วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

ความหมายของ วันนัดไปศาล

ถ้าในหมายศาล (หน้าแรก) เขียนเอาไว้ว่า

ให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ยในวันที่ xx เดือน xxxxx พ.ศ.2558

และให้จำเลยมาศาลเพื่อการสืบพยานโจทก์ในวันที่ xx เดือน xxxxx พ.ศ.2558

ก็แสดงว่าในหมายศาลที่คุณได้รับนั้น...ได้มีการระบุวันที่ให้คุณไปขึ้นศาลถึง 2 ครั้งด้วยกัน...ไว้อย่างชัดเจน

ซึ่งวันที่ระบุไว้ในครั้งแรกก็คือ วันนัดไกล่เกลี่ย (นัดที่หนึ่ง)
และวันที่ระบุไว้ในครั้งที่สองก็คือ วันนัดสืบพยาน หรือ "วันสู้คดีความ" (นัดที่สอง)

ส่วนสำหรับวันนัดในครั้งสุดท้ายนั้น (นัดมาฟังคำพิพากษา) จะไม่ถูกระบุไว้อยู่ในหมายศาล เนื่องจากยังไมมีผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ว่า คดีนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด...ก็ต้องรอให้การสืบพยาน (การสู้คดีความ) จนถึงที่สุดแล้วนั่นแหละ ศาลท่านถึงจะบอกนัดอีกทีได้ว่า ให้คู่กรณีทั้งสองมาฟังคำพิพากษาได้ในวันไหน?

ซึ่งโดยปกติแล้ว วันนัดในหมายศาล ตามที่ยกตัวอย่างมาในข้างบนนี้...ในปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยมีกันแล้ว...หาได้ยากเต็มที (ก็คือมีการระบุถึงวันที่นัดครั้งที่หนึ่ง และระบุถึงวันที่นัดครั้งที่สอง)

เพราะว่าในปัจจุบันนี้ วันนัดที่ระบุไว้ในหมายศาล...ซึ่งส่วนมากศาลท่านมักจะใช้กันเป็นส่วนใหญ่..จะเขียนเป็นดังนี้

เพราะฉะนั้นให้จำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยาน ในวันที่ xx เดือน xxxxx พ.ศ.2556

ส่วนใหญ่หมายศาลของ คดีแพ่ง และ คดีผู้บริโภค ในปัจจุบัน มักจะเขียนเป็นอย่างนี้กันเกือบทั้งหมดแล้วครับ

แล้วเขียนแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร?...และมันแตกต่างกันตรงไหนหรือ?...

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็คือ...ในปัจจุบันนี้ คดีแพ่งต่างๆรวมทั้งคดีผู้บริโภคที่อยู่ในชั้นศาล มีมากมายเสียจนแทบจะเรียกได้ว่า"คดีล้นศาล"...ดังนั้นศาลท่านจึงเห็นว่า สมควรที่จะต้องรีบ"รวบรัด"คดี ต่างๆที่ยังมีค้างอยู่ รวมทั้งคดีต่างๆที่จะเข้ามาใหม่ ให้มีระยะเวลาที่ กระชับ , รวดเร็ว , และกระขั้นชิดมากขึ้น โดยพยายามไม่ให้ยืดเยื้อ

ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้อง...รวบเอานัดที่หนึ่ง(นัดไกล่เกลี่ย) และนัดที่สอง(นัดสืบพยาน) โดยนำมารวมให้อยู่ภายในวันเดียวกันเลย เรียกได้ว่าขึ้นศาลวันเดียว"รู้เรื่อง" เพราะทั้งไกล่เกลี่ยและทั้งต่อสู้คดีภายในวันเดียวกันไปเลย

ศาลท่านจึงได้เขียนระบุไว้ที่หน้าหมายศาลว่า "ให้จำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยาน ในวันที่ xx เดือน xxxxx พ.ศ.2556"...ยังไงล่ะครับ

