วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อเกษียณก่อนวัยอันควร

ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แนวโน้มความสนใจของคนรุ่นใหม่ อยากรวยเร็วและเกษียณกันเร็วขึ้น จากแต่ก่อนต้องมีอายุ 55 หรือ 60 ปีนั่นแหละถึงจะเกษียณ
ความสนใจตรงนี้ สะท้อนได้จากกองทัพหนังสือคู่มือความรวยที่วางขายกันเกลื่อน การเติบโตขึ้นของขนาดมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนรวม และการเพิ่มขึ้นของผู้ทำประกันชีวิต
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปที่คุณจะวางมือจากหน้าที่การงานเร็วกว่าปกติ ขอเพียงแค่วางแผนเพื่อเตรียมพร้อมกับชีวิตแบบนี้ให้ Fundamentals ฉบับนี้มีเรื่องการวางแผนเกษียณก่อนกำหนดมานำเสนอ เผื่อว่าใครสนใจจะเกษียณอายุการทำงานตั้งแต่ยังไม่แก่ จะได้รู้ว่าต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง
***************
วางแผนออมให้เพียงพอในช่วงชีวิตที่เหลือ
ถ้าอยากจะเกษียณ ตอนอายุ 55 หรือเร็วกว่า 55 จะต้องทำอย่างไร???
แม้คนส่วนใหญ่จะวางแผนเกษียณตามปกติเมื่ออายุ 60 แต่ควรเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องคิดว่า ถ้าต้องเกษียณก่อนกำหนดที่วางแผนไว้ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพราะในสภาพการทำงานปัจจุบัน เราอาจจะไม่ได้เป็นผู้เลือกเองว่าจะเกษียณตอนอายุเท่าไร เพราะบางทีอาจจะถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องเกษียณ หรือเลิกทำงานเร็วกว่าที่คาดไว้
ในสหรัฐ เคยมีการสำรวจ และพบว่าประมาณ 40% ของคนที่เกษียณอายุแล้ว เป็นคนที่ต้องเกษียณก่อนเวลาที่ตัวเองตั้งใจไว้ โดยสาเหตุหลักมาจาก 2 เรื่องคือ สุขภาพ และเพราะถูกเลิกจ้าง และเมื่อถูกบังคับให้เกษียณแล้ว หากจะหางานใหม่ทำ ก็ไม่ง่าย
"อัมพร" พนักงานบริษัทคนหนึ่ง เธอตัดสินใจลาออกจากงานด้วยวัยเพียง 47 ปี เหตุผลของเธอคือ รู้สึกเบื่อเจ้านาย เบื่องาน จึงรู้สึกเหนื่อยในการที่ต้องตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน ปัจจุบันนี้เธออายุ 57 ปี เธอบอกว่าถ้าย้อนเวลาได้ก็คงไม่ตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนดแน่นอน เพราะด้วยความที่ไม่พร้อมทำให้เธอประสบกับปัญหาหลายอย่าง
จากการพูดคุยกับเธอทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่างในการเตรียมตัวของผู้ที่ใกล้เกษียณ หรือผู้ที่กำลังคิดจะเกษียณก่อนกำหนด คงมีหลายปัจจัยที่จะต้องพิจารณา

@ เตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจ
ที่เธอบอกว่าให้เตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจก็เพราะถ้าคุณเคยตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน ชีวิตวุ่นวายกับเรื่องงานทั้งวี่ทั้งวัน วันหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วมาก แต่ถ้าต้องตื่นมาแบบไม่มีอะไรทำ ช่วงแรกอาจยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอนานเข้า ความเหงาความรู้สึกเบื่อหน่ายจะเข้ามาเยือน รู้สึกวันหนึ่งๆ ทำไมมันผ่านไปช้าอย่างนี้ บางช่วงเธอถึงกับรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่าเพราะเพื่อนในวัยเดียวกันยังทำงานอยู่
วิธีง่ายๆ ที่คุณจะรู้ว่า การเกษียณก่อนกำหนดแล้วคุณจะไปรอดหรือไม่ ทดลองลาพักผ่อนสักครึ่งเดือน โดยไม่ไปไหนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหน แล้วดูซิว่าคุณรู้สึกอย่างไร ถ้ารับได้ก็ลองคิดต่อไปว่าถ้าเป็นเดือนเป็นปีจะทำใจได้หรือไม่การปรับตัวยอมรับกับการที่ไม่มีงานทำค่อนข้างยากและใช้เวลานานมาก
"ตอนที่ต้องไปทำงานทุกวัน เราอาจจะรู้สึกท้อและเบื่อหน่ายบ้าง แต่ถ้าหากเราหมั่นสำรวจสภาพจิตใจตัวเองและหาต้นตอแห่งปัญหา และพยายามหาทางแก้ไข ทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี" อัมพรให้ความเห็น

@เร่งทำงานและทำเงิน
"ทิพวัลย์ เอี่ยมโอภาส" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต บอกว่า สภาพเช่นนี้ก็คงไม่ต่างจากในประเทศเรา ดังนั้น เราต้องเตรียมตัวไม่ให้ต้องตกที่นั่งลำบากหากจำเป็นต้องเลิกทำงานตั้งแต่ 50 ช่วงชีวิตของคนมี 3 ช่วงหลัก ช่วงที่ 1 อายุ 20-35 ปี ช่วงเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงาน เริ่มมีหนี้สิน เช่น บัตรเครดิต หรือรถคันแรก ช่วงที่ 2 อายุ 35-50 ปี แต่งงาน มีลูก ผ่อนบ้าน มีภาระของครอบครัว เช่น ส่งลูกเรียน ช่วงที่ 3 อายุ 50-65 รายได้อยู่ในระดับสูง หนี้สิน และภาระครอบครัวเริ่มลดลงหรือหมดไป เตรียมตัวเกษียณ ถ้าโจทย์คือ "ต้องการเกษียณตอนอายุ 50" แสดงว่า ระยะเวลาในการทำงานหาเงิน หายไป 10 ปี คือ ช่วงอายุที่ 3 ต้องจบเมื่อเราอายุ 50 แทนที่จะเป็น 60
ถ้าจะทำให้ได้ มี 2 เรื่องหลักๆ ที่ควรต้องมีคำตอบให้กับตัวเองและครอบครัวอย่างค่อนข้างชัดเจนคือ 1.ระยะเวลาที่เราจะประสบความสำเร็จในการทำงานและการเงิน 2.ระดับมาตรฐานการใช้ชีวิต
ถ้าอยากเกษียณเร็วควรคิด 2 เรื่องนี้ไปพร้อมกัน เรื่องแรกคือ"ระยะเวลาที่เราจะประสบความสำเร็จในการทำงานและการเงิน" เพราะหากต้องการเกษียณตอนอายุ 50 แสดงว่าในช่วง 20 ปีแรกหลังเริ่มทำงาน เราต้องทำงานหรือเก็บเงินหนักมากกว่าคนอื่น ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตได้เร็วคือ ช่วงที่ 2 ของชีวิต ต้องทำให้ได้ตั้งแต่อายุ 40 หรือน้อยกว่านั้น นั่นคือ ก่อนอายุ 40 เราต้องมี Financial Freedom หรือ "อิสรภาพทางการเงิน" ไม่ได้หมายความว่าต้องรวย แต่ต้องปลอดหนี้สินทั้งบ้าน รถและอื่นๆ รวมถึงภาระค่าใช้จ่าย หลักๆ ของครอบครัว เช่น ค่าเรียนลูก เป็นต้น
ถึงจุดนี้เรามีเวลาเท่ากันคือ ต้องประสบความสำเร็จก่อนอายุ 40 ส่วนแต่ละคนจะต้องทำงานหรือเก็บเงินหนักมากกว่าคนอื่นแค่ไหนขึ้นกับเรื่องที่ 2 คือ "ระดับมาตรฐานการใช้ชีวิต" เช่น ถ้าตั้งมาตรฐานการใช้ชีวิตไว้ค่อนข้างสูงกว่าคนปกติส่วนใหญ่ของประเทศ บ้านต้อง 10-20 ล้านบาท ลูกเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กทุกคน พักผ่อนต่างประเทศทั้งครอบครัวทุกปี มีเงินสำหรับการแต่งงาน เรือนหอ รถใหม่สำหรับลูกๆ ทุกคน และหลังเกษียณเมื่ออายุ 50 ต้องการใช้ชีวิตต่างจากตอนทำงานไม่เกิน 20-30% ถ้ามาตรฐานเป็นลักษณะนี้ ก่อนอายุ 40 อาจจะต้องทำงานมากกว่า 1 อย่าง และบางอย่างอาจต้องเป็นงานที่ทำให้ได้เงินก้อนนอกเหนือจากเงินเดือน
แต่ถ้าลดมาตรฐานชีวิตลง เช่น บ้านไม่เกิน 6 ล้าน ลูกเรียนปกติ หรือตัดสินใจไม่มีลูกเลย แบบนี้ ภายในอายุ 40 เหมือนกัน จะเหนื่อยน้อยกว่ากลุ่มแรก คำว่า "ลดมาตรฐานชีวิตลง" ไม่ได้หมายความว่าอยู่อย่าง "ขาดแคลน" เคยได้ดูภาพยนตร์ฝรั่งเรื่องหนึ่งซึ่งสามีซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเกี่ยวกับยาสูบ ถูกให้ออกจากงาน ภรรยารับไม่ได้ที่ต้องย้ายออกจากบ้านหลังเดิมที่ใหญ่มาก ภรรยาบอกสามีว่า สนามหลังบ้านนี้ เป็นที่ที่ลูกสาวหัดเดินเป็นครั้งแรก สามีตอบว่า "เรายังคงมีทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ Scale เล็กลง" คือ บ้านหลังเล็กลง สนามเล็กลงคือ ลดมาตรฐานชีวิตลง นั่นเอง
หรือที่คนวัยเกษียณในต่างประเทศทำกันคือ ย้ายที่อยู่ ไปอยู่ในที่ที่ค่าครองชีพต่ำกว่า เช่น เงินทั้งหมดที่ได้ตอนเกษียณ อาจจะใช้ชีวิตได้ไม่สบายนักในประเทศของเขา จึงเห็นฝรั่งบางกลุ่มย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ต ซึ่งเงินจำนวนเดียวกันใช้ชีวิตได้อย่างสบาย หรือผู้ใหญ่บางท่านหลังเกษียณย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเพราะสบายกว่า และไม่มีค่าใช้จ่ายทางสังคมมากนัก
สรุปถ้าต้องการเกษียณตอนอายุ 50 ต้องเร่งประสบความสำเร็จในการทำงานและทำเงินให้เร็วใน 20 ปีแรกที่ทำงาน แต่ต้องประสบความสำเร็จแค่ไหน ขึ้นกับระดับมาตรฐานชีวิต หรือ lifestyle ที่ท่านเลือก


@ตัวอย่างของคนเกษียณเร็ว
ทิพวัลย์ ยกตัวอย่าง คนธรรมดาที่ทำให้ตัวเองเกษียณตอนอายุ 50 ได้จริง ๆ Paul Matych ทำงานประกันอยู่ที่ TAMPA สหรัฐ เขาไม่ได้วางแผนมาก่อนว่าจะเกษียณตอนอายุ 50 แต่บริษัทเปลี่ยนผู้บริหารและนโยบาย จนเขาอึดอัด ในวันเกิดครบ 50 ปีของเขา เขากลับมานั่งทบทวนฐานะการเงิน และพบว่าเขาไม่ต้องทนทำงานในสภาพนั้นอีกต่อไป เขาตัดสินใจลาออก
ที่เขาทำได้ เพราะเขาวางแผนการเงินและการใช้ชีวิตได้ดีมาก เขาอยู่ท่ามกลางคนทำงานที่หาเงินได้ 1 ล้าน ก็ใช้จ่าย 1 ล้าน แต่เขาตัดสินใจใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง เขาเก็บเงินหนักมือ สิ่งแรกที่เป็นการตัดสินใจที่ถูกมากคือ การผ่อนซื้อบ้านหลังปัจจุบันที่เขาอยู่ โดยทำตามที่นักบัญชีแนะนำ ว่า ถ้าเขาผ่อนบ้านได้หมดเร็ว ก็จะทำให้มีเงินเหลือมาลงทุนได้มากขึ้น เพราะภาระผ่อนบ้านเป็นภาระหนัก ที่จะทำให้เราหยุดอยู่กับที่ โดยเฉพาะในช่วง 7-8 ปีแรก ที่เงินผ่อนบ้านส่วนใหญ่นำไปตัดดอกเบี้ยไม่ใช่เงินต้น
นอกจากนี้ Paul Matych เริ่มกระจายการลงทุนในกองทุนรวมประมาณ 9 กองทุน ทั้งกองทุน Index fund กองหุ้น กองทุน Sector Fund และกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund)
การลงทุนของเขาเป็นการลงทุนระยะยาว โดยเริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 1990 โดยผ่านช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐตกต่ำ จนทำให้ผู้ลงทุนวัยเกษียณทั้งหลายเป็นห่วงเงินลงทุนของตน แต่เขายืนยันว่าเขานอนหลับสบายดีในช่วงนั้น เพราะเขาแบ่งเงินลงทุนซึ่งมีจำนวนเท่ากับค่าใช้จ่ายในครอบครัวสำหรับระยะเวลา 3 ปี ไว้ใน กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก โดยเขาให้ความเห็นว่า ถ้าจะเกษียณ ต้องมีเงินสดพร้อม เพราะการลงทุนในตลาดหุ้น ผู้ลงทุนต้องเตรียมใจวางแผนเพราะตลาดมีโอกาสตกได้
Paul Matych และภรรยา ตกลงกันว่าเมื่อเขาลาออกจากงาน ครอบครัวจะใช้ชีวิตแบบปานกลาง แต่มีทุกอย่างที่จำเป็นและต้องการ

"เราพยายามมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบาย แต่ไม่ใช้ชีวิตแบบ crazy"
เขาและภรรยาใช้รถคุณภาพดีแต่ไม่ใหม่อายุ 4-5 ปี ทำสวนและทำความสะอาดสระว่ายน้ำกันเอง ตอนยังทำงานอยู่เขาพาครอบครัวไปเที่ยวฮาวาย และ Virgin Island ตอนนี้ไม่ได้ทำงานแล้ว เขาพาลูกสาวไปเที่ยว Disney World และไม่เคยคิดจะหวนกลับไปทำงานอีกเลย นอกจากใช้ชีวิตกับครอบครัวแล้ว เขายังตกปลา เล่นกอล์ฟ ซ่อมของในบ้าน เลี้ยงกล้วยไม้ และปลูกกุหลาบ ที่สำคัญหลังเลิกทำงานคือ ต้องมีอะไรทำไปข้างหน้า และเน้นว่าไม่มีความสัมพันธ์โดยตรง (correlation) ระหว่างจำนวนเงินที่ทำมาหาได้กับความสุขของคนๆ นั้น
อีกตัวอย่างนึงเป็นโบรกเกอร์ที่เกษียณตัวเองเมื่ออายุ 54 เพราะกลัวว่าอยู่ต่อไปจะถูกให้ออก เขาเปลี่ยนชีวิตไปเขียนรูปและปั้นประติมากรรมขาย เงินที่ได้ เอาไปซื้องานศิลป์อื่นๆ เก็บไว้ต่อ เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่ง
ทิพวัลย์เล่าอีกว่า มีผู้บริหารคนหนึ่งอายุ 40 กว่า และวางแผน early retire เหมือนกัน ให้แนวคิดซึ่งน่าสนใจไว้ว่า
ตอนที่เรา early retire หรือเลิกทำงานเราจะต้องมี 3 เรื่องนี้จึงจะเป็นการเกษียณอย่างมีความสุข นั่นคือ1.มีอิสระทางการเงิน (financial freedom) ปลอดหนี้สิน และภาระทุกประการ 2.มีงานอดิเรกที่ชอบทำ เพื่อให้ไม่ว่าง 3.มีเพื่อนกลุ่มที่คุยกันรู้เรื่อง ชอบอะไรคล้ายๆ กัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่มีความสุขจากการเกษียณ และมีโอกาสอย่างมากที่จะหันกลับไปหางานทำใหม่
"ทฤษฎีด้านการบริหารจัดการเงินส่วนตัว ที่คุณเคยได้ยินบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้เงินทำงานแบบทบต้น การลงทุนในทางเลือกที่ทำให้คุณแตะต้องเงินไม่ได้จนกว่าจะเกษียณ หรือการลงทุนในทางอื่นๆ ก็เป็นหลักการทั่วไปที่ทุกๆ คนทราบกันดี แต่ในความเป็นจริงทุกคนมีรายละเอียดในชีวิตที่แตกต่างกันมาก คงต้องค่อยๆ คิด และทบทวน เพราะเชื่อว่าทางไปของแต่ละคนเพื่อให้เกษียณก่อนอายุ 50 คงจะมีหลากหลายมาก แต่ถ้าทำได้ทั้งกายและใจ คิดว่าเป็นชีวิตที่จะมีความสุขอย่างมาก และเป็นกลุ่มคนพิเศษที่ได้มีความสุขยาวนานกว่าคนอื่น ๆโดยเฉลี่ย" ทิพย์วัลย์ให้ทัศนะ

@วางแผนออมให้เพียงพอในช่วงชีวิตที่เหลือ
ใครที่ต้องการเกษียณก่อนกำหนด ต้องพิจารณาว่าควรจัดการกับตัวเองอย่างไรเมื่อเกษียณ ลองนึกดูสิว่าระยะเวลาอีก 20-30 กว่าปี ที่ต้องว่างงาน คุณอาจรู้สึกว่าเป็นเวลาที่ยาวนานจนอาจทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
หลักสำคัญของการเกษียณก่อนกำหนดคือ การวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้มีเงินออมเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งในรายละเอียดของแผนการออมเงินนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการตัดงบค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ หรือบางคนหาวิธีเพิ่มเงินออมด้วยการทำงานนอกเวลา
การหางานทำสำหรับผู้ที่วัย 55 ปีแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่หากเป็นงานที่ทำแบบไม่เต็มเวลาอาจหาได้ง่ายกว่า ผู้ที่เกษียณก่อนกำหนดบางคนอาจพบว่า ตัวเองยังสามารถมีชีวิตที่ดีได้ด้วยการเป็นที่ปรึกษา หรือให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ ตามความเชี่ยวชาญของตัวเอง หรือมีบางคนก็ไปทำอาชีพที่เคยใฝ่ฝันมาตลอด
การเตรียมความพร้อมด้านการเงินถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด บางคนรีบลาออกด้วยอารมณ์ ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมด้านการเงิน หรือบางครั้งหวังพึ่งพาคนอื่น เช่น สามี หรือ ภรรยา ฯลฯ ขอบอกว่าระยะยาวลำบากแน่ มีหลายคนที่ต้องอยู่คนเดียวด้วยเงินก้อนหนึ่งที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังมากๆ ที่จริงแล้วการเตรียมการเกษียณอายุเราต้องกำหนดตั้งแต่เริ่มแรกทำงานแล้วว่าจะหยุดการทำงานที่อายุเท่าไร หลังเกษียณแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไร
ถ้ายังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่ง เพราะยังต้องเตรียมเงินค่ารักษาพยาบาลอีก และการใช้จ่ายหลังจากนี้ไปต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง เพราะเงินมีแต่ไหลออกไม่มีไหลเข้าแล้ว
"ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์" ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับธุรกิจนายหน้าและค้าหลักทรัพย์ สำนักงาน ก.ล.ต. บอกว่าสำหรับคนที่วางแผนเกษียณก่อนกำหนด ต้องคิดเรื่องการออมเงินไว้ล่วงหน้าเลย ล่วงหน้านานอย่างน้อย 10 ปีก่อนเกษียณ
"ที่ต้องนานขนาดนี้เพราะบางคนอ้างว่ามีลูก กว่าลูกจะเรียนจบ ตัวเองก็อายุ 45 ปี แล้ว ระหว่างลูกเรียน ลูกต้องกินต้องใช้ด้วยเงินพ่อแม่ พ่อแม่เลยไม่มีเงินเก็บ ไม่เป็นไรมาเริ่มเก็บเงินตอน 45 ปี ก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เริ่มอีก ถือว่าวิกฤติมาก"
ส่วนจะต้องออมเท่าไรนั้น ต้องถามตัวเองว่าเกษียณแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปีล่ะ เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ แต่ถ้าดูกันตามสถิติ มีการค้นคว้าไว้ว่า ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 78 ผู้ชาย โชคดีกว่า แค่ 76 ปี ดังนั้น ถ้าเกษียณที่ 55 ปี ก็ยังอยู่โดยไม่มีเงินเดือนไปอีก 23 ปี เชียวนะ และถ้าเริ่มออมตอนอายุ 45 ปี ก็เท่ากับมีเวลาออม 10 ปี สำหรับอยู่ต่ออีกได้ 23 ปี ถ้าเกษียณที่ 60 ปี ก็มีเวลาออม 15 ปี สำหรับอยู่ต่ออีก 18 ปีเพื่อให้คิดง่ายๆ ใช้ตัวเลขแบบกลางๆ ว่า มีเวลาออม 10 ปี เพื่อสำหรับใช้ตอนไม่มีเงินเดือน อีก 20 ปี อย่างนี้ก็จะเห็นภาพว่า ออมไว้เดือนละเท่าไร ตอนเกษียณต้องใช้สำหรับ 2 เดือนนะ หรือกลับกันคือ อยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไร ขณะนี้ ต้องออมไว้ให้ได้ครึ่งหนึ่ง
เหนืออื่นใด ต้องเตรียมความพร้อมของครอบครัวเอาไว้ด้วย ยิ่งถ้าคุณมีครอบครัวและมีลูก ก็ต้องคิดเผื่อถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยว่าคนในครอบครัวจะมีความเห็นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังต้องคิดเผื่อว่าชีวิตหลังจากนี้จะทำอะไรดี ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีการวางแผน และเตรียมก่อนตัดสินใจเกษียณเป็นอย่างดี


วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

บ้านที่กู้ร่วม หรือ ผ่อนอยู่ ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตจะโดนยึดหรือไม่

ดิฉันมีปัญญามากเลยค่ะเนื่องจากเราทำงานคนเดียวและปัญหาเกี่ยวกับหนี้เครดิตทั้งหลายจะทำยังไงดีค่ะขอปรีกษาหน่อยค่ะ ขอความกรุณาเพื่อนและพี่ที่รู้ช่วยให้แสงหน่อยนะค่ะ
ดิฉันแนบ file มาด้วยเกี่ยวกับตารางนี้ว่าสมควรจะทำอย่างไร และมีคำถามว่า
1. เกี่ยวกับการยึดของในบ้าน ถ้าเราหย่ากับสามีและเปลี่ยนชื่อให้สามีเป็นเจ้าบ้านจะโดนยึดอีกหรือไม่ค่ะเพราะพึงหยุดจ่ายเดือนแรก โทรกระหน่ำเลยค่ะ

2. เกี่ยวกับเรื่องการยึดบ้าน ถ้าราคาบ้านตอนนี้คงประมาณ 650000 ได้แต่เป็นหนี้บ้านอยู่ที่ 450000 แต่ตอนซือราคา 540000 จะถูกยึดไม่ค่ะ กรณีถ้าหย่ากับสามี เขาเป็นผู้กู้ร่วมเขามีสิทธิ์ ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งก่อนหรือเปล่าค่ะ ที่เจ้าหนี้จะยึดได้ช่วยตอบหน่อย นะค่ะ เข้าไปอ่านที่กระทู้ปักหมุดไม่เข้าใจเพราะไม่มีกรณีที่ต้องการรู้ช่วยตอบหน่อยนะค่ะถ้าใครขอบคุณมากค่ะ
               
QUOTE:
1. เกี่ยวกับการยึดของในบ้าน ถ้าเราหย่ากับสามีและเปลี่ยนชื่อให้สามีเป็นเจ้าบ้านจะโดนยึดอีกหรือไม่ค่ะ


หากมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ แต่คุณยังเพิกเฉย และเจ้าหนี้สืบทราบได้ว่าคุณครอบครองทรัพย์สินใดใดอยู่ ไม่ว่าจะหย่าหรือไม่หย่า มันไม่เกี่ยวกันเลย ชื่ิเจ้าบ้านก็เหมือนกัน เจ้าหนี้สามารถบังคับคดียึดบ้านได้อยู่ดี

ถ้าคุณมีชื่อเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์

QUOTE:
กรณีถ้าหย่ากับสามี เขาเป็นผู้กู้ร่วมเขามีสิทธิ์ ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งก่อนหรือเปล่าค่ะ


ถ้ากู้ร่วม แล้วโดนยึด ไม่ว่าจะหย่าหรือไม่หย่า หากขายทอดตลาดได้ แบงค์เจ้าของบ้านได้ไปก่อนจากส่วนที่คงค้าง จากนั้นส่วนที่เหลือก็แบ่งครึ่ง สามีได้ไปส่วนนึง ของคุณ เจ้าหนี้บัตรก็เอาไปหักหนี้

ถ้ายังไม่พอหัก ก็จะไปตามยึดอย่างอื่นอีก จนกว่าจะครบ
               
QUOTE:
ดิฉันมีปัญญามากเลยค่ะเนื่องจากเราทำงานคนเดียวและปัญหาเกี่ยวกับหนี้เครดิตทั้งหลายจะทำยังไงดีค่ะขอปรีกษาหน่อยค่ะ ขอความกรุณาเพื่อนและพี่ที่รู้ช่วยให้แสงหน่อยนะค่ะ


เอาไปเลยครับ...จัดให้ สำหรับ "แสงสว่าง"


QUOTE:
2. เกี่ยวกับเรื่องการยึดบ้าน ถ้าราคาบ้านตอนนี้คงประมาณ 650000 ได้แต่เป็นหนี้บ้านอยู่ที่ 450000 แต่ตอนซือราคา 540000 จะถูกยึดไม่ค่ะ


โดนครับ

กรณีถ้าหย่ากับสามี เขาเป็นผู้กู้ร่วมเขามีสิทธิ์ ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งก่อนหรือเปล่าค่ะ


ใช่แล้วครับ
แต่จริงๆแล้วคำว่า"สินสมรส" ยังไงก็ยังคงต้องเป็น "สินสมรส" อยู่วันยังค่ำ...ถึงแม้จะหย่ากันแล้วก็ตาม ถ้าหากทรัพย์สินนั้นๆ ได้มาหรือซื้อมาอยู่ในช่วงระหว่างที่ยังคง"สมรส"กันอยู่ ก็ต้องถูกจัดว่าเป็น"สินสมรส"อยู่ดี...ถึงแม้จะหย่ากันแล้วก็ตาม

ก็ไหนๆจะ"หย่า(การเมือง)" กันแล้ว...ทำไมคุณไม่ถอนชื่อของตัวเองออกมาจาก"ผู้กู้บ้าน"ซะเลยล่ะครับ แล้วก็หาญาติพี่น้องที่ไว้ใจได้ซักคน (แต่ต้องเป็นคนที่มีรายได้ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร และต้องไม่ติด Black list ด้วย) เพื่อให้เขาทำหน้าที่เข้าไป"เสียบ"เป็นชื่อ"ผู้กู้บ้าน"แทนซะ...หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นอีก ก็ทำเรื่องขายบ้านไปซะเลย (ขายดาวน์บ้าน แล้วให้คนอื่นไปผ่อนต่อเอาเอง) จะขายจริงๆ หรือขาย(หลอกๆ)ให้ญาติพี่น้องของคุณไปผ่อนต่อเอาเองก็ได้...จะได้ไม่ต้องโดน"ครึ่งหนึ่ง"


1. กรณีเปลี่ยนชื่อผู้กู้ จะทำได้เลยหรือ หรือต้องทำสัญญาซื้อขายใหม่

2. กรณีถ้าหย่า กับไม่หย่า ไม่เข้าใจ ว่าถ้าใช้หนี้บ้านแล้วส่วนที่เหลือถ้าไม่หย่าสามารถ นำของสามีมาขำระหนี้ด้วย เพราะสามีถือเสมือนบุคตลคนเดียวกัน แต่ กรณีถ้าหย่าส่วนของสามีก็ไม่มีสืทธิ์ยึดได้ใช่ไหมค่ะตอบด้วยค่ะ
เพราะสว่างยังไม่เต็มที่ขอบคุณค่ะ
               
ถาม : 1. กรณีเปลี่ยนชื่อผู้กู้ จะทำได้เลยหรือ หรือต้องทำสัญญาซื้อขายใหม่
ตอบ : โหย...แม่สาวขี้สงสัย!
ยังไม่ได้ลองทำเลย...แล้วรู้ได้ยังไงว่า "ทำได้" หรือ "ทำไม่ได้"...ลองไปติดต่อกับธนาคาร"เจ้าหนี้บ้าน"ดูแล้วหรือยัง?
ถ้ากรณีของคุณทำไม่ได้...แล้วทำไมทีกรณีของคนอื่นๆ เขาถึงทำได้ล่ะ?
การเปลี่ยนชื่อ"ผู้กู้" มันก็คือ "การเซ็นต์ทำสัญญาใหม่" นั่นแหละครับ...มันทำได้ทั้งนั้นแหละ
ถ้าธนาคารเดิมที่เป็น"เจ้าหนี้บ้าน" มันโยกโย้ มากเรื่องนัก ก็ให้ญาติพี่น้องของคุณไปหากู้ธนาคารที่อื่นๆก็ได้นี่ครับ (กู้กับธนาคารที่ใหม่ เพื่อเอาเงินมาปิดหนี้กับธนาคารที่เก่า)...อย่างเช่น ธ.ออมสิน กับ ธ.อาคารสงเคราะห์ เนี่ย...อัตราดอกเบี้ยมัน"ถูก"ใกล้เคียงกัน...ธนาคารไหนที่มัน "งี่เง่า" ก็อย่าไปง้อมันสิครับ



ครบถ้วนขบวนเพลงจากทั้งสองท่านแล้ว..ทีนี้ก็ถึงตาผมมั่งล่ะ
เอาสั้นๆนะ

ปัญหาเมื่อเกิดมาแล้วต้องร่วมกันแก้..ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ก็มาจากไอ้บัตรเครดิตที่เราก่อขึ นเองทั้งนั้น
การหย่าร้าง เพื่อปลดหนี้ มันมีประโยชน์มากมายถึงขนาดนั้นเลยหรือแล้วพวกเด็กๆล่ะ?
สินสมรส ถูกต้องตามกฏหมาย 100 % ต้องถูกแบ่งครึ่ง

แล้วเจ้าหนี้มันจะรู้ได้เลยหรือว่าทรัพย์สินอะไร..ก็ต้องสืบกันลิ้นห้อยเลยหล่ะ
ทำไมคุณต้องมากังวลในตอนนี้
เอาเวลามาหาวิธีจัดการกับหนี้แบบใหนจะดีกว่า (เอ๊ะ!!! รึว่านี่คือวิธีการของคุณ)
ลองศึกษาในเวปนี้ดูก่อนดีมั๊ย? มีครบเครื่อง ไม่เสียเวลาเปล่าหรอกครับ แล้วคุณอาจพบทางออกด้วยตัวคุณเอง

อย่าให้ต้องบอกกัน..แบบตรงๆ..สุดโต่งกันไปเลยหรือ

กว่าจะถึงขั้นตอนนั้นยังอีกนาน คุณยังไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกครับ
เรื่องหย่าไม่แนะนำให้ทำครับ ครอบครัวเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันรักษา
พวกทรัพย์สินถึงแม้จะเสียไป ซักวันยังสามารถหาใหม่ได้..
ตอนนี้คุณและสามีต้องเป็นกำลังใจให้กันและกันแก้ปัญหาหนี้ให้ผ่านไปให้ได้
ถ้ายังไหวก็สู้ ๆครับอย่าเพิ่งคิดหย่าเลย


แต่ถ้ามัน..ตันแล้วจริงๆ..ก็แล้วแต่คุณนะครับ

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ไม่ถึง 1 ปี เป็นหนี้บัตรเครดิต 1 ล้าน รู้ตัวอีกทีเป็นโรคซึมเศร้าเกือบฆ่าตัวตาย

ปีที่แล้วพึ่งตั้งกระทู้ไป ปีนี้มีเรื่องมาเตือนใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เรื่องบัตรเครดิต และ บัตรกดเงินสดครับ เรื่องมีอยุ่ว่า

1. เมื่อต้นปีผมทำบัตรเครดิต และ บัตรกด เงินสด รวม 6 ใบ ใบละ 150,000 ถึง 200,000 รวมเป็นเงิน 1 ล้านบาทพอดี ในตอนนั้นคิดว่าลองสมัครไปดูหลายๆที่ ประมาณ 9 ที่พร้อมๆกัน (เพราะพึ่งหลุดจากแบล๊กลิสต์) ปรากฏว่า ผ่านทั้งหมด 6 ใบ อีก 3 ไม่ผ่านผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไรแต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเครดิตบูโร ในใจคิดว่าเอาไว้ใช้จ่ายฉุกเฉิน เพราะบัตรแต่ละใบที่สมัครไม่เสียรายปี แค่เพียงใช้ยอดถึงที่กำหนด

2. ตอนได้มาใบแรก ผมก็รูดไปเที่ยวต่างประเทศเลย ซึ่งตอนนั้นพึ่งจ่ายหนี้หมด เหลือแค่ผ่อนรถ กับให้เงินที่บ้านเท่านั้น ผมรูดซื้อของที่อยากซื้อ ไปเที่ยวทุกที่ที่อยากไป แค่เดือนแรก ผมรูดไป 2 แสนกว่าบาท ตอนนั้นยังคิดว่าชิวๆ จ่ายขั้นต่ำแค่เดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท แปบเดียวก็หมด ผมพาทั้งครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ พ่อ แม่ และน้องของผม ซึ่งตอนนั้นรู้สึกมีความสุขมากๆครับ หลังจากที่ผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมาเยอะ

3. ตอนไปเที่ยวต่างประเทศ ก็รูดซื้อของให้ที่บ้าน พาไปกินอาหารขึ้นชื่อ สถานที่ดังๆ คือผมพาครอบครัวไปเองครับ เพราะเคยไปมาแล้ว และคิดว่าสนุกกว่าไปกับทัวร์ จบทริป ผมรูดไปอีก แสนกว่าบาท ภายในระยะเวลา 3 เดือน ผมรูดบัตรไปเกือบ 4 แสน และคิดว่าจะไม่รูดเพิ่มอีก แต่ตอนนั้นยังไม่เคยกดเงินสดออกมาครับ แต่ก็จ่ายขั้นต่ำอยุ่

4. ผมเริ่มคิดจะทำธุรกิจ (อีกแล้ว) พอดีมีรุ่นพี่ที่รุจักปล่อยเซ้งร้านขายชายี่ห้อหนึ่ง เนื่องจากรุ่นพี่จะไปอยู่ต่างประเทศ ค่าเซ้งรวมอุปกรณ์ทุกอย่าง 400,000 หลังจากที่สำรวจมาหลายอาทิตย์ ผมจะไปร้านแกหลังเลิกงาน กับเสาร์ อาทิตย์ครับ คนก็มาซื้อเยอะ เดือนนึงรุ่นพี่บอกว่ากำไรประมาณ 2-3 หมื่น หักทุกอย่างแล้ว ตอนนั้นก็คิดว่าปีนึงก็คืนทุนแล้ว เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก จึงตัดสินใจเซ้งร้านต่อ

5. ผมมีเงินสดตอนนั้นอยุ่แค่ 30,000 บาท และกดเงินสดมาจากบัตรรวม 400,000 เป็นค่าเซ้งร้าน และมีค่าตกแต่งร้านเพิ่มนิดหน่อย ลูกจ้าง 2 คนก็คนเดิมครับที่ทำงานกับพี่ซึ่งไม่ต้องสอนอะไรเพิ่ม ค่าจ้างตอนนั้นคนละ 400 บาทต่อวัน ขายตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม บางช่วงลูกค้าน้อย ผมก็ให้สลับๆกันได้ ค่าเช่าที่เดือนละ 15,000 บาท ค่าไฟก็เดือนละ 7,000 กว่าบาท เป็นแค่ซอกเล็กๆแต่ค่าที่แพงมาก เพราะคนพลุกพล่าน แต่เสาร์ อาทิตย์ คนจะน้อยว่าเวลาทำงาน

6. เริ่มต้นขาย ก็ขายดีนะครับ วันธรรมดาได้เกือบ 100 แก้ว ไม่รวมทอปปิ้ง เสาร์ อาทิตย์ ประมาณ 50 แก้ว ยอมรับเลยครับว่าเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก เนื่องจากผมมีงานประจำ ต้องซื้อของเอง เชคของเอง คอยแก้ปัญหาทุกๆอย่างที่เกิดกับร้าน บางครั้งก็ต้องเข้ามาชงชาเอง 1-2 เดือนแรก กำไร เดือนละ 30,000 กว่าบาท ก็พยายามเอาไปจ่าย บัตรที่รูดและกดออกมา แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังคงรูดใช้จ่ายไปเรื่อยๆ

7. เข้าเดือนที่ 3 ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆคือของในร้านมันจะหมดเร็วกว่าปกติ แต่ยอดขายได้เท่าเดิม เลยเริ่มสงสัยว่ามีลูกจ้างจะเอาของออกจากร้านไป อ่อระหว่างนั้นก็มีลูกจ้างมาใหม่เรื่อยๆครับ บางคนกลับบ้านต่างจังหวัด บางคนต้องไปเลี้ยงลูก ผมพยายามดูกล้องแต่ก็จับไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร ตอนนั้นยังคิดว่าคนชงมือใหม่มือหนักใส่เยอะ เลยไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่กำไรลดลงมาเยอะ



ขออนุญาตกลับมาเล่าต่อนะครับ ตอนนี้ผมก็ยังไม่ค่อยหายดีเป็นปกติเท่าไหร่ พอคิดถึงเรื่องเก่าๆที่ผิดพลาดมาซ้ำๆ แล้วมันเศร้า น้ำตามันไหลครับ มันอาจจะดูผิดพลาดซึ่งมันผิดพลาดจริงๆ แต่ตอนนั้นผมกลับไม่ได้คิดแบบนั้น อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ครับ

8. ตอนประเมินเงินเดือนขึ้น หัวหน้าผมบอกว่าความสารมารถผม outstanding ซึ่งได้ขึ้นเงินเดือนมาอีก ช่วงนั้น ผมรู้สึกมีความสุขนะ ถึงแม้จะมีหนี้เยอะ แต่ทำทุกอย่างเต็มที่ คิดถึงแต่ข้างหน้าว่ามันจะต้องหมดให้เร็วที่สุด แต่สิ่งแย่ๆก็เริ่มเข้ามาเรื่อยๆ มันเป็นเพราะตัวผมเอง ผมเริ่มเที่ยวกลางคืน สังสรรค์ กินเหล้า บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ผมทำทุกอย่างได้พร้อมๆกันเหมือนมีพลัง ไม่มีวันหมด ไปเที่ยวทุกที่ที่อยากไป ไปดูร้านบ้างไม่ไปบ้าง ใช้น้องในร้านไปซื้อของแทน โดยให้เงินเพิ่ม ภายใน 3 เดือนหลังจากเปิดร้าน บัตรเครดิตผมเต็มทุกใบ

9. ช่วงเปิดร้านแรกๆ ผมจ่ายบัตรขั้นต่ำเกือบทุกเดือน ตกเดือนละ 60,000 - 50,000 บาท โดยที่ยังมีค่าผ่อนรถเดือนละ 20,000 และค่าเช่าห้อง ซึ่งตอนนั้นดอกเบี้ยที่ผมต้องจ่ายต่อเดือนเกือบหนึ่งหมื่นบาท และค่าใช้จ่ายที่ต้องหมุนเวียนในร้านอีก ซึ่งกำไรก็น้อยลงในเดือนที่ 3 พอขึ้นเดือนที่ 4 ผมรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว จะหาคนมาช่วยก็ไม่มี ถ้าจ้างใครอีกคงไม่เหลืออะไร แถมต้องจ่ายบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเดือนละ 80,000 กว่าบาท จึงตัดสินใจประกาศเซ้งร้านต่อที่ราคาเดิม 400,000 บาท เพื่อเอามาปิดบัตรแต่กว่าจะหาคนเซ้งต่อได้ก็ใช้เวลาเกือบเดือนเหมือนกัน เป็นรุ่นน้องผู้หญิง ต้องสอนอะไรหลายอย่าง กว่สจะได้เงินมาก็ใช้เวลา และน้องขอต่อราคาเหลือ 370,000 ผมก็ตกลงที่ราคานั้น

10. พอได้เงินมาผมปิดบัตรเงินสดและบัตรเครดิตไปได้ 3 ใบ เหลืออีก 3 ใบ ยอดรวมเกือบ 500,000 ซึ่งก็จ่ายขั้นต่ำมาเรื่อยๆ ค่าผ่อนรถ มีช้าบ้างโดนค่าทวงถาม ค่าเบี้ยปรับเพิ่ม กดเงินสดมาจ่าย เพื่อไม่ให้เลยกำหนดบ้าง และตอนนั้นผมเริ่มเที่ยวน้อยลง บวกกับผมเริ่มมีความเครียดเรื่องหนี้ที่เกิด ผมเสียใจว่าผมทำอะไรลงไป ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมไม่เคยบอกที่บ้านเรื่องหนี้ ไม่เคยบอกเพื่อนหรือใคร บอกแค่ผู้หญิงคนนึงที่ผมเจอที่ผับช่วงนั้น เราเที่ยวด้วยกันบ่อย และตกลงคบกัน ผมเล่าเธอทุกเรื่องที่ผมผ่านมาตอนนั้น ปัจจุบันก็คือแฟนผม

11. ผมเริ่มเครียดจนขนาดไม่อยากเจอใคร ไม่อยากไปไหน ทุกอย่างมันดูเศร้าไปหมด จากที่เคยทำงานได้ดี ผมรู้สึกผมทำงานไม่ได้ ไม่มีเรี่ยวแรง นอนซมและลาป่วยบ่อย ผมรุ้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่รุ้ว่าจะเกิดมาบนโลกนี้ทำไม ในแต่ละวันผมคิดเรื่องตายไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง แต่ยังไม่เคยทำจริง เพราะกลัวแฟนจะเสียใจ เชื่อมั้ยตอนนั้นในสมองผมไม่มีคิดถึงพ่อ แม่ หรือน้องเลย ผมนอนร้องไห้แทบทุกคืน ตอนนั้นแฟนจะมาหาผมแค่ช่วงศุกร์ เสาร์ จนแฟนเริ่มสงสัยว่าเป็นอะไร เธอจึงพาผมไปหาหมอ

12. ผมหาหมออายุรกรรม 2 โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลเอกชนใช้บัตรประกันสุขภาพของบริษัท โดยที่เล่าอาการแค่บอกว่ารู้สึกไม่สบาย มีไข้ เจ็บคอ หมอก็ตรวจเลือด ทุกอย่างในร่างกายผมปกติดี มีแค่เลือดจางเล็กน้อย ค่าตรวจเลือดแต่ละที่ค่อนข้างจะแพงผมก็รูดบัตรทุกครั้ง และผมก็ยังป่วยอยุ่อย่างนั้นเรื่อยๆ จนผมตัดสินใจไปที่ โรงพยาบาลที่ผมทำประกันสังคม ผมเล่าอาการให้หมอฟังและตรวจเลือดซึ่งค่าใช้จ่ายฟรี ตอนเล่าผมร้องไห้บอกหมอว่าอยากหาย แต่ไม่เคยเล่าเรื่องจะฆ่าตัวตาย หมอคนนี้แนะนำให้ผมไปพบแพทย์ที่แผนกจิตเวช

13. ปกติแฟนผมจะไปด้วยตลอด แต่วันนั้นแฟนผมติดงานไม่ได้ไปด้วย ผมไปนั่งรอแผนกจิตเวชและยังร้องไห้ไม่หยุด ผมคิดว่าผมคงเป็นบ้าหมอเลยแนะนำให้มาที่แผนกนี้ พอผมเข้าไป พยาบาลบอกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไม่รับคนไข้แล้ว แต่พยาบาลเห็นผมนั่งร้องไห้และซักประวัติถามว่าเป็นอะไร ผมเล่าพยาบาลคนนั่นไปเรื่องอยากตาย พยาบาลจึงไปตามอาจารย์หมอที่กำลังสอนอยุ่มาดูเคสของผม พอหมอมาการพูดคุยทำให้ผมรุ้สึกดีขึ้น ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมอฟัง หมอสันนิษฐานว่าผมเป็นไบโพลาร์และอยุ่ในช่วงซึมเศร้า พอได้ยินผมก็ยังร้องไห้ไม่หยุด

ขอโทษจริงๆครับ ผมต้องนอนแล้ว เพราะกินยานอนหลับไปซักพักแล้ว พรุ่งนี้มาต่อนะครับ

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

บัตรเสริมบัตรหลัก ใครต้องรับผิดชอบเมื่อถูกฟ้อง

สามีมีบัตร Hsbc ดิฉันเป็นบัตรเสริม ที่ผ่านมาก้อปกติมาตลอด จนกระทั่งสามีเสียชีวิต ดิฉัน
ก้อยังใช้บัตรเสริมไปเรื่อย ๆ และชำระด้วยดีตลอด เกิดเหตุที่ดิฉันส่งเงินเข้าไม่ทันกำหนด เค้า
ก้อตามที่สามีดิฉัน และพบว่าสามีดิฉันเสียแล้ว เค้าได้ค้นหาเบอร์ของดิฉัน และติดต่อดิฉัน ซึ่ง
ดิฉันก้อบอกไปตามจริงว่าสามีเสียไปแล้ว และเค้าก้อขอปิดบัตร พร้อมทั้งขอสำเนาใบมรณะบัตร
ดิฉันก้อส่งไปให้ ซึ่งนับจากนั้นดิฉันไม่ได้ส่งเงินเข้าอีกเลย และพยายามต่อรองเพื่อผ่อนผัน
ชำระหนี้ อ้อ หนี้บัตรมีประมาณ 7หมื่น โดยขอชำระเดือนล่ะ 5พัน แต่ขอให้ระงับดอกเบี้ย เค้าก้อ
บอกไม่ได้ เค้าก้อติดต่อมาเรื่อย ๆ ดิฉันก้อพยายามขอผ่อนผันเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อต้นเดือน
เมย.52 หนี้ได้เพิ่มเป็น 8หมื่น เค้ายอมลดให้ครึ่งหนึ่ง คือประมาณ 4หมื่น ประจวบกับเพื่อน
ที่เคยยืมเงินดิฉันไปจะคืนเงินให้ ดิฉันจึงตกปากรับคำจะนำเงินไปชำระในวันที่ 20 เมย.52
แต่ปรากฎว่าเพื่อนดิฉันประสบเหตุในเหตุการณ์เสื้อแดง และป่วยอยุ่ใน รพ. ทำให้ยังไม่สามารถ
คืนเงินดิฉันได้ ดิฉันก้อไม่มีเงินไปคืนให้ ในกรณีนี้ดิฉันจะทำอย่างไรดี ซึ่งดิฉันไม่มีเงินพอที่
จะใช้หนี้ได้ ถ้าปล่อยให้ฟ้องศาลเลยจะทำให้ดิฉันติดหนี้เสียในเครดิตบูโรหรือไม่ค่ะ ขอความ
กรุณาด้วยค่ะ

ต่ปรากฎว่าเพื่อนดิฉันประสบเหตุในเหตุการณ์เสื้อแดง และป่วยอยุ่ใน รพ. ทำให้ยังไม่สามารถ
คืนเงินดิฉันได้ ดิฉันก้อไม่มีเงินไปคืนให้

QUOTE:
ในกรณีนี้ดิฉันจะทำอย่างไรดี ซึ่งดิฉันไม่มีเงินพอที่
จะใช้หนี้ได้


เก็บเงินให้อยู่กับตัวให้มากที่สุดไข้ไว้ครับ

QUOTE:
ถ้าปล่อยให้ฟ้องศาลเลยจะทำให้ดิฉันติดหนี้เสียในเครดิตบูโรหรือไม่ค่ะ ขอความ
กรุณาด้วยค่ะ
[/quote]

ปล่อยฟ้องศาลเลยก็โดนเจ้าหนี้ ฟ้องรวมค่าทวงถาม ดอกเบี้ย ค่าทนาย แน่ๆเลย ไม่ดีหรอกครับ

ส่วน หนี้เสีย ในบูโร ติดแน่นอน จนกว่าคุณจะเคลียร์หนี้ทั้งหมดที่คุณมี ทุกๆเจ้า ผ่านพ้นไป 3 ปี (กรณีบุคคลธรรมดา) ก็หลุดบูโร ประวัติเคลียร์ทั้งหมด ส่วน (นิติบุคล 5 ปี)

ถาม : ดิฉันก้อบอกไปตามจริงว่าสามีเสียไปแล้ว และเค้าก้อขอปิดบัตร พร้อมทั้งขอสำเนาใบมรณะบัตร ดิฉันก้อส่งไปให้ ซึ่งนับจากนั้นดิฉันไม่ได้ส่งเงินเข้าอีกเลย และพยายามต่อรองเพื่อผ่อนผันชำระหนี้ อ้อ หนี้บัตรมีประมาณ 7หมื่น โดยขอชำระเดือนล่ะ 5พัน แต่ขอให้ระงับดอกเบี้ย เค้าก้อบอกไม่ได้ เค้าก้อติดต่อมาเรื่อย ๆ ดิฉันก้อพยายามขอผ่อนผันเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อต้นเดือน
เมย.52 หนี้ได้เพิ่มเป็น 8หมื่น เค้ายอมลดให้ครึ่งหนึ่ง คือประมาณ 4หมื่น ประจวบกับเพื่อนที่เคยยืมเงินดิฉันไปจะคืนเงินให้ ดิฉันจึงตกปากรับคำจะนำเงินไปชำระในวันที่ 20 เมย.52 แต่ปรากฎว่าเพื่อนดิฉันประสบเหตุในเหตุการณ์เสื้อแดง และป่วยอยุ่ใน รพ. ทำให้ยังไม่สามารถคืนเงินดิฉันได้ ดิฉันก้อไม่มีเงินไปคืนให้ ในกรณีนี้ดิฉันจะทำอย่างไรดี



ส่วนเรื่องถ้าเป็นหนี้จาก "บัตรเสริม" แล้วต้องใช้หนี้เมื่อถูกฟ้องด้วยหรือไม่...ก็เคยตอบไปแล้วเช่นกันว่า

โจทก์ไม่สามารถอ้างได้ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระชอบหนี้ใดๆร่วมกับจำเลยที่1 โดยอาศัยตาม ประกาศ/คำสั่ง ของ ธปท.ว่าด้วยเรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตลงวันที่ 23 มีนาคม 2547 ตามข้อ 4.2 และข้อ 4.3 ที่กำหนดเอาไว้ว่า

4.2 ในประกาศนี้
บัตรหลักหมายความว่า บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค ที่เป็นผู้มีรายได้หรือฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ตามบัตรเครดิตได้
บัตรเสริมหมายความว่า บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค ที่ผู้ถือบัตรหลักยินยอมให้ใช้จ่ายเงินภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลัก และผู้ถือบัตรหลักจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด

4.3 คุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิต
กรณีผู้ถือบัตรหลัก
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต จะออกบัตรหลักให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคได้ เมื่อผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
(1) มีรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆรวมกันไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท ต่อเดือน หรือไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท ต่อปี โดยต้องแสดงหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้
(2) เป็นผู้มีรายได้หรือเคยมีรายได้จากการทำมาหาได้ของตนเอง โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงิน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นผู้มีฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระเงินตามบัตรเครดิตได้
กรณีผู้ถือบัตรเสริม
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจออกบัตรเสริมให้กับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตาม (1)-(2) ข้างต้น หรือผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ ภายใต้สัญญาที่ทำกับผู้ถือบัตรหลัก โดยวงเงินการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเสริม ต้องอยู่ภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น และผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด


ถาม : ถ้าปล่อยให้ฟ้องศาลเลยจะทำให้ดิฉันติดหนี้เสียในเครดิตบูโรหรือไม่ค่ะ ขอความกรุณาด้วยค่ะ
ตอบ : ท้าให้มันฟ้องเลยครับ...แล้วก็ไปสู้คดีที่ชั้นศาล ซึ่งผมมั่นใจว่าคุณต้องชนะคดีแน่ๆ โดยชนะแบบ "ยกฟ้อง" ให้กับจำเลยที่ 2 (ซึ่งหมายถึงตัวคุณนั่นแหละ)

แล้วคุณก็เอา"คำพิพากษา"นี้ ไปเขียนคำร้องที่เครดิตบูโร เพื่อใ้ห้ทำการ Update ข้อมูลของคุณให้เป็นสถานะ L3 (ศาลพิพากษายกฟ้อง)...หลังจากนั้นคุณก็รอไปอีก 3 ปี ข้อมูลในเครดิตบูโรของคุณมันก็จะถูกลบออกไปเองตามข้อกฏหมาย

การแก้ไขปัญหาหนี้จากการผ่อนสินค้า

เห็นถามกันมาเยอะ...ถามกันจัง...ถามมาตลอดทุกปี...ถามไม่หยุดไม่หย่อน วันนี้ผมจะมาไขปัญหานี้ให้กระจ่างกันไปเลย

คำถามส่วนใหญ่มักจะถามกันว่า

- ผมผ่อน เครื่องซักผ้าไว้ แล้วจ่ายต่อไม่ไหว เขาจะมายึดเอาของคืนไหมครับ?

- เคยผ่อน โน๊ตบุ๊ค เอาไว้ แต่ได้เอาไปขายแล้ว แล้วตอนนี้ก็ไม่ได้ผ่อนต่อ ทางเจ้าหนี้บอกว่า เป็นคดีอาญา ต้องติดคุก จริงไหมคะ?

- ใช้ชื่อของตัวเองทำสัญญาผ่อน TV ให้กับเพื่อนที่อยู่ข้างๆห้องเช่า แต่ตอนนี้เพื่อนหนีหนี้ไปแล้ว เจ้าหนี้เขาโทรมาทวงเอา TV คืน แต่เพื่อนก็ย้ายห้องพร้อม TV หนีไปไหนก็ไม่รู้ ทางเจ้าหนี้ก็บอกว่าถ้าไม่เอา TV มาคืน จะเอาตำรวจมาจับผม จะทำยังไงดีครับ?

- ผ่อนตู้เย็นมาได้ 3 เดือนแล้วค่ะ แต่ตอนนี้ตกงานไม่มีเงินผ่อนต่อ คนโทรมาทวงบอกว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อ เขาจำเป็นต้องมายึดเอาของไป ทำได้ด้วยหรือคะ?


จะอธิบายให้ฟังละนะ

สัญญาเช่าซื้อ...มีความหมายว่า ลูกค้าไปเอาของๆเขามาใช้ ในลักษณะของการเช่าของ และสัญญาว่าจะจ่ายชำระเงินค่าสินค้านั้นๆ โดยการผ่อนเป็นงวดๆพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามข้อตกลง จนกว่าจะครบตามมูลค่าของสินค้านั้นๆ จึงจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ของสินค้านั้นๆ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้าหรือผู้เช่าซื้อต่อไปได้...หากลูกค้าหรือผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระ(ไม่จ่าย) เจ้าของสินค้าก็ต้องไปยึดเอาของคืนมา...มันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
แต่ถ้าเจ้าของตามไปยึดสินค้าแล้ว กลับไม่มีสินค้าให้ยึด เนื่องจากลูกค้าเอาสินค้าของเขาไป ขาย , จำนำ , หรือยกให้กับคนอื่นต่อ...ผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้าเขาก็สามารถฟ้องลูกค้าผู้นั้นให้เป็นคดีอาญา ในข้อหา ยักยอกทรัพย์ของผู้อื่น ได้ (ก็เล่นเอาของๆคนอื่น ที่มิใช่ของตนเองไปขายนี่ครับ)

ดังนั้น...การที่จะยึดสินค้าที่กำลังผ่อนชำระอยู่นั้น...ได้...หรือไม่ได้? ก็ต้องให้ไปดูที่ตัว "สัญญา" เป็นหลัก...ว่าเป็น "สัญญาเช่าซื้อ" หรือไม่?

การที่จะใช้คำว่า "สัญญาเช่าซื้อ" ได้นั้น...สินค้านั้นๆจะต้องเป็นทรัพย์สินของเจ้าหนี้มาก่อนตั้งแต่เริ่มแรกๆเลย แล้วหลังจากนั้นลูกหนี้ก็ไปเอาของๆเขามาใช้ โดยตกลงกันว่า ลูกหนี้จะผ่อนชำระมูลค่าของสินค้าพร้อมด้วยดอกเบี้ย คืนให้กับเจ้าของสินค้าเป็นงวดๆไป ตามข้อตกลงเป็นไปตามที่ผมได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้น

แต่ถ้าหากสินค้านั้นๆ ไม่ได้เป็นทรัพย์สินของเจ้าหนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม...แต่ฝ่ายเจ้าหนี้มันดันไปเขียนไว้ที่หัวของสัญญาว่า "สัญญาเช่าซื้อ"...สัญญาฉบับนั้นๆ ก็จะเป็นอันมิชอบด้วยกฏหมาย และจะเป็นโมฆะต่อไปหากเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี...ดังนั้น ทางฝ่ายเจ้าหนี้ทั้งหลายแหล่ที่เป็นผู้ปล่อยสินค้าประเภทเงินผ่อน โดยทั้งๆที่ตัวมันไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้ามาตั้งแต่เริ่มแรก จึงมักเลี่ยงที่จะใช้คำว่า "สัญญาเช่าซื้อ" บนหัวกระดาษของสัญญา แต่มันจะเปลี่ยนไปใช้เป็นคำอื่นๆแทน เช่น
เขียนว่าเป็น สัญญาเงินกู้เพื่อการผ่อนชำระสินค้า , “สัญญาผ่อนสินค้าเงินเชื่อ , “สัญญาผ่อนสินค้าส่วนบุคคล , “สัญญาสินค้าเงินผ่อน , ฯลฯ...เป็นต้น

สัญญาเหล่านี้ ไม่ถูกจัดว่าเป็น "สัญญาเช่าซื้อ" ตามกฏหมาย แต่ถูกจัดว่าเป็นสัญญาที่ให้กู้เงิน เพื่อใช้ในการจับจ่ายใช้สอย สำหรับการอุปโภคและบริโภคใดๆ...หรือเรียกง่ายๆก็คือว่า เป็นการปล่อยเงินกู้ให้กับลูกหนี้ก้อนหนึ่ง แล้วหลังจากนั้น ลูกหนี้จะเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือซื้ออะไรก็ได้ ตามความต้องการของทางลูกหนี้...เชิญตามสบาย

ดังนั้น หากทางลูกหนี้เกิด ผิดนัดชำระหนี้ ขึ้นมาเมื่อใด ทางฝ่ายเจ้าหนี้มันก็มีสิทธิ์ทวงได้เฉพาะเงินก้อน ที่มันโยนมาให้ลูกหนี้ไว้ใช้ซื้อของตามที่ลูกหนี้ต้องการเท่านั้น จะมาอ้างทวงเอาของที่ลูกหนี้ซื้อมาแล้วไม่ได้ เพราะลูกหนี้ เป็นผู้ ติดหนี้เงิน ไม่ใช่ ติดหนี้ของ

และนี่คือที่มาว่า...ทำไม?...ส่วนมาก ไอ้พวกบรรดาเจ้าหนี้สินค้าเงินผ่อนเจ้าเล่ห์ต่างๆ มันมักจะใช้ชื่อของสัญญา ในการผ่อนสินค้าเป็นคำอื่นๆ โดยที่ไม่กล้าใช้คำว่า สัญญาเช่าซื้อ (ก็เพราะว่าตัวมันเองไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้านั้นๆมาตั้งแต่เริ่มแรก มันจึงกลัวว่าสัญญาจะเป็นโมฆะหากขึ้นสู่ชั้นพิจาณา ยังไงล่ะ)

แต่ทีเวลาพวกมันทวงหนี้...มันกลับชอบอ้างกับลูกหนี้ว่าเป็นสัญญาประเภท เช่าซื้อ ไปซะทุกที และก็ชอบที่จะข่มขู่ว่านี่เป็นคดีอาญานะ หากไม่ส่งมอบคืนสินค้าให้กับมัน...ทั้งที่ความจริงนั้น...มันไม่ใช่เลย
ฉะนั้นพวกที่เป็นลูกหนี้สินค้าประเภทเงินผ่อน จึงจำเป็นที่จะต้องรอบรู้ให้มากๆ เพื่อให้ทันกับเล่ห์เหลี่ยมของพวกมันด้วย

บางคนอาจจะยัง งง อยู่กับคำว่า สินค้านั้นๆจะต้องเป็นทรัพย์สินของเจ้าหนี้มาก่อน ตั้งแต่เริ่มแรกๆเลย มันหมายความว่าอะไร?

เอาล่ะ...จะอธิบายให้ฟังตามนี้นะ

ตัวอย่างที่ 1

พวกคุณรู้จัก บริษัทที่ชื่อว่า Singer (ซิงเกอร์) ไหมครับ?...บริษัทนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับ เครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อนต่างๆ เช่น จักรเย็บผ้าไฟฟ้า , ตู้เย็น , เครื่องซักผ้า , โทรทัศน์ , วิทยุ , เตารีด , ฯลฯ...โดยที่บริษัท Singer นี้ มีโรงงานผลิตและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้เป็นของตนเอง
เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ Singer เหล่านี้ ถูกผลิตออกมาจากโรงงานของ Singer แล้วก็ถูกนำออกมาขายตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีชื่อว่า ร้าน Singer” ผ่านตัวแทนฝ่ายขายของ Singer โดยส่วนใหญ่จะเน้นขายเป็นสินค้าประเภท เงินผ่อน
P20110210174249.jpg

นี่แหละครับ...ตัวอย่างของคำว่า สินค้านั้นๆ จะต้องเป็นทรัพย์สินของเจ้าหนี้มาก่อน ตั้งแต่เริ่มแรก

บริษัท Singer เป็นผู้สั่งผลิตสินค้าเอง , มี LOGO สินค้าเป็นของตัวเอง , ทำการตลาดขายของเอง , ขายแบบเงินผ่อนเอง , เก็บเงินค่าผ่อนเอง...สรุปก็คือ “Singer เป็นเจ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อนเหล่านี้ มาตั้งแต่เริ่มแรก และนำสินค้าของตนเอง มาขายเป็นเงินผ่อนให้กับลูกค้า...ลักษณะเช่นนี้ จึงจัดว่าเป็นนิติกรรม เช่าซื้อ โดยถูกต้องตามกฏหมาย

btr2.jpg


ตัวอย่างที่ 2

นายพอเพียง อยากได้มอเตอร์ไซด์สักคันเพื่อไว้ขี่ไปทำงาน แต่ไม่มีเงินก้อนไปซื้อ นายพอเพียงจึงลองไปถามร้านขายมอเตอร์ไซด์ที่อยู่ใกล้บ้าน ว่าหากต้องการจะซื้อมอเตอร์ไซด์ รุ่น Wave 100 สีแดงคันนี้ จากทางร้าน แบบเงินผ่อน จะต้องทำยังไงบ้าง ***ราคาขายมอเตอร์ไซด์(เงินสด)อยู่ที่ 40,000.-บาท***

ทางร้านก็เลยแนะนำกับนายพอเพียงว่า ให้นายพอเพียงไปทำ สัญญาเช่าซื้อ มอเตอร์ไซด์กับ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) จำกัด ซึ่งทำธุรกิจแบบ ไฟแนนซ์และลิสซิ่งด้วย ก็จะสามารถเอามอเตอร์ไซด์คันนี้ออกไปขับได้เลย ส่วนเรื่องการผ่อนเงินก็ให้นายพอเพียงไปตกลงและผ่อนกับทาง บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) เอาเองนายพอเพียงจึงตกลงไปทำ สัญญาเช่าซื้อ ตามที่ทางร้านแนะนำ

สำหรับ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) พอมันรู้ว่านายพอเพียงต้องการซื้อมอเตอร์ไซค์คันนี้แน่ๆ มันก็ให้นายพอเพียงทำ สัญญาเช่าซื้อ มอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวกับมัน แล้วมันก็โอนเงินจำนวน 40,000.-บาท ให้กับทางร้านขายภายในวันเดียวกันนั้นเลย โดยให้ทางร้านขายออกใบเสร็จรับเงินว่า บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) เป็นผู้ซื้อมอเตอร์ไซด์คันนี้...นายพอเพียงจึงขับมอเตอร์ไซด์คันนี้กลับไปบ้านได้เลย

หลังจากนั้นทาง บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) ก็เอาใบเสร็จการซื้อมอเตอร์ไซด์คันนี้ ไปแจ้งทำสมุดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ที่กรมขนส่งทางบก โดยอ้างต่อกรมขนส่งว่ามันเป็นเจ้าของรถ เนื่องจากมันเป็นผู้ออกเงินซื้อมาเอง โดยมีใบเสร็จการชำระเงินของบริษัท ไอ้อ้อน(Teen)เป็นหลักฐานยืนยัน
ดังนั้น ชื่อผู้ที่เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซด์คันนี้ ซึ่งระบุอยู่ในสมุดทะเบียนรถจักรยานยนต์ จึงเป็นชื่อของ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) จำกัด มิใช่เป็นชื่อของนายพอเพียง

สถานะของนายพอเพียง จึงเป็นเพียงแค่ ผู้ครอบครอง เท่านั้นตามกฏหมาย จนกว่านายพอเพียงจะผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจนครบ ทาง บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) จึงจะทำการโอนรถและสมุดทะเบียน ให้เป็นชื่อของนายพอเพียงเป็นเจ้าของต่อไป (ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า เจ้าของรถที่แท้จริงก็คือ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen)...แต่มันได้อนุญาตให้นายพอเพียง นำรถของมันออกไปยืมขับได้ตามใจชอบ ตราบใดที่นายพอเพียงยังผ่อนเงินค่ารถให้กับมัน)

ลักษณะตามตัวอย่างที่ 2เช่นนี้ ก็ถูกจัดว่าเป็นนิติกรรม เช่าซื้อ ที่ถูกต้องตามกฏหมาย เช่นเดียวกัน

a4-c.jpg



หากว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อ (ที่ใช้บังคับคดีได้ตามกฏหมาย)
จะต้องมีรายละเอียดประมาณดังนี้

1. สินค้าที่จะทำเป็น สัญญาเช่าซื้อ ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินของผู้ขายสินค้ามาตั้งแต่เริ่มแรก...ก่อนที่จะเซ็นต์ทำสัญญาเช่าซื้อระหว่างกัน

2. ด้านบนหัวกระดาษของหนังสือสัญญา จะต้องถูกเขียนระบุไว้ว่าเป็น "สัญญาเช่าซื้อ" เท่านั้น...จะเขียนเป็นอย่างอื่นมิได้โดยเด็ดขาด

3. ในหนังสือสัญญา จะต้องมีการระบุรายละเอียดของตัวสินค้าที่จะผ่อนเช่าซื้อ ให้ชัดเจน , ครบถ้วนทุกประการ อาทิเช่น

ชื่อ เจ้าของสินค้า/ผู้ให้เช่าซื้อ = บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) จำกัด
ชื่อ ผู้ใช้บริการ/ผู้เช่าซื้อสินค้า = นาย นกกระจอกเทศ กระทืบเจ้าหนี้
หมายเลขบัตรประชาชน = x-xxxx-xxxxx-xx-x
ที่อยู่ของ ผู้ใช้บริการ/ผู้เช่าซื้อสินค้า = บ้านเลขที่ 4/2 ซอยวัฒนโยธิน แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
เบอร์โทรศัพท์ = 02-42442ม (สี่โทรสี่ อยากสี่โทรมา)

ประเภทสินค้า = เครื่องรับโทรทัศน์ (TV)
ขนาด = 21 นิ้ว
สีของสินค้า = สีดำ
ยี่ห้อ = Sony
รุ่น = Vega 21
หมายเลขประจำเครื่อง (Serial No.) = 000261007TH

ราคาสินค้า = 9,000.-บาท
ระยะเวลาในการผ่อนชำระเงินคืน = 12 งวด
อัตราดอกเบี้ย = 2% ต่อเดือน
ตกลงเป็นจำนวนเงินในการผ่อนชำระงวดละ 930.-บาท เป็นระยะเวลาทั้งหมด 12 เดือน

รายละเอียดของ สัญญาเช่าซื้อ จะต้องมีองค์ประกอบประมาณนี้...เป็นต้น


แล้วทำไมผมจึงกล้าบอกว่า สินค้าส่วนใหญ่ ที่บรรดาลูกหนี้ผ่อนอยู่กับสถาบัน Non-Bank ต่างๆทุกวันนี้ ส่วนมากไม่ได้ถูกจัดว่าเป็น สัญญาเช่าซื้อ ล่ะ?
คำตอบก็คือ...ก็เพราะว่าพวกมันไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้ามาตั้งแต่เริ่มแรกยังไงล่ะครับ!

ยกตัวอย่างเช่น นายพอเพียงไปผ่อนซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia รุ่น N70 มาจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง (ราคาขายเงินสดอยู่ที่ 7,000.-บาท) โดยนายพอเพียงได้ไปทำ สัญญาสินค้าเงินผ่อน ไว้กับ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) ที่มีการเปิดบริการไว้อยู่ในห้างฯนี้ด้วยเช่นกัน แล้วนายพอเพียงก็ได้โทรศัพท์มือถือมาใช้สมใจอยากภายในวันนั้นเลยจากทางห้างฯ พร้อมกับได้รับใบเสร็จชำระเงินค่าโทรศัพท์(ว่าได้จ่ายเงินค่าเครื่องโทรศัพท์มือแล้ว) พร้อมกับใบรับประกันสินค้าของ Nokia ด้วย

หลังจากนั้น นายพอเพียงก็ผ่อนชำระค่าเครื่องโทรศัพท์มาได้ 3 งวด แล้วก็หยุดจ่าย...ทางบริษัท ไอ้อ้อน(Teen) ก็โทรมาทวงหนี้และทวงสินค้า (เครื่องโทรศัพท์มือถือ) คืนจากนายพอเพียง โดยอ้างว่าหนี้ในครั้งนี้ เป็นหนี้ประเภท เช่าซื้อ นะ ถ้าหากนายพอเพียงไม่ยอมคืนโทรศัพท์ Nokia มา จะถูกฟ้องเป็นให้คดีอาญา และจะถูกตำรวจจับด้วย

5555...Resizeoflaugh_ha_ha.jpg
(ขออนุญาต ขำ กับมุขควายๆที่พวกมันชอบใช้หลอกข่มขู่กับลูกหนี้แบบนี้ สักหน่อยนะครับ...แม่_งใช้มาตั้งหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงความเป็น น้ำเน่า และควายๆ อยู่เหมือนเดิม)...เอิ๊ก...เอิ๊ก... :laughing:

เฮ้อ...เฮ่อ...มาเล่าต่อ...ทำไมผมถึง ขำ เหรอครับ...ก็เพราะว่ามันไม่ได้เข้าข่ายเลยสักนิด ด้วยเหตุผลดังนี้ไง

1. บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) มันเป็นเจ้าของโทรศัพท์ Nokia ตั้งแต่เมื่อไหร่กันหว่า?...ผมไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินมาก่อนเลยว่า บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) มันมีโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia เป็นของตัวมันเองเลย...แล้วโรงงานมันตั้งอยู่ที่ไหนกัน(วะ)
2. สัญญาที่มันเขียนลงบนหัวกระดาษ มันก็ใช้คำว่า สัญญาสินค้าเงินผ่อน...ไม่เห็นมีคำว่า สัญญาเช่าซื้อ เขียนไว้อยู่ตรงไหนเลย?
3. ใบเสร็จรับเงินค่าเครื่องโทรศัพท์มือถือ ที่นายพอเพียงได้รับมาจากห้างฯ ก็อยู่ที่นายพอเพียงเป็นผู้เก็บไว้ แถมยังมี ใบรับประกันสินค้า ที่ระบุว่าซ่อมฟรี 1 ปี หากเครื่องโทรศัพท์มีปัญหา ซึ่งในใบรับประกันสินค้านั้น ก็ยังเขียนไว้ด้วยว่า ชื่อผู้ซื้อ...ชื่อ นายพอเพียง นามสกุล อยู่ไปวันวัน โดยชัดเจน...ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า "ชื่อผู้ซื้อ...ชื่อ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) ซะเมื่อไหร่

แล้วมันจะเป็น คดีอาญา ไปได้ยังไง(วะ)เนี่ยเหอ...เหอ...เหอ...เอิ๊ก... :laughing:

ถ้ามันยังขืนกล้ามายึดเอาเครื่องโทรศัพท์มือถือตามที่มันขู่แล้วล่ะก็ นายพอเพียงสามารถเอาหลักฐาน ใบรับประกันสินค้า ตัวนี้ ไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับมัน ในข้อหา "ข่มขู่กรรโชกทรัพย์" , “ชิงทรัพย์ หรือ ปล้นทรัพย์ ยังได้เลยด้วยซ้ำ

บางคนอาจจะบอกว่า "ไม่รู้ว่ามันเป็นสัญญาเช่าซื้อจริงๆหรือเปล่าสิคะ เพราะไม่มีหนังสือหนังสือสัญญาค่ะ เนื่องจากตอนที่ไปทำสัญญาเอาไว้ ทางเจ้าหนี้เขาก็ไม่ได้ให้ Copy สัญญากลับมาด้วย" หรือว่า "หนังสือสัญญาหายค่ะ ทิ้งไปแล้วเพราะนึกว่ามันไม่สำคัญ เลยไม่รู้ว่ามันเป็นสัญญาเช่าซื้อหรือเปล่า"

ไม่เป็นไรครับ...ผมบอกแล้วไงว่า เอกสาร"ใบเสร็จรับเงิน" หรือ "ใบรับประกันสินค้า"นั่นแหละ ที่จะเป็นหลักฐานชี้ชัดได้ว่า "ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของโดยแท้จริง" และถ้ายังไม่เคยกรอกชื่อหรือรายละเอียดใดๆไว้ใน"ใบรับประกันสินค้า"นี้เลย ก็ให้รีบเขียนซะนะ...แล้วเก็บเอาไว้ให้ดี

แต่ถ้ายังมีหน้ามาบอกอีกว่า "ใบเสร็จรับเงินและใบรับประกันสินค้า ก็หายเหมือนกันค่ะ ไม่เคยเก็บเอาไว้เลย"

เออ...เจริญล่ะ...ไม่รู้จักเก็บอะไรไว้ซักอย่างเลย ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วโว้ยอย่างนี้...ก็จงโดนทวงของต่อไปก็แล้วกัน

แล้วถ้ายังถามต่ออีกว่า...เอ!...แล้วเราจะมีวิธีสังเกตุอื่นๆอีกบ้างไหม? ที่พอจะคาดเดาได้ว่า...สินค้าเงินผ่อนอันไหน?...หรือเจ้าหนี้รายใด?...ที่ตัวเจ้าหนี้มันเป็นเจ้าของทรัพย์มาตั้งเริ่มแรก

โถ...สังเกตุได้ง่ายนิดเดียวครับ...ถ้าเจ้าหนี้มันลงทุนซื้อของเข้ามาขายในร้านหรือในห้างฯของตัวเอง มันก็เป็นเจ้าของยังไงล่ะครับ...ส่วนเจ้าหนี้รายไหนที่มันไม่ลงทุนซื้อของเข้ามาในร้านของตัวเองเลย (หรือเรียกได้ว่า ไม่มีร้านขายของเป็นของตนเอง) แต่แค่อาศัยเอาสติกเกอร์หรือแผ่นป้ายโฆษณา ไปฝากแปะไว้ตามร้านค้าหรือห้างต่างๆ (แบบกาฝาก) ก็แสดงว่าไม่ใช่สินค้าของมันยังไงล่ะครับ
เช่น
ร้านเพาว์เวอร์ควาย , ห้างโลตุ๊ด , ห้างบิ๊กซี๊ , โรบินสำ(ส่อน) เป็นต้น...พวกนี้มันมีห้างหรือร้านค้าเป็นของตัวเอง และลงทุนซื้อสินค้าต่างๆเข้ามาใน ห้าง/ร้าน ของตัวเอง ดังนั้นมันจึงเป็นเจ้าของสินค้าตั้งแต่เริ่มแรก

ส่วน ไอ้พวกยี่ห้อ ไอ้อ้อน(Teen) , อี-ซี่-ควาย , เฟริสท์ถ่อย , เคทีซวย , ซิตี้บ๊อง เหล่านี้ มันก็แค่เอาป้ายโฆษณาเงินผ่อนไปฝากแปะไว้ตามห้างฯเท่านั้น แต่สินค้าต่างๆที่อยู่ในห้าง มันไม่ได้เป็นผู้ลงทุนซื้อมาสักชิ้น

เข้าใจหรือยังครับ?


ทีนี้...เรามาลองสมมุติกันอีกสักกรณีหนึ่งนะ (โดยสมมุติว่า...ต่อให้มันเป็น สัญญาเช่าซื้อ จริงๆก็ตามที)
แต่ถ้าการทำ สัญญาเช่าซื้อ นั้น...มันไม่ได้มีการระบุรายละเอียดของสินค้าไว้โดยละเอียด (ตามตัวอย่างในข้อความตัวอักษรสีแดง ที่ผมยกตัวอย่างให้ดูในด้านบน)...แต่ถูกระบุไว้เพียงแค่ว่า

ประเภทสินค้า = เครื่องรับโทรทัศน์ (เพียงแค่นี้!...เท่านั้น!...แต่รายละเอียดอย่างอื่นไม่ได้มีเขียนบอกอะไรไว้อีกเลย)

หากทางเจ้าหนี้มันอ้างว่าจะมา "ยึดของ"...แล้วมันจะมายึดอะไรล่ะครับ...เข้าใจไหม?

ผมกำลังหมายความว่า...หากลูกหนี้"หยุดจ่าย" แล้วฝ่ายเจ้าหนี้ มันโมเมว่าจะเข้ามายึดเอาของคืน ก็ให้ถามมันไปว่า..."มรึงจะมายึดเอาอะไรจากกรู(วะ)"
ถ้ามันตอบว่า "ก็จะมายึดเอาโทรทัศน์กลับคืนไปน่ะสิ"

ผมก็ขอแนะนำว่า ให้คุณไปเตรียมซื้อโทรทัศน์เครื่อง เก่าๆ พังๆ ยี่ห้ออะไรก็ได้ รุ่นอะไรก็ได้ จากร้านรับซื้อของเก่า (หรือจะถามจากพวก "ซาเล๊งเก็บขยะ" ก็ได้) โดยเลือกซื้อเอาเครื่องโทรทัศน์ที่ราคาถูกที่สุด ถึงแม้มันจะเหลือเป็นเพียงแค่ โครง ซาก พังๆ เน่าๆ ของเครื่องโทรทัศน์ก็ได้ (ราคาไม่น่าจะเกินร้อยกว่าบาท) แล้วก็เอาไปวางกองไว้ที่หน้าบ้านของคุณเอง

ต่อจากนั้นก็ให้โทรไปบอกกับเจ้าหนี้มันว่า "กรูได้เตรียมโทรทัศน์ไว้คืนให้มรึงเรียบร้อยแล้วนะ ให้มรึงรีบใสหัวมรึงมาเอาไปได้เลย...ให้ไวด้วย
แล้วถ้าหากมันมายึดจริงๆ...ก็ชี้ให้มันดูว่า นั่นยังไงล่ะ โทรทัศน์ของมรึง เชิญมรึงขนเอาไปได้เลย แล้วช่วยเซ็นต์ชื่อมรึงลงในเอกสารรับของคืนแผ่นนี้ซะด้วยนะ ว่ามรึงได้ขนเอาของคืนกลับไปแล้ว...อ้อ...แล้วพอได้ของกลับไปแล้ว...ต่อไปก็อย่า เสือ_โทรมาทวงอีกล่ะ


Resizeof1303013045.jpg


พอมันเห็นซากโทรทัศน์ พังๆ เน่าๆ เท่านั้นแหละ...มันก็จะรีบร้องบอกทันทีว่า เฮ้ย !!!...ไม่ใช่โทรทัศน์เครื่องนี้นี่หว่า มันต้องเป็นเครื่องอื่นสิ
ให้คุณบอกมันไปว่า ถ้ามันไม่ใช่เครื่องนี้ แล้วมันจะเป็นเครื่องไหนล่ะวะ ก็มรึงให้กรูมาแค่เครื่องนี้แหละ...ในสัญญามรึงก็เขียนเอาไว้ว่า ประเภทสินค้าคือ เครื่องรับโทรทัศน์ มันก็เขียนไว้แค่นี้...ก็นี่ยังไงล่ะเครื่องรับโทรทัศน์...หรือมรึงมองเห็นมันเป็นตู้เย็นรึไงฟะ?...ว่าไง...มรึงจะเอารึไม่เอา? ถ้าไม่เอาคืน แล้วเสือ_ขู่ว่าจะมายึดทำไมวะ?"

*** เล่นกับมันอย่างนี้ไปเลยคร๊าบ พี่น้อง...จะไปกลัวอะไรกับมันล่ะ ***


อ่ะแฮ่ม...จะแถมให้อีกสักกรณีละกัน (เป็นกรณีสุดท้าย...แบบทิ้งทวน)

ในครั้งอดีต เคยมีคนตั้งกระทู้ถามในทำนองว่า เอาบัตรเครดิตไปรูดซื้อ TV กับ แอร์ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ผ่อนจ่ายหนี้บัตรเครดิต...ทางเจ้าหนี้มันจะมายึดของคืนไปได้ไหม?

และนี่ก็คือคำถามที่ว่า
การซื้อสินค้าผ่านบัตรเคริตแล้วค้างจ่าย
สวัสดีพี่ๆทุกท่านครับ ที่เข้ามาอ่านข้อสงสัยของกระผม ผมอยากทราบว่าผมได้ซื้อทีวีกับแอร์ โดยชำระผ่านบัตรเครดิต แต่แล้วผมมีปัญหาเรื่องเงินเลยไม่ได้ชำระขั้นต่ำจนปัจจุบันก็หยุดจ่ายแล้ว
ผมอยากทราบว่าทางเจ้าหนี้ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าของบัตรเครดิตจะมีสิทธิ์มายึดสินค้าคืนจากเราได้ไหมครับ

ส่วนนี่ก็คือคำตอบจากผม
การนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเพื่อการ อุปโภค หรือ บริโภค ก็ตาม...ก็คือการขอยืมเงินของทางเจ้าหนี้ ให้สำรองจ่ายแทนเราไปก่อนสำหรับการซื้อสินค้านั้นๆ ซึ่งเงินที่เราได้ยืมมาจากเจ้าหนี้ โดยการใช้บัตรเครดิตไปรูดเช่นนี้ เราจะเอาไปซื้ออะไร มันก็เป็นเรื่องของเรา เป็นสิทธิ์ของเรา เจ้าหนี้มันจะมาอ้างทวงสินค้าที่ถูกซื้อไปไม่ได้ เพราะสินค้านั้นๆ ได้จัดเป็นกรรมสิทธิ์ของเราแล้ว...เพียงแต่เราต้องไปชดใช้หนี้ตามจำนวน "เงิน" ที่เราไปยืมเขามาก็เท่านั้น

ผมขอยกตัวอย่าง "สมมุติ" ให้ดูสักกรณีหนึ่งก็แล้วกัน

สมมุติว่า...คุณไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง โดยในครั้งนั้น คุณได้สั่งอาหารราคาแพงๆมาทานหลายอย่าง อาทิเช่น หูฉลาม , เป็ดปักกิ่ง , ขาแพะอบน้ำแดง , กุ้งลอบสเตอร์อบชีส , สเต็กปลาแซลมอน ราดด้วยไข่ปลาคาร์เวีย...ฯลฯ...เป็นต้น
หลังจากทานจนอิ่มเสร็จแล้ว คุณก็ได้จ่ายชำระ "เงิน" ค่าอาหารทั้งหมด ด้วยการรูดบัตรเครดิตที่ภัตตาคารดังกล่าว
ต่อมา...คุณประสบปัญหาเรื่องสภาพการเงินแบบกระทันหัน และไม่สามารถหาเงินไปจ่ายชำระค่าบัตรเครดิดได้ แม้กระทั่งการจ่ายผ่อนขั้นต่ำก็ตาม

คุณคิดว่า...ทางเจ้าหนี้มันจะมาทวง "เงินค่าอาหาร" หรือทวง "อาหารที่คุณกินเข้าไป" ล่ะครับ?
เพราะถ้ามันจะมาทวงเอา"สินค้า"ที่คุณกินเข้าไป...ซึ่งมันก็ได้ถูกย่อยสลายจนกลายเป็น "ขี้" ไปหมดแล้ว

แล้วคุณคิดว่า ทางเจ้าหนี้...มันจะมายึดเอา "ขี้" ของคุณไปไหมล่ะครับ?