลมาก หรือไม่ก้ออยู่ในซอยลึกสุดๆ เพียงเพราะคิดว่ามันราคาถูก แต่อีกไม่นานน่าจะมีโครงการถนนเส้นโน้นตัดผ่าน เส้นนี้ตัดผ่าน หรือไม่ก็มีโครงการขยายถนนนั่นนี่ แต่ขอบอกไว้เลยว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น บางโครงการต้องรอ 10 ปี 20 ปี หรือบางโครงการอาจยกเลิกไปเนื่องจากการเมืองเปลี่ยนขั้ว แต่เมื่อท่านซื้อไปแล้วก็ต้องทนกับการเดินทางไกล หรือไม่ก็อันตรายจากการเดินทางในซอยเปลี่ยวลึก

6. อย่าลงนามสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่อ่าน เพียงเพราะเชื่อใจในชื่อเสียงบริษัท

เพื่อป้องกันความขัดแย้ง เข้าใจไม่ตรงกันในภายหลัง โดยเฉพาะตอนที่จะนัดโอนกรรมสิทธิ์กันนี่แหละ มาเห็นยอดเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้นเพราะขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้องใหญ่ขึ้น (มักเกิดขึ้นกับโครงการอาคารชุด) หรือไม่ว่าจะสร้างเสร็จก่อนกำหนด สร้างเสร็จล่าช้ากว่ากำหนดก็เกิดปัญหาข้อขัดแย้งได้ทั้งสิ้น อาทิ ผู้ซื้อเตรียมยอดเงินโอนไว้ตามแผนตามที่ได้คุยกับพนักงานขายไว้เบื้องต้นว่าเป็นวันไหนเดือนใด แต่บังเอิญโครงการสร้างเสร็จเร็ว โครงการบังคับให้โอนเลย เพราะในสัญญาเปิดช่องไว้ หากไม่รับโอนตามที่เขาแจ้งมา อาจถูกปรับหรือริบเงินดาวน์ได้ คราวนี้เมื่อต้องโอนก่อนเวลา คุณจะบริหารจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของตนเองอย่างไรล่ะ ทางที่ดีควรอ่านสัญญาให้ละเอียด ถามทุกคำถามที่สงสัย

7.อย่ามองโลกด้านเดียว บ้านติดสวน หรือสนามเด็กเล่นคอนโดวิวสระว่ายน้ำ ไม่ได้สวยงามเสมอไป

พวกโลกสวย มักมองเรื่องราวต่างๆ เพียงด้านเดียว ท่านอาจชอบความเป็นธรรมชาติของสวน ท่านอาจชอบวิวสระว่ายน้ำเพราะดูสบายตาดี แค่ท่านต้องรับกับสภาพความเป็นจริงให้ได้จากเสียงเล่นกันสนุกสนานของเด็กๆ ทั้งจากสนามเด็กเล่นที่มักอยู่ในส่วนเดียวกับสวน หรือเสียงการกระโดดเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ หากท่านต้องการความสงบเป็นส่วนตัวแล้ว ลองพิจารณาอีกสักนิดว่าจะเลือกบ้านแปลงไหน หรือคอนโดห้องไหนดี

8.อย่าซื้อบ้านที่ฟังก์ชั่นไม่ตอบสนองความต้องการของท่าน โดยคิดว่าต่อเติมทีหลังได้

เพราะการต่อเติมบ้านทีหลัง ไม่ว่าจะต่อห้องครัว ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องพระ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว ส่วนที่ต่อเติมมักเกิดรอยแตกร้าว และทรุดตัว รักษาไม่ค่อยหายขาด อยู่ไปหงุดหงิดไป ฝนตก น้ำซึมเข้ารอยแยกเสมอ

9.อย่าซื้อบ้านที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรหรือซื้อคอนโดที่ยังไม่ได้ใบอนุญาตก่อสร้าง + EIA

การทำโครงการบ้านจัดสรร กฎหมายบังคับให้ต้องขออนุญาตจัดสรร ส่วนโครงการอาคารชุด นอกจากจะต้องมีใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว เรื่องการผ่านEIA ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลายโครงการไม่สามารถสร้างได้เพราะติดเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA

10.อย่ายอมรับโอนบ้านหรือห้องชุด ในสภาพที่ไม่เสร็จ หรือมีปัญหาต้องซ่อมแซม โดยเชื่อคำมั่นสัญญาของโครงการว่าจะดำเนินการให้

เพราะวันที่เขาได้เงินคุณไปแล้ว กับวันที่เขายังไม่ได้เงินของคุณ การปฏิบัติต่อคุณจะแตกต่างกันมาก มันอาจกลายเป็นภาระของคุณเองที่ต้องซ่อมแซมจัดการเองภายหลัง ทั้งหมดเป็นข้อแนะนำเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจครั้งสำคัญ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

มหาเศรษฐีฮ่องกง ลี กา ชิง สอนวิธีทีซื้อบ้านและรถภายในเวลา 5 ปี

หมายเหตุ : *1 หยวน ประมาณ 5 บาท

มหาเศรษฐีฮ่องกง ลี กา ชิง แบ่งปันความภูมิปัญญาทางด้านการเงินของเขา สรุปแผนที่ใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแผนห้าปีที่จะเปลี่ยนชีวิตคนไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างสิ้นเชิง

สมมติว่ารายได้ต่อเดือนของคุณมีแค่ 2,000 หยวน คุณสามารถมีการ เป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ โดยการที่คุณแบ่งเงินเป็น 5 ส่วน ส่วนแรก 600 หยวน, ส่วนที่สอง 400 หยวน, ส่วนที่สาม 300 หยวน, ส่วนที่สี่ 200 หยวน, ส่วนที่ห้า 500 หยวน

เงินส่วนแรก กันเอาไว้เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยวิธีง่ายๆ คุณแค่แบ่งเงินในแต่ละวันไว้ใช้จ่ายไม่เกิน 20 หยวนต่อวัน มื้อเช้าของทุกวันกินวุ้นเส้น ไข่หนึ่งฟอง และนมหนึ่งแก้ว ส่วนมื้อกลางวันก็กินอาหารเบาๆ และผลไม้ พอมือเย็นก็เข้าครัวไปทำอาหารที่ประกอบด้วยผัก และดื่มนมหนึ่งแก้วก่อนนอน ในหนึ่งเดือนค่าใช้จ่ายตกประมาณ 500-600 หยวน เมื่อคุณยังหนุ่มสาวร่างกายคุณยังไม่ค่อยเจ็บป่วยในช่วงปีแรกๆ พอเพียงสำหรับการกินอยู่แบบนี้

เงินส่วนที่สอง กันไว้สำหรับการสร้างเพื่อน และขยายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในแวดวง สิ่งนี้จะทำให้คุณมั่งคั่ง กันไว้ 100 หยวนสำหรับค่าโทรศัพท์ กันเงินไว้สำหรับกินข้าวกับเพื่อนๆ 2 มื้อต่อเดือน มื้อละ 150 หยวน ใครคือคนที่คุณสมควรจะกินข้าวด้วย? จำไว้เสมอว่าคุณจะต้องกินข้าวกับคนที่มีความรู้มากกว่าคุณและรวยกว่าคุณหรือคนทีจะช่วยสนับสนุนคุณในด้านการงานได้ แน่ใจว่าคุณต้องทำเช่นนี้ทุกเดือน หลังจากนั้นหนึ่งปีแวดวงเพื่อนๆ ของคุณจะสร้างคุณค่ามากมายมหาศาลให้กับคุณ ชื่อเสียงและอิทธิพลของคุณจะเพิ่มมูลค่าเป็นที่จดจำ ภาพลักษณ์ของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

เงินส่วนที่สาม การเรียนรู้ คุณควรจะจ่ายเงินประมาณ 50 ถึง 100 หยวน ในการซื้อหนังสือ เพราะคุณมีเงินไม่มาก คุณควรเอาใจใส่กับการจ่ายเงินไปกับการเรียนรู้ เมื่อคุณซื้อหนังสือและอ่านมันอย่างระมัดระวัง จงเรียนรู้บทเรียนและกลยุทธต่างๆ ที่สอนไว้ในหนังสือ หลังจากอ่านหนังสือแต่ละเล่มให้เล่าเรื่องราวเป็นภาษาของคุณ การแบ่งปันกับคนอื่นจะช่วยให้คุณได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นคนที่น่าสนใจ และประหยัดเงินเดือนละ 200 หยวนเพื่อเข้าคอร์สอบรมต่างๆ เมื่อคุณรายได้เพิ่ม ให้กันเงินส่วนนี้เพิ่มขึ้นและเข้าร่วมคอร์สอบรมในระดับที่สูงขึ้น เมื่อคุณเข้าร่วมคอร์สอบรมที่ดีมันจะไม่ช่วยแค่ให้คุณมีความรู้ที่ดี แต่ยังจะช่วยให้คุณเจอเพื่อนที่มีความคิดเหมือนกันซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ

เงินส่วนที่สี่ เก็บไว้ใช้สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศในวันหยุด ให้รางวัลแก่ตนเองโดยการเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อการเติบโตของประสบการณ์ในชีวิตอย่างต่อเนื่อง พักในโฮสเตลราคาประหยัด ในเวลาไม่กี่ปีผ่านไปคุณจะเดินทางไปหลายประเทศและจะมีประสบการณ์หลากหลาย ใช้ประสบการณ์เหล่านี้เป็นการเพิ่มพลังใหม่ให้ตัวเองมีแรงขับดันในการทำงานต่อไป

เงินส่วนที่ห้า ลงทุน ประหยัด 500 หยวนเก็บไว้ในธนาคารเพื่อเป็นทุนในการเริ่มต้นทำธุรกิจ เงินทุนสามารถใช้ในการเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ การเริ่มจากธุรกิจเล็กๆ มักจะปลอดภัยในการเริ่มต้น ไปหาผู้ค้าส่งและหาสินค้ามาขาย แม้คุณจะขาดทุน คุณจะเสียเงินไม่มาก อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณเริ่มหาเงิน มันจะช่วยเพิ่มความมั่นใจกับความกล้า และได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ของการเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ เมื่อมีรายได้มากพอคุณสามารถเริ่มมองหาแผนการลงทุนระยะยาว และลงทุนในหลักทรัพย์ระยะยาวด้วยเงินของคุณและครอบครัวคุณ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะเงินจำนวนนี้ของคุณไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตคุณตกต่ำลง

อย่างไรก็ดี หลังจากคุณดิ้นรนเป็นเวลาผ่านไปหนึ่งปี ถ้าเงินเดือนคุณยังคง 2,000 หยวน นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้มีความก้าวหน้าขึ้นเลย คุณควรจะสำนึกละอายใจและสั่งสอนตัวเองด้วยการไปซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต และซื้อเต้าหู้ที่แข็งที่สุด แล้วเอามันปาใส่หัวตัวเองเพราะคุณสมควรโดนแบบนั้น

แต่ถ้าถึงตอนนั้นรายได้ต่อเดือนคุณอยู่ที่ 3,000 หยวน คุณต้องยังคงทำงานหนัก คุณต้องหางานเสริม จะเป็นการดีถ้าเป็นงานขาย ทำให้การขายเป็นเรื่องท้าทาย เป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้ศิลปะในการขายและความรู้อย่างลึกซึ้งซึ่งสามารถนำไปใช้กับอาชีพคุณได้ เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเริ่มจากการเป็นนักขายที่ดี พวกเขามีความสามารถในการขายความฝันและวิสัยทัศน์ คุณจะพบผู้คนมากมายที่มีคุณค่าต่ออาชีพของคุณในภายหลัง เมื่อเริ่มขายคุณจะได้เรียนรู้ว่าอะไรขายได้และอะไรขายไม่ได้ ใช้ไหวพริบในการตรวจสอบตลาดเป็นวิธีในการดำเนินธุรกิจของคุณและหาผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นผู้ชนะในอนาคต

ซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าให้น้อยที่สุด คุณสามารถซื้อมันทั้งหมดได้เมื่อคุณรวย ประหยัดเงินของคุณและซื้อของขวัญให้คนที่คุณรักและบอกพวกเค้าถึงแผนการและเป้าหมายทางการเงินของคุณ บอกพวกเค้าว่าทำไมคุณถึงต้องประหยัดอดออม บอกเค้าถึงความพยายาม ทิศทางที่คุณกำลังจะไป และความฝันต่างๆ ของคุณ

นักธุรกิจทุกคนต้องการความช่วยเหลือ ให้คุณเสนอตัวเองต่อพวกเขาในการทำงานนอกเวลาในโอกาสต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาความสามารถของคุณ และคุณจะได้พัฒนาทักษะในการเจรจาของคุณและในไม่ช้าคุณจะใกล้เป้าหมายทางการเงิน เมื่อเข้าปีที่สองรายได้ของคุณควรจะเพิ่มเป็น 5,000 หยวน อย่างน้อยสุดก็ควรจะเป็น 3,000 หยวน มิฉะนั้นคุณจะไม่สามารถสู้กับเงินเฟ้อได้

ไม่ว่าคุณจะหารายได้เพิ่มมาขึ้นเท่าไร จำไว้เสมอว่าแบ่งเงินเป็นห้าส่วน ทำตัวเองให้เป็นประโยชน์อยู่เสมอ จงใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปกับการสร้างเครือข่าย เมื่อคุณรู้จักผู้คนมากขึ้นเครือข่ายของคุณขยายมากขึ้นคุณจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จงใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปกับการเรียนรู้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น จงใช้เงินเพิ่มขึ้นไปกับการท่องเที่ยวในวันหยุดในที่ใหม่ที่ยังไม่เคยไป จงเพิ่มการลงทุนไปกับอนาคตคุณซึ่งมันจะสร้างรายได้ให้คุณอย่างมหาศาล

รักษาสมดุลนี้ไว้ และคุณจะเริ่มมีเหลือกินเหลือใช้เรื่อยๆ คุณกำลังเดินทางมาถูกทางสำหรับการวางแผนในชีวิต สุขภาพของคุณจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณได้รับสารอาหารและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อนจะมีมากมายคุณจะสามารถสร้างคุณค่าจากเครือข่ายของเพื่อนได้ในเวลาเดียวกัน คุณจะได้รับโอกาสในการฝึกฝนตัวเองในทักษะระดับสูง และคุณจะได้รับผิดชอบโครงการที่ใหญ่กว่าเดิม โอกาสที่ใหญ่กว่าเดิม ในไม่ช้าคุณจะตระหนักว่าคุณมีความฝันมากมาย ซื้อบ้าน ซื้อรถ และเตรียมค่าเล่าเรียนของลูกของคุณ

ชีวิตและเส้นทางชีวิตสามารถออกแบบได้ซึ่งจะนำไปสู่ความสุข คุณควรเริ่มแผนตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อคุณจนให้ใช้เวลาอยู่ที่บ้านให้น้อยกว่าการใช้เวลาอยู่ข้างนอก เมื่อคุณรวยอยู่ที่บ้านมากขึ้นอยู่ข้างนอกให้น้อยลง นี่คือศิลปะการใช้ชีวิต เมื่อคุณจนให้ใช้จ่ายเงินไปกับผู้อื่น แต่เมื่อคุณรวยใช้เงินไปกับตัวคุณเอง คนส่วนใหญ่ทำตรงกันข้ามกัน

เมื่อคุณจนจงทำดีกับผู้อื่นอย่ามัวแต่คิดเรื่องผลประโยชน์ เมื่อคุณรวยคุณต้องเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้อื่นดีต่อคุณ คุณต้องเรียนรู้ที่จะทำตัวเองให้ดีกว่าเป็นคนที่ดีกว่าที่เป็น เมื่อคุณจนคุณต้องผลักดันตัวเองออกมาในที่คนอื่นสามารถจะมองเห็นคุณได้เพื่อให้คนอื่นใช้งานและทักษะที่คุณมี เมื่อคุณรวยคุณต้องรู้จักปกป้องตัวเองอย่าปล่อยให้ใครมาหลอกใช้คุณได้ง่ายๆ เป็นความซับซ้อนในเส้นทางของชีวิตที่หลายคนยังไม่เข้าใจ

เมื่อคุณจนให้คุณใช้เงินเพื่อทำให้ผู้อื่นรู้จักคุณ แต่เมื่อคุณรวยจงอย่าโอ้อวดว่าคุณรวย ใช้จ่ายเงินของคุณในการซื้อของอย่างเงียบๆ เมื่อคุณจนคุณต้องเป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเมื่อคุณรวยคุณต้องไม่ถูกมองว่าเป็นคนฟุ่มเฟือย ชีวิตของคุณจะวนกลับมาสู่สามัญคุณควรจะอยู่อย่างเรียบง่ายเมื่อคุณมาถึงจุดนี้

ไม่มีสิ่งใดผิดเมื่อคุณยังหนุ่มสาว คุณไม่ต้องกลัวว่าคุณจน คุณต้องรู้วิธีลงทุนในตัวคุณเองที่จะเพิ่มปัญญาและระดับความสำเร็จ คุณต้องรู้ว่าอะไรจำเป็นและไม่สำเป็นต่อชีวิต คุณต้องรู้ว่าอะไรควรหลีกเลี่ยงและไม่จ่ายเงินฟุ่มเฟือยไปกับมัน นี่คือวินัยที่จำเป็นอย่างยิ่ง พยายามหลีกเลี่ยงในการใช้จ่ายเงินไปกับการซื้อเสื้อหลายๆ ชุดแต่รู้จักเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ดูดีเพียงไม่กี่ชุด พยายามกินข้าวนอกบ้านให้น้อยที่สุด ถ้าคุณกินข้างนอกบ้านคุณต้องแน่ใจว่าคุณซื้อมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นที่คุณจ่าย คุณจ่ายเพื่อกินกับผู้คนที่มีความฝันใหญ่กว่า ทำงานหนักกว่าคุณ

เมื่อการทำมาหากินของคุณไม่เป็นเรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไป ใช้เงินที่เหลือไล่ตามความฝันของคุณ สยายปีกของคุณและกล้าที่จะฝันทำให้คุณแน่ใจว่าชีวิตของคุณเป็นสิ่งวิเศษ

ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงจากฮาร์วาร์ด ความแตกต่างของโชคชะตาของแต่ละคนถูกตัดสินจากสิ่งที่เค้าจ่ายในเวลาว่างระหว่าง 20.00 น. ถึง 22.00 น. ใช้เวลา 2 ชั่วโมงนี้ในการเรียนรู้ คิด และเข้าร่วมในการเข้าร่วมการบรรยายหรือการสัมมนาที่มีความหมาย ถ้าคุณทำแบบนี้สักปีสองปี ความสำเร็จจะเข้ามาหาคุณ

ไม่สำคัญว่าคุณหาเงินได้เท่าไร จำไว้ว่าแบ่งเงินเป็นห้าส่วน ดูแลตัวเองรักษารูปร่างให้ดีอยู่เสมอ ลงทุนในการเข้าสังคมพบผู้คนใหม่อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้จากคนเหล่านี้ การขยายเครือข่ายทางสังคมจะทำให้รายได้คุณเพิ่มขึ้น เดินทางทุกปีในที่แตกต่างกันออกไป และคอยติดตามการพัฒนาการล่าสุดของโลกอุตสาหกรรมด้วย ถ้าคุณทำตามแผนนี้อย่างขยันขันแข็ง คุณจะมีเงินทุนเหลือมากมาย

อะไรที่ผ่านไปแล้วในอดีตก็ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ามัวจมอยู่กับความผิดพลาด ไม่จำเป็นที่จะมัวมานั่งเสียใจกับสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว ทุกคนเคยทำผิดพลาด และคุณจะได้เรียนรู้จากมัน และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พลาดซ้ำอีก เมื่อคุณพลาดโอกาสอย่ามัวเศร้าเสียใจ มีโอกาสใหม่รออยู่ข้างหน้าเสมอ

คุณสามารถที่จะยิ้มรับเมื่อถูกเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เมื่อคุณทำผิดและคุณยิ้มรับอย่างสงบนั้นคือความใจกว้าง เมื่อคุณถูกเอาเปรียบแต่คุณยังยิ้มได้คุณคือคนใจกว้าง เมื่อคุณทำอะไรไม่ถูกให้คุณค่อยๆ ยิ้มอย่างใจเย็นมันจะทำให้คุณอยู่ในสภาวะที่สงบนิ่ง เมื่อคุณเจ็บปวดคุณสามารถที่จะหัวเราะออกมาดังๆ ได้คุณคือคนใช้กว้าง เมื่อคุณถูกดูหมิ่นเหยียดหยามและคุณยิ้มได้อย่างสงบคุณคือคนที่มีความมั่นใจ เมื่อคุณถูกปฏิเสธในความสัมพันธ์และคุณสามารถยิ้มได้คุณคือคนอ่อนโยน

ยังมีคนอีกจำนวนมากที่จะดิ้นรนเพื่อที่จะมีเงินเพียงพอต่อการใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่มันไม่สำคัญว่าคุณจะรวยหรือจนน นี่คือทั้งหมดของบทเรียนที่คุณได้เรียนรู้จาก ลี กา ชิง

บทความจาก : therealsingapore.com

มหาเศรษฐีฮ่องกง ลี กา ชิง สอนวิธีทีซื้อบ้านและรถภายในเวลา 5 ปี

หมายเหตุ : *1 หยวน ประมาณ 5 บาท

มหาเศรษฐีฮ่องกง ลี กา ชิง แบ่งปันความภูมิปัญญาทางด้านการเงินของเขา สรุปแผนที่ใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแผนห้าปีที่จะเปลี่ยนชีวิตคนไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างสิ้นเชิง

สมมติว่ารายได้ต่อเดือนของคุณมีแค่ 2,000 หยวน คุณสามารถมีการ เป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ โดยการที่คุณแบ่งเงินเป็น 5 ส่วน ส่วนแรก 600 หยวน, ส่วนที่สอง 400 หยวน, ส่วนที่สาม 300 หยวน, ส่วนที่สี่ 200 หยวน, ส่วนที่ห้า 500 หยวน

เงินส่วนแรก กันเอาไว้เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยวิธีง่ายๆ คุณแค่แบ่งเงินในแต่ละวันไว้ใช้จ่ายไม่เกิน 20 หยวนต่อวัน มื้อเช้าของทุกวันกินวุ้นเส้น ไข่หนึ่งฟอง และนมหนึ่งแก้ว ส่วนมื้อกลางวันก็กินอาหารเบาๆ และผลไม้ พอมือเย็นก็เข้าครัวไปทำอาหารที่ประกอบด้วยผัก และดื่มนมหนึ่งแก้วก่อนนอน ในหนึ่งเดือนค่าใช้จ่ายตกประมาณ 500-600 หยวน เมื่อคุณยังหนุ่มสาวร่างกายคุณยังไม่ค่อยเจ็บป่วยในช่วงปีแรกๆ พอเพียงสำหรับการกินอยู่แบบนี้

เงินส่วนที่สอง กันไว้สำหรับการสร้างเพื่อน และขยายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในแวดวง สิ่งนี้จะทำให้คุณมั่งคั่ง กันไว้ 100 หยวนสำหรับค่าโทรศัพท์ กันเงินไว้สำหรับกินข้าวกับเพื่อนๆ 2 มื้อต่อเดือน มื้อละ 150 หยวน ใครคือคนที่คุณสมควรจะกินข้าวด้วย? จำไว้เสมอว่าคุณจะต้องกินข้าวกับคนที่มีความรู้มากกว่าคุณและรวยกว่าคุณหรือคนทีจะช่วยสนับสนุนคุณในด้านการงานได้ แน่ใจว่าคุณต้องทำเช่นนี้ทุกเดือน หลังจากนั้นหนึ่งปีแวดวงเพื่อนๆ ของคุณจะสร้างคุณค่ามากมายมหาศาลให้กับคุณ ชื่อเสียงและอิทธิพลของคุณจะเพิ่มมูลค่าเป็นที่จดจำ ภาพลักษณ์ของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

เงินส่วนที่สาม การเรียนรู้ คุณควรจะจ่ายเงินประมาณ 50 ถึง 100 หยวน ในการซื้อหนังสือ เพราะคุณมีเงินไม่มาก คุณควรเอาใจใส่กับการจ่ายเงินไปกับการเรียนรู้ เมื่อคุณซื้อหนังสือและอ่านมันอย่างระมัดระวัง จงเรียนรู้บทเรียนและกลยุทธต่างๆ ที่สอนไว้ในหนังสือ หลังจากอ่านหนังสือแต่ละเล่มให้เล่าเรื่องราวเป็นภาษาของคุณ การแบ่งปันกับคนอื่นจะช่วยให้คุณได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นคนที่น่าสนใจ และประหยัดเงินเดือนละ 200 หยวนเพื่อเข้าคอร์สอบรมต่างๆ เมื่อคุณรายได้เพิ่ม ให้กันเงินส่วนนี้เพิ่มขึ้นและเข้าร่วมคอร์สอบรมในระดับที่สูงขึ้น เมื่อคุณเข้าร่วมคอร์สอบรมที่ดีมันจะไม่ช่วยแค่ให้คุณมีความรู้ที่ดี แต่ยังจะช่วยให้คุณเจอเพื่อนที่มีความคิดเหมือนกันซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ

เงินส่วนที่สี่ เก็บไว้ใช้สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศในวันหยุด ให้รางวัลแก่ตนเองโดยการเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อการเติบโตของประสบการณ์ในชีวิตอย่างต่อเนื่อง พักในโฮสเตลราคาประหยัด ในเวลาไม่กี่ปีผ่านไปคุณจะเดินทางไปหลายประเทศและจะมีประสบการณ์หลากหลาย ใช้ประสบการณ์เหล่านี้เป็นการเพิ่มพลังใหม่ให้ตัวเองมีแรงขับดันในการทำงานต่อไป

เงินส่วนที่ห้า ลงทุน ประหยัด 500 หยวนเก็บไว้ในธนาคารเพื่อเป็นทุนในการเริ่มต้นทำธุรกิจ เงินทุนสามารถใช้ในการเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ การเริ่มจากธุรกิจเล็กๆ มักจะปลอดภัยในการเริ่มต้น ไปหาผู้ค้าส่งและหาสินค้ามาขาย แม้คุณจะขาดทุน คุณจะเสียเงินไม่มาก อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณเริ่มหาเงิน มันจะช่วยเพิ่มความมั่นใจกับความกล้า และได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ของการเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ เมื่อมีรายได้มากพอคุณสามารถเริ่มมองหาแผนการลงทุนระยะยาว และลงทุนในหลักทรัพย์ระยะยาวด้วยเงินของคุณและครอบครัวคุณ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะเงินจำนวนนี้ของคุณไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตคุณตกต่ำลง

อย่างไรก็ดี หลังจากคุณดิ้นรนเป็นเวลาผ่านไปหนึ่งปี ถ้าเงินเดือนคุณยังคง 2,000 หยวน นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้มีความก้าวหน้าขึ้นเลย คุณควรจะสำนึกละอายใจและสั่งสอนตัวเองด้วยการไปซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต และซื้อเต้าหู้ที่แข็งที่สุด แล้วเอามันปาใส่หัวตัวเองเพราะคุณสมควรโดนแบบนั้น

แต่ถ้าถึงตอนนั้นรายได้ต่อเดือนคุณอยู่ที่ 3,000 หยวน คุณต้องยังคงทำงานหนัก คุณต้องหางานเสริม จะเป็นการดีถ้าเป็นงานขาย ทำให้การขายเป็นเรื่องท้าทาย เป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้ศิลปะในการขายและความรู้อย่างลึกซึ้งซึ่งสามารถนำไปใช้กับอาชีพคุณได้ เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเริ่มจากการเป็นนักขายที่ดี พวกเขามีความสามารถในการขายความฝันและวิสัยทัศน์ คุณจะพบผู้คนมากมายที่มีคุณค่าต่ออาชีพของคุณในภายหลัง เมื่อเริ่มขายคุณจะได้เรียนรู้ว่าอะไรขายได้และอะไรขายไม่ได้ ใช้ไหวพริบในการตรวจสอบตลาดเป็นวิธีในการดำเนินธุรกิจของคุณและหาผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นผู้ชนะในอนาคต

ซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าให้น้อยที่สุด คุณสามารถซื้อมันทั้งหมดได้เมื่อคุณรวย ประหยัดเงินของคุณและซื้อของขวัญให้คนที่คุณรักและบอกพวกเค้าถึงแผนการและเป้าหมายทางการเงินของคุณ บอกพวกเค้าว่าทำไมคุณถึงต้องประหยัดอดออม บอกเค้าถึงความพยายาม ทิศทางที่คุณกำลังจะไป และความฝันต่างๆ ของคุณ

นักธุรกิจทุกคนต้องการความช่วยเหลือ ให้คุณเสนอตัวเองต่อพวกเขาในการทำงานนอกเวลาในโอกาสต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาความสามารถของคุณ และคุณจะได้พัฒนาทักษะในการเจรจาของคุณและในไม่ช้าคุณจะใกล้เป้าหมายทางการเงิน เมื่อเข้าปีที่สองรายได้ของคุณควรจะเพิ่มเป็น 5,000 หยวน อย่างน้อยสุดก็ควรจะเป็น 3,000 หยวน มิฉะนั้นคุณจะไม่สามารถสู้กับเงินเฟ้อได้

ไม่ว่าคุณจะหารายได้เพิ่มมาขึ้นเท่าไร จำไว้เสมอว่าแบ่งเงินเป็นห้าส่วน ทำตัวเองให้เป็นประโยชน์อยู่เสมอ จงใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปกับการสร้างเครือข่าย เมื่อคุณรู้จักผู้คนมากขึ้นเครือข่ายของคุณขยายมากขึ้นคุณจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จงใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปกับการเรียนรู้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น จงใช้เงินเพิ่มขึ้นไปกับการท่องเที่ยวในวันหยุดในที่ใหม่ที่ยังไม่เคยไป จงเพิ่มการลงทุนไปกับอนาคตคุณซึ่งมันจะสร้างรายได้ให้คุณอย่างมหาศาล

รักษาสมดุลนี้ไว้ และคุณจะเริ่มมีเหลือกินเหลือใช้เรื่อยๆ คุณกำลังเดินทางมาถูกทางสำหรับการวางแผนในชีวิต สุขภาพของคุณจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณได้รับสารอาหารและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อนจะมีมากมายคุณจะสามารถสร้างคุณค่าจากเครือข่ายของเพื่อนได้ในเวลาเดียวกัน คุณจะได้รับโอกาสในการฝึกฝนตัวเองในทักษะระดับสูง และคุณจะได้รับผิดชอบโครงการที่ใหญ่กว่าเดิม โอกาสที่ใหญ่กว่าเดิม ในไม่ช้าคุณจะตระหนักว่าคุณมีความฝันมากมาย ซื้อบ้าน ซื้อรถ และเตรียมค่าเล่าเรียนของลูกของคุณ

ชีวิตและเส้นทางชีวิตสามารถออกแบบได้ซึ่งจะนำไปสู่ความสุข คุณควรเริ่มแผนตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อคุณจนให้ใช้เวลาอยู่ที่บ้านให้น้อยกว่าการใช้เวลาอยู่ข้างนอก เมื่อคุณรวยอยู่ที่บ้านมากขึ้นอยู่ข้างนอกให้น้อยลง นี่คือศิลปะการใช้ชีวิต เมื่อคุณจนให้ใช้จ่ายเงินไปกับผู้อื่น แต่เมื่อคุณรวยใช้เงินไปกับตัวคุณเอง คนส่วนใหญ่ทำตรงกันข้ามกัน

เมื่อคุณจนจงทำดีกับผู้อื่นอย่ามัวแต่คิดเรื่องผลประโยชน์ เมื่อคุณรวยคุณต้องเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้อื่นดีต่อคุณ คุณต้องเรียนรู้ที่จะทำตัวเองให้ดีกว่าเป็นคนที่ดีกว่าที่เป็น เมื่อคุณจนคุณต้องผลักดันตัวเองออกมาในที่คนอื่นสามารถจะมองเห็นคุณได้เพื่อให้คนอื่นใช้งานและทักษะที่คุณมี เมื่อคุณรวยคุณต้องรู้จักปกป้องตัวเองอย่าปล่อยให้ใครมาหลอกใช้คุณได้ง่ายๆ เป็นความซับซ้อนในเส้นทางของชีวิตที่หลายคนยังไม่เข้าใจ

เมื่อคุณจนให้คุณใช้เงินเพื่อทำให้ผู้อื่นรู้จักคุณ แต่เมื่อคุณรวยจงอย่าโอ้อวดว่าคุณรวย ใช้จ่ายเงินของคุณในการซื้อของอย่างเงียบๆ เมื่อคุณจนคุณต้องเป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเมื่อคุณรวยคุณต้องไม่ถูกมองว่าเป็นคนฟุ่มเฟือย ชีวิตของคุณจะวนกลับมาสู่สามัญคุณควรจะอยู่อย่างเรียบง่ายเมื่อคุณมาถึงจุดนี้

ไม่มีสิ่งใดผิดเมื่อคุณยังหนุ่มสาว คุณไม่ต้องกลัวว่าคุณจน คุณต้องรู้วิธีลงทุนในตัวคุณเองที่จะเพิ่มปัญญาและระดับความสำเร็จ คุณต้องรู้ว่าอะไรจำเป็นและไม่สำเป็นต่อชีวิต คุณต้องรู้ว่าอะไรควรหลีกเลี่ยงและไม่จ่ายเงินฟุ่มเฟือยไปกับมัน นี่คือวินัยที่จำเป็นอย่างยิ่ง พยายามหลีกเลี่ยงในการใช้จ่ายเงินไปกับการซื้อเสื้อหลายๆ ชุดแต่รู้จักเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ดูดีเพียงไม่กี่ชุด พยายามกินข้าวนอกบ้านให้น้อยที่สุด ถ้าคุณกินข้างนอกบ้านคุณต้องแน่ใจว่าคุณซื้อมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นที่คุณจ่าย คุณจ่ายเพื่อกินกับผู้คนที่มีความฝันใหญ่กว่า ทำงานหนักกว่าคุณ

เมื่อการทำมาหากินของคุณไม่เป็นเรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไป ใช้เงินที่เหลือไล่ตามความฝันของคุณ สยายปีกของคุณและกล้าที่จะฝันทำให้คุณแน่ใจว่าชีวิตของคุณเป็นสิ่งวิเศษ

ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงจากฮาร์วาร์ด ความแตกต่างของโชคชะตาของแต่ละคนถูกตัดสินจากสิ่งที่เค้าจ่ายในเวลาว่างระหว่าง 20.00 น. ถึง 22.00 น. ใช้เวลา 2 ชั่วโมงนี้ในการเรียนรู้ คิด และเข้าร่วมในการเข้าร่วมการบรรยายหรือการสัมมนาที่มีความหมาย ถ้าคุณทำแบบนี้สักปีสองปี ความสำเร็จจะเข้ามาหาคุณ

ไม่สำคัญว่าคุณหาเงินได้เท่าไร จำไว้ว่าแบ่งเงินเป็นห้าส่วน ดูแลตัวเองรักษารูปร่างให้ดีอยู่เสมอ ลงทุนในการเข้าสังคมพบผู้คนใหม่อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้จากคนเหล่านี้ การขยายเครือข่ายทางสังคมจะทำให้รายได้คุณเพิ่มขึ้น เดินทางทุกปีในที่แตกต่างกันออกไป และคอยติดตามการพัฒนาการล่าสุดของโลกอุตสาหกรรมด้วย ถ้าคุณทำตามแผนนี้อย่างขยันขันแข็ง คุณจะมีเงินทุนเหลือมากมาย

อะไรที่ผ่านไปแล้วในอดีตก็ปล่อยให้มันผ่านไป อย่ามัวจมอยู่กับความผิดพลาด ไม่จำเป็นที่จะมัวมานั่งเสียใจกับสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว ทุกคนเคยทำผิดพลาด และคุณจะได้เรียนรู้จากมัน และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พลาดซ้ำอีก เมื่อคุณพลาดโอกาสอย่ามัวเศร้าเสียใจ มีโอกาสใหม่รออยู่ข้างหน้าเสมอ

คุณสามารถที่จะยิ้มรับเมื่อถูกเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เมื่อคุณทำผิดและคุณยิ้มรับอย่างสงบนั้นคือความใจกว้าง เมื่อคุณถูกเอาเปรียบแต่คุณยังยิ้มได้คุณคือคนใจกว้าง เมื่อคุณทำอะไรไม่ถูกให้คุณค่อยๆ ยิ้มอย่างใจเย็นมันจะทำให้คุณอยู่ในสภาวะที่สงบนิ่ง เมื่อคุณเจ็บปวดคุณสามารถที่จะหัวเราะออกมาดังๆ ได้คุณคือคนใช้กว้าง เมื่อคุณถูกดูหมิ่นเหยียดหยามและคุณยิ้มได้อย่างสงบคุณคือคนที่มีความมั่นใจ เมื่อคุณถูกปฏิเสธในความสัมพันธ์และคุณสามารถยิ้มได้คุณคือคนอ่อนโยน

ยังมีคนอีกจำนวนมากที่จะดิ้นรนเพื่อที่จะมีเงินเพียงพอต่อการใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่มันไม่สำคัญว่าคุณจะรวยหรือจนน นี่คือทั้งหมดของบทเรียนที่คุณได้เรียนรู้จาก ลี กา ชิง

บทความจาก : therealsingapore.com

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เงิน 1 ล้าน พอใช้หลังเกษียณหรือไม่

สมศรีจะเกษียณอายุในวัย 60 ปี แต่ปัญหาของสมศรีคือ มีเงินเก็บอยู่เพียง 1,000,000 บาท จะเอามาใช้ได้อีกกี่ปี


ถ้าเอาเงิน 1,000,000 บาทมากอดไว้เฉยๆ ไม่ทำอะไร ถ้าใช้เดือนละ 10,000 บาท ปีนึงก็ตก 120,000 บาท สมศรีจะอยู่ไปได้ประมาณ 9 ปี แต่ว่า เราจะอยู่หลังเกษียณแค่ 9 ปีเหรอ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไไปได้ด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ คนมีอายุยืนมากขึ้น  เอ  แล้วเราจะทำไงดี


อีกวิธีที่แนะนำ

- กันเงินมา 600,000 บาท  เอาไว้ใช้เดือนละ 10,000 บาท ก็ตกปีละ 120,000 บาท จะอยุ่ได้ประมาณ 5 ปี แต่เงินนี้อย่าเก็บไว้เฉยๆ ให้เอาไปฝากธนาคารหรือกองทุนตราสารหนี้ หรือ กองทุนตลาดเงินที่มีสภาพคล่อง ให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 2.5-3.0 % เพื่อให้ครอบคลุมเงินเฟ้อที่กัดกินเงินของเราให้ด้อยค่า

ก้อนนี้ก็จะช่วยให้ สมศรีประทังชีวิต จาก 60 - 65 ปี ซึ่งเป็นช่วงเกษียณแรกๆ


-  อีกส่วนที่เหลือ 400,000 เอาออกมา 65% ของ 400,000 = 260,000 เอามาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 4 - 5% ต่อปี เงินก็จะงออกออกมาเป็น 320,000 บาท ใช้ได้ต่อจาก อายุ 65 - 68 ปีที่เดือนละ 10,000 นะครับ

- อีกส่วนนึง 20% ของ 400,000 = 80,000 บาท นำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นจะให้ผลตอบแทนประมาณ 20%  ถ้าลงทุนตั้งแต่อายุ 60 พอถึง 68 เงินก้อนนี้น่าจะได้ถึง 350,000 บาท ซึ่งจะใช้ได้จาก 68 -71 ปี  ป้าสม

 - ที่เหลืออีก 15% ของ 400,000 คือ 60,000 บาทให้ลงทุนหุ้นต่างประเทศ อ่าจซื้อผ่านกองทุน ถ้าลงทุนไว้ตั้งแต่อายุ 60 พอถึงเวลาที่ต้องใช้เงินเช่นในช่วง 68 ปี เงินก่อนนี้จะเป็น 280,000 ที่อายุ 68 ปี ก็จะทำให้พอใช้ไปอีก 3 ปี จนถึง 71- 73ปี 
สุดท้ายเราก็พออยู่ได้ถึง อายุ 73 ปี  แต่ถ้าใครคิดว่าเกินกว่าตั้นต้อง revised ชีวิตกันใหม่


ป้าสมศรีอาจมีรายได้ทางอ่ื่นด้วย
เช่นประกันสมังคม




วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

“Test Drive Your Retirement“

ลองก่อนก็ได้ ว่าไหวไหม


27 มกราคม 2557
บัวหลวง Money Tips
  

         ใช่ครับ ในบั้นปลายชีวิต ทุกคนก็อยากอยู่อย่างมีความสุขในวัยเกษียณ ซึ่งความสุขของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป แล้วคุณๆ ได้เตรียมการหรือวางแผนบ้างหรือยังครับ

         เรื่องนี้ บางคนซึ่งเป็นส่วนน้อยนิดเขาคิดและวางแผนมาตั้งแต่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ แล้ว บางคนก็เพิ่งเริ่มคิดหรือวางแผนตอนใกล้ๆ จะเกษียณ แต่ผมเชื่อว่าน้อยคนที่มีการวางแผนแล้วจะเคยทดลองใช้ชีวิตตามแผนที่วางไว้ เพื่อดูว่าจะเป็นอย่างที่เราคิดบ้างหรือไม่ 

         ที่มาของเรื่อง “ลองก่อนก็ได้ ว่าไหวไหม“ อันนี้ มาจากบทความเรื่อง “Test Drive Your Retirement“ ที่ CEO มอบหมายให้ผมอ่านแนวคิดแล้วเขียนขึ้นมาใหม่

ผมอ่านไปแล้วก็คิดว่ามันเหมือนเรามีแผนซื้อรถใหม่ แล้วไปที่ศูนย์ขายรถยนต์เพื่อลองขับ เพื่อให้ได้ยี่ห้อหรือรุ่นที่เราชอบ ที่พอใจที่สุด ตามงบประมาณครับ

         ในการเกษียณ เราต้องเริ่มด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเกษียณ เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย (ทั้งค่าเช่า ค่าผ่อนบ้าน และค่าซ่อมแซม) ค่าใช้จ่ายส่วนกลางในกรณีอยู่คอนโด ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ อินเตอร์เนต) ค่าสมาชิกต่างๆ ค่าอาหาร เสื้อผ้า และกิจวัตรประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายเกี่ยวความบันเทิง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะ ฯลฯ  บางท่านอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็ว่ากันไปนะครับ

         เมื่อเราพอรู้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกิจกรรมที่เรากำหนดไว้ว่าเราจะทำหลังเกษียณแล้ว เราก็มาพิจารณาต่อไปว่า

         - เรามีรายได้แต่ละเดือน หรือเงินออมเพียงพอที่จะใช้หรือไม่  และจะพอไปอีกนานเท่าไหร่
         - ถ้าหากมีรายได้หรือเงินออมไม่พอ วันนี้เราจะต้องทำอย่างไร
         - หาเงิน หรือเก็บออมให้มากขึ้นตั้งแต่วันนี้ หรือ ลดค่าใช้จ่าย หรือตัดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นทิ้งไปบ้าง ?



          สำหรับตัวผมเองขอยอมรับว่า เพิ่งเริ่มคิดเรื่องเกี่ยวกับเกษียณเมื่อไม่นานนี้เอง แล้วก็คิดแบบง่ายๆ คือผมคิดว่าผมจะใช้เงินตอนเกษียณเดือนละเท่าไร  ณ วันนี้ผมก็จะเก็บเงินเท่านั้น  โดยจำนวนเงินที่เก็บดังกล่าวได้บวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปแล้ว อย่าอึงไปครับ ผมว่าผมเท่ห์กว่าใครแล้วครับที่วางแผนล่วงหน้าไว้

          แต่พอได้รับมอบหมายให้มาเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้ผมต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ในหลายๆ เรื่อง

         อย่างเช่น เรื่องบ้าน ในบทความหรือหลักการที่น่าจะเป็นคือ เมื่อเราเกษียณ เราน่าจะมีแนวคิดว่าควรจะย้ายไปอยู่ในบ้านที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยที่พอเพียง ปัจจุบันผมอยู่ทาวน์เฮ้าส์พื้นที่ 24 ตารางวาในกรุงเทพฯ เมื่อเกษียณ ก็มีแผนจะไปอยู่บ้านต่างจังหวัดที่มีพื้นที่มากกว่าเดิม 7-8 เท่าตัว ผมเลยต้องกลับมาทบทวนเรื่องค่าใช้จ่ายใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ แรงงานก็จะหายาก แล้วผมจะทำความสะอาดบ้านขนาดนั้นไหวไหม ?

         เรื่องกิจวัตรประจำวันหลังเกษียณสำหรับคนเมืองแล้วก็คงหนีไม่พ้นต้องไปฟิตเนส เล่นกีฬา สมาคม สังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรือบางคนอาจจะยังมีงานพิเศษ สอนหนังสือหรือเป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมการบริษัทหรือองค์กรต่างๆ

         แต่สำหรับผม เกษียณแล้วก็กลับไปอยู่บ้านนอกครับ ก็มีฟิตเนส เล่นกีฬา สมาคม สังคม สังสรรค์ เหมือนกัน แต่ทำด้วยการปลูกต้นไม้ พืชผักสวนครัว ปั่นจักรยาน  ไปหาเพื่อนๆ ก็คงนั่งรถโดยสารประจำทางไปหาละครับ นี่ก็นับเป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบบหนึ่งแล้ว เพราะถึงตอนนั้นชีวิตไม่ต้องมีอะไรที่ต้องดีที่สุด เร็วที่สุด และถูกต้องที่สุดอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสช่วยเหลือสังคม ผมก็จะทำให้ดีที่สุดเลย

         สำหรับค่ารักษาพยาบาลตอนผมเกษียณนั้น งบประมาณในส่วนนี้ ผมประมาณไว้ไม่มากครับ เพราะคงเน้นเข้าโรงพยาบาลของรัฐบาล ค่าใช้จ่ายก็คงไม่แพงเพราะตอนนั้นไม่ต้องรีบ ไม่ต้องดีที่สุด โดยปัจจุบันผมเห็นความแตกต่างของโรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชนที่ความรวดเร็วของบริการอย่างหนึ่ง และอาจจะมีเรื่องคุณภาพของยา ที่เอกชนอาจใช้ยาดี ยาจากต่างประเทศราคาแพง ทำให้หายเร็ว จะได้ให้คนป่วยรีบกลับไปทำงานหาเงินเพื่อเอามาจ่ายค่ารักษาพยาบาลอีก 555555

          เกี่ยวกับเรื่องความบันเทิง ปกติผมชอบดูทีวี อ่านหนังสือ  ต้นทุนเรื่องนี้จึงต่ำครับ คงเพราะเป็นคนต่างจังหวัด บ้านไม่ได้ร่ำรวยหรือมีชื่อเสียง นามสกุลไม่เด่นดังในสังคม ตอนเข้ามาเรียนต่อใน กทม. ก็เช่าแฟลตอยู่รวมกับเพื่อนๆ หลายคน (คนจนๆ ทั้งนั้น แต่แม้จะจนเงินก็ไม่จนน้ำใจนะครับ)

         ดังนั้น เมื่อผมเกษียณผมคิดว่าจะใช้วิธีนี้ในการหาความบันเทิงในแบบประหยัดต่อไปได้

          เขียนไปเขียนมา นี่มันเรื่อง “ความอยาก” ล้วนๆ เลยนะครับ คือถ้าคนเรา อยากได้ อยากมี อยากเป็น ก็เหนื่อยหน่อยครับ มันเป็นต้นทุนทั้งนั้น 

         อยากเป็นคนรวย เพราะตอนเกษียณจะได้อยู่อย่างสบาย

         อยากเป็นคนเด่นคนดังคนสำคัญไปไหนมาไหนมีคนยกมือไหว้จะทำอะไรก็ได้สิทธิพิเศษไปหมด

         อยากให้มีคนมานับหน้าถือตามาขอพึ่งใบบุญ จะได้ไม่เหงาตอนเกษียณอยู่บ้าน ก็แล้วแต่ท่านจะรักจะชอบแบบไหนครับ
แต่ไม่ว่าอยากมีชีวิตแบบไหน วิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายก็ขอให้ใช้ขั้นตอน วิธีการที่ดี และเหมาะสม ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เอาเปรียบหรือหลอกลวงใคร ก็เกษียณสุขกันได้ละครับ

--------------------------------------

         บทความ “ลองก่อนก็ได้ ว่าไหวไหม” เป็นบทความหนึ่งในหนังสือ B-Senior ชีวิตดีๆ ยามเกษียณ” ที่กองทุนบัวหลวงจัดทำขึ้นเพื่อให้มุมมองต่างๆ เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณและการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข

         ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวดีๆ สำหรับวัยเกษียณได้ที่ “มุมเกษียณสุข” บนเว็บไซต์ บลจ.บัวหลวง http://www.bblam.co.th/web2/b-senior.php )

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

กลยุทธ์การลงทุนในหุ้น ปี 2557

กลยุทธ์การลงทุนในหุ้น ปี 2557

23 ธันวาคม 2556
           ลงทุนในหุ้นสำหรับปี 2557 ทีมจัดการกองทุนบัวหลวง ยังคงใช้มุมมองการลงทุนที่ผสมผสานระหว่างปัจจัยภาพรวม (Macro theme) กับปัจจัยพื้นฐานหุ้นรายตัว

          ในภาพใหญ่นั้น จะมุ่งเน้นไปกับกลุ่มธุรกิจที่จะได้ประโยชน์ไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจใน ภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะประเทศแถมอินโดจีน กัมพูชา ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม (CLMV) ซึ่งเรามองว่าในภูมิภาคนี้กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ สำคัญ ได้แก่

          1. การพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง (Urbanization) ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มรายได้ของประชาชน ซึ่งจะมีผลให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป

          2. การเข้าสู่สมาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งจะกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายการลงทุน การท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ

          เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้จะดำเนินไปเป็นระยะเวลานาน หลายปี เราจึงเชื่อว่า Theme การลงทุนดังกล่าวนี้น่าจะสามารถใช้ได้ไม่เพียงแต่ในปี 2557 แต่ยังต่อเนื่องไปในปีถัดๆ ไปด้วย

          อย่างไรก็ตาม กระแส AEC นั้นไม่มีแต่ด้านที่เป็นโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่ย่อมเป็นความเสี่ยงสำหรับบางธุรกิจด้วยจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทั้ง จากคู่แข่งภายในและภายนอกภูมิภาคอาเซียน

          ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญมากกับมุมมองด้านปัจจัยพื้นฐานหุ้นรายตัว โดยธุรกิจที่เราเลือกลงทุนนั้นต้องมีลักษณะที่เหมาะสมบางประการที่จะสามารถ แข่งขันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยให้บริษัทมีการเติบโตทั้งด้านยอดขายและกำไร คุณสมบัติที่เรามองหานั้น ยกตัวอย่าง เช่น

          - บริษัทที่เป็นผู้นำในธุรกิจที่ทิ้งห่างคู่แข่งมากจนเกิดความได้ เปรียบด้านขนาด (Economy of Scale) หรือเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจที่มีคู่แข่งไม่กี่ราย

          - มีศักยภาพที่จะดึงดูดลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง เช่น สามารถพัฒนาสินค้าใหม่ๆที่ดี มีเครือข่ายช่องทางจำหน่ายที่แข็งแกร่ง หรือมี Brand สินค้าที่เป็นที่ยอมรับในตลาด

          - ดำเนินธุรกิจอยู่ใน Segment ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว

          ธุรกิจที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนเช่นนี้มีไม่มาก และถ้ามี ราคาหุ้นก็จะไม่ถูกซื้อขายในระดับที่ถูก แต่ถึงจะมีคุณสมบัติเพียงบางข้อก็อาจจะเพียงพอที่จะลงทุนแล้ว ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ประกอบกัน

          ที่สำคัญคือผู้บริหารของบริษัทที่เราเลือกจะลงทุนต้องมีความโปร่งใสด้วย

          หุ้นที่เราเลือกลงทุนสำหรับปี 2557 นั้น ส่วนมากจะอยู่ใน....

          - กลุ่มค้าปลีกแบบ Modern Trade ซึ่งตอบสนองต่อวิถีชีวิตของสังคมเมือง

          - กลุ่มขนส่งทางอากาศซึ่งจะได้ประโยชน์จากการเดินทางการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

          - กลุ่มธนาคารพาณิชย์และประกันชีวิตซึ่งจะได้ผลดีจากขยายการลงทุนและความต้องการผลิตภัณฑ์       ทางการเงินสำหรับบุคคล

          - กลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีศักยภาพที่จะขยายเครือข่ายการขายไปในประเทศเพื่อนบ้าน

          - ฯลฯ

          มีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า กำลังซื้อประชาชนจะยังชะลอตัว และจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีหน้า ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนสงสัยว่าพอร์ตการลงทุนที่อิงกับการบริโภคค่อนข้างมากจะ สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้หรือไม่ ?

           เรื่องนี้เรามองว่าการเลือกหุ้นรายตัวเพื่อลงทุนเป็นหัวใจสำคัญสำหรับ ประเด็นนี้ เนื่องจากไม่ใช่ว่าทุกธุรกิจที่อิงกับการบริโภคจะดีหรือไม่ดีไปทั้งหมด เห็นได้จากผลประกอบการที่ผ่านมาในปี 2556 ที่หุ้นค้าปลีกหลายตัวยังมีกำไรเติบโตได้ ถึงจะถูกผลกระทบบ้างแต่ก็ไม่มากอย่างที่กังวลกัน เราจึงเชื่อว่าบรรยากาศการลงทุนในธุรกิจกลุ่มนี้น่าจะดีขึ้นในปีหน้า

          ในด้าน Valuation เรามองว่าราคาซื้อขายหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดไม่ใช่ราคาถูก แต่ขณะนี้ก็ลดลงไปพอดูแล้วจากความกังวลทางการเมืองและความกังวลเรื่องลดขนาด QE ทำให้หุ้นบางตัวมี Upside มากพอและคุ้มกับความเสี่ยง

          การลงทุนในหุ้นแบบนี้ เราเชื่อว่าจะช่วยให้การลงทุนสำหรับปี 2557 ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนต้องยอมรับว่า “ด้วย ศักยภาพการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนที่ดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเพิ่มขึ้น หุ้นไทยคงจะไม่ถูกซื้อขายในระดับราคาที่ต่ำเหมือนช่วงก่อนวิกฤติแฮมเบอเกอร์ เราจึงต้องยอมซื้อหุ้นที่ราคาสูงขึ้นมาบ้างเพื่อจะได้รับผลตอบแทนจากการเติบ โตในอนาคต แต่เราจะหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีราคาสูงเกินมูลค่ามากเกินไป”

          ปัญหาการเมือง แม้จะยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน / ปัญหายกเพดานหนี้อีกครั้งของสหรัฐในปลายๆ กพ หน้า / กับปัญหา QE ที่จะยังตามมาหลอกหลอนในปลายๆ ไตรมาสแรกปีหน้า ฯลฯ ล้วนอาจจะกระทบราคาหุ้นในกระดานได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าผู้ลงทุนตั้งใจลง ทุนระยะยาวนานได้หลายๆ ปี เลือกหุ้นที่ดี ราคาในกระดานจะเป็นอย่างไรในระยะสั้นก็ไม่น่าจะกระทบกับกำไรสุทธิในอนาคตของ หุ้นนั้นๆ

          อย่าลืมว่าเราลงทุนในกิจการดีๆ  มีกำไร ไม่ได้ลงทุนในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ และถ้าใครบอกตัวเองว่าเป็นผู้ลงทุนระยะยาว เป็น Value Investor แต่กลับไปหวั่นไหวง่ายๆ กับสิ่งเร้าที่เข้ามาทุกวัน ทั้งบวกและลบ  คุณอาจไม่เหมาะที่จะลงทุนในหุ้น

          การได้รางวัลบริหารจัดการกองทุนเป็นที่หนึ่งในแต่ละปี นั้น เมื่อได้ เราก็ดีใจ แต่เราไม่ได้ตั้งเป้าบริหารกองทุนเพื่อให้ได้รางวัลเป็นปีต่อปี เพราะโดยธรรมชาติของการบริหารพอร์ตลงทุนนั้น โอกาสที่จะได้รางวัลที่ 1 ทุกปี เรียกได้ว่าไม่มีเลย

          ไม่เหมือนการมองระยะยาวกว่านั้น เช่นในกรอบสั้นที่สุดก็ 3 ปี ระยะกลางก็ 5 ปี และระยะยาวคือ 10 ปี ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราที่จะต้องการให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เป็นกอบเป็นกำ สมกับความอดทนรอคอยอันยาวนานของผู้ลงทุน

          ดังนั้น แม้หุ้นที่เราลงทุนไปด้วยความเชื่อมั่น อาจจะมีราคาในกระดานบางช่วง บางปี ไม่โดดเด่น เพราะคนเลิกฮิต แต่ถ้าเรามองเห็นว่าความฮิตไม่เกี่ยว กำไรสุทธิของบริษัทนั้นๆ ต่างหากที่เป็นภาพจริง และภาพที่เราเห็นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างคุ้มค่ายังมีอยู่ เราก็จะกอดหุ้นแบบนั้นไว้แน่นๆ และเมื่อมีจังหวะ ราคาตกลงมา เราก็จะสะสมเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่กำหนดสัดส่วนไว้ค่ะ

วรวรรณ ธาราภูมิ
CEO กองทุนบัวหลวง