ถ้าใครที่ถูกฟ้องแล้ว ในหน้าหมายศาลเขียนเอาไว้อย่างที่ผมได้บอกไป (ขอย้ำว่า...ศาลส่วนใหญ่จะเขียนเป็นแบบที่ผมบอก) ก็คือ "การรวบทั้งสองนัด" ไว้ภายในวันเดียว...แต่ฝ่ายลูกหนี้ (จำเลย) อ่านแล้วเข้าใจผิดไปเอง โดยไปคิดเอาเองว่า "เป็นแค่เพียงวันนัดไกล่เกลี่ยเท่านั้น" ดังนั้น ยังไม่ต้องไปศาลในนัดแรกนี้ก็ได้ เดี๋ยวก็ต้องไปใหม่อีกทีในวันสืบพยาน (วันสู้คดี) อยู่ดี

ถ้าคิดเช่นนี้...ก็ฉิบหายเลยครับ

เพราะการที่คุณไม่ได้ไปศาลในวันดังกล่าว เนื่องจากการเข้าใจผิดไปเอง...ก็เท่ากับว่าคุณ "ได้หนีศาลไปถึงสองนัดพร้อมๆกัน" ซึ่งคุณจะถูกศาลท่านพิพากษาทันที ภายในวันนั้นเลย

ดังนั้นจึงใคร่ขอเตือนให้สมาชิกทุกท่าน กรุณาอ่านข้อความ ที่เกี่ยวข้องกับวันนัดในหมายศาลให้ดีนะครับ ว่าเขาเขียนเอาไว้อย่างไร?...นัดให้ไปขึ้นศาลเพื่ออะไร?...จะได้ไม่ต้องมา นั่งร้องให้เสียใจในภายหลัง




อนึ่ง...หากลูกหนี้รายใด ได้รับหมายศาลแล้ว ปรากฏว่าใน"วันที่"นัดให้ไปขึ้นศาล มันเป็น"วันเสาร์"ตาม ในปฎิทิน...ก็ไม่ต้องสงสัยไปนะครับ ว่าวันที่ในนั้นถูกระบุผิดหรือเปล่า? เพราะตามปกติแล้วศาลจะหยุด(ไม่ทำงาน)ในวัน เสาร์-อาทิตย์ มิใช่หรือ?

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ...ตามที่ผมได้เกริ่นไปตั้งแต่แรกแล้วว่า

ในปัจจุบันนี้ คดีแพ่งต่างๆรวมทั้งคดีผู้บริโภคที่อยู่ในชั้นศาล(ซึ่งเป็นคดีที่ฟ้องร้องกันว่าด้วยเรื่อง"หนี้เงิน") มีคดีมากมายเสียจนแทบจะเรียกได้ว่า"คดีล้นศาล"

ดังนั้น ศาลท่านจึงจำเป็นที่จะต้องมาทำงานในวัน เสาร์/อาทิตย์(ซึ่งปกติเป็นวันหยุด)ด้วย เพื่อที่จะช่วยระบายคดีต่างๆที่ยัง"ล้นศาล"นี้ออกไปให้ได้มากที่สุด
จึงเป็นเหตุผลที่ศาลบางแห่ง ที่มีคดี"ล้นศาล"เป็นจำนวนมากๆ ศาลจึงจำเป็นต้องนัดคู่ความตามในคดีฟ้อง (ความแพ่ง) ให้มาขึ้นศาลในวันหยุดดังกล่าวด้วย
โดยในหมายศาลหน้าแรก อาจเขียนเป็นคำสั่งไว้ว่า นัดนอกเวลาทำการ

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำอะไร ........หลังเกษียณ

จอเพื่อนหลายคน บอกอยากให้เขียนเรื่องควรทำอะไรหลังเกษียณเพื่อเป็นแนวทางให้กับมือใหม่ ในฐานะที่มีประสบการณ์เกษียณมานานที่สุดในรุ่น...ก็ 16 ปีเข้าไปแล้ว เยอะเหมือนกัน...ตั้งใจมานานว่าจะเขียนเรื่องนี้ตอนเพื่อน ๆ ใกล้เกษียณซึ่งเวลานี้ก็เหมาะสม...แต่เมื่อสาระตะอย่างละเอียดแล้วก็บอกตัว เองว่าอย่าเขียนดีกว่า เพราะเขียนไปก็คงเขียนไม่จบ...เคยกำหนดโครงการแรกหลังเกษียณว่าจะเขียน เรื่องประสบการณ์ของผู้บริหารเมื่ออายุยังน้อย จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย...หลังเกษียณ แม้จะมีเวลาเยอะ แต่ต้องใช้ไปกับการลอกหัวโขนด้วยตนเองออกทีละชั้น ชั้นแล้วชั้นเล่า เป็นประสบการณ์ที่ท้าทายจนแทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น...เห็นบางคนที่ไม่เต็ม ใจให้ลอก เมื่อถึงเวลามันก็ต้องหลุดร่วงไปเองอย่างเจ็บปวด...ตัวผมนั้น จนป่านนี้แล้ว ยังเหลือให้ลอกอีกตั้งหลายชั้น...เรื่องนี้ยกเว้นให้กับคนที่ไม่มีหัวโขนให้ ลอก...แล้วพวกเราล่ะ ใครไม่มีหัวโขนให้ลอก...จริงหรือ

ผม เกริ่นเรื่องเอาไว้อย่างนี้...ก็มีเพื่อนฝูงคะยั้นคะยอให้เขียน...พอมาก ๆ เข้า ก็ใจอ่อน เอ้าเขียนก็เขียน...จบได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้...จะขอไล่เรียงทำความเข้าใจ กับการเกษียณก่อน แล้วค่อยมาว่าน่าจะทำอะไร เป็นข้อ ๆ ไป...อย่างนี้นะครับ


หนึ่ง...เมื่อ เกษียณแล้ว...คนที่ไม่ค่อยรู้จัก กลายเป็นคนไม่รู้จัก...ร้อยละ 80 ของคนรู้จัก เลื่อนชั้นกลายเป็นคนไม่ค่อยรู้จัก...ข้อดี ไม่ต้องเสียเวลาไปกับคนอื่น มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น...ข้อเสีย ไม่มี


สอง...หลังเกษียณ...เมื่อไม่ มีคนขับรถและเลขาส่วนตัวแล้ว...ต้องกลับมาหัดทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองอีก เยอะ...ได้ใช้เวลาที่คิดว่าเหลือมาก ให้เหลือไม่ค่อยมาก...เป็นจุดเริ่มต้นของการลอกหัวโขนชั้นแรก

ก่อนเกษียณ ผมยังกดตู้เอทีเอ็มไม่เป็นเลย...เดี๋ยวนี้เดินเข้าออกแบ้งค์ไปทำรายการเองได้อย่างคล่องปรื๋อ...
นอกจากเป็นคนขับรถแล้ว ยังต้องเป็นพ่อครัว เป็นคนสวน เป็นช่างประจำบ้าน บางครั้งก็ต้องไปจ่ายตลาดเองด้วย


สาม...หลัง เกษียณ...งานสังคมจะน้อยลง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหน้าที่การงานในอดีต จะได้รับเชิญน้อยลงตามลำดับ จนไม่เหลือเลย...ข้อดี ไม่ต้องเสียเวลาปั้นหน้าต่อคนหมู่มาก ไม่ต้องจ่ายภาษีสังคม ไม่ต้องเปลืองชุดออกงาน มีเวลากินมื้อค่ำกับคนใกล้ชิดมากขึ้น...ข้อเสีย ไม่มี...เป็นการลอกหัวโขนชั้นที่สอง


สี่...หลัง เกษียณ...ถือว่าท่อรายได้ประจำถูกปิดก๊อกแล้ว ให้สำรวจดูว่าทรัพย์ที่สะสมไว้จากการทำงานหรือจากมรดกมีเหลือให้ใช้จ่ายได้ อีกเท่าไหร่...ต้องปรับวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือมีเท่าไหร่ก็ให้ใช้แบบสมฐานะ ไม่ให้เกินตัว...เพราะตายแล้วยังใช้ไม่หมด ยังดีกว่าใช้หมดแล้วแต่ยังไม่ตาย...เป็นการลอกหัวโขนชั้นที่สาม...ชั้นนี้ ลอกยากหน่อย บางคนได้กลายเป็นความเคยชินถาวรไปซะแล้ว



ห้า...หลัง เกษียณ...จะมีสิ่งที่เคยคิดอยากทำเยอะแยะไปหมด...อย่าละโมบ...ให้เลือกทำที ละอย่าง เอาอันง่าย ๆ ก่อน แล้วจะสำเร็จไปทีละอย่าง...เชื่อเหอะ ว่าสิ่งที่เคยอยากทำ จะได้ทำไม่ถึงหนึ่งในสิบหรอก...เพราะหลังเกษียณ สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน คนรอบข้างเปลี่ยน ความคิดก็จะเปลี่ยน พลอยทำให้ความต้องการและเป้าหมายเปลี่ยนไปด้วย...สิ่งที่อยากทำใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นและต่างไปจากเดิม...ตอนนี้แหละ จึงเป็นชีวิตจริงที่ไร้หัวโขน


หก...เมื่อ มีวัยมากขึ้น...สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือสุขภาพ เพราะไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน...การออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง...เมื่อเกษียณแล้ว ก็หมดข้ออ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย หากจะอ้างว่าเล่นกีฬาไม่เป็นก็ฟังไม่ขึ้น เพราะคนเราทุกคนเดินและวิ่งเป็นมาตั้งแต่เด็ก...เข้ายิม โยคะ เต้นแอโรบิค ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เดิน วิ่ง หรือแม้แต่แกว่งแขนเฉย ๆ ที่บ้าน ก็เลือกเอา...ทำเพื่อใครต่อใครมามากแล้ว ก็ทำเพื่อตัวเองบ้างเถอะครับ...นั่นคือสิ่งที่ควรทำอันดับแรกหลังเกษียณ


เจ็ด...หลัง เกษียณ...การเดินทางท่องเที่ยว ควรทำอย่างสม่ำเสมอ...เพื่อเปิดหู เปิดตา เปิดใจ และเปิดทัศนะคติใหม่ ๆ เมื่อได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย...จะสร้างความกระตือรือร้นให้ จิตใจ ไม่ให้เหี่ยวเฉากับบรรยากาศเดิม ๆ...ควรเลือกท่องเที่ยวที่ไกล ๆ และลำบาก ๆ เป็นอันดับต้น เพราะยิ่งนานไป ความสามารถในการไปที่ไกลและลำบากจะลดน้อยลง จนถึงไปไม่ได้เลย...การท่องเที่ยวหลังเกษียณ ให้ความรู้สึกที่ต่างจากลาพักร้อนไปเที่ยว แม้เป็นสถานที่เดียวกัน...จะละเมียดกว่า ผ่อนคลายกว่า มีคุณค่ามากกว่า ไม่รีบร้อนและกังวล เพราะกลับมาแล้วไม่ต้องรีบงก ๆ ไปทำงาน


แปด...หลัง เกษียณ...มีโอกาสในการเดินทางท่องเที่ยว ดูและสัมผัสสิ่งที่อยู่นอกตัวออกไป...ขณะเดียวกัน ก็ควรท่องเที่ยวภายในตัวเราด้วย คือการปฏิบัติธรรม...เพื่อสัมผัสกับสิ่งที่ เรามองข้ามมาตั้งแต่จำความได้ จะได้รู้ว่าโลกภายในตัวเราน่าพิศวงและลึกล้ำเพียงใด...และเป็นการให้โอกาส แก่เราเอง คือเพิ่มทางเลือกว่าเมื่อได้รู้แล้วจะเลือกดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรจน จบ...เกิดมาชาตินี้ได้พบพระพุทธศาสนา ก็อย่าให้เสียชาติที่ได้เกิดมาเลยนะครับ


เก้า...หลัง เกษียณ...ไปที่ชอบที่ชอบกันเถิดครับ...คนเราแต่ละคนมีที่ชอบไม่เหมือนกัน ต่างกันตามจริตและจิตเบื้องลึก...เมื่อเกษียณแล้ว ไม่มีหัวโขนแล้ว ไม่มีกรอบจำกัดทางสังคมแล้ว ชอบทางไหนก็ให้ไปทางนั้นกันเอง โดยไม่ต้องรอเพื่อน ไม่ต้องรอโอกาสและเหตุผล...และไม่ต้องรอให้ลูกหลานมาเคาะโลงเตือนว่าให้ไป ที่ชอบที่ชอบเอาตอนที่ไปไม่ได้แล้ว


สิบ...หลัง เกษียณ...เล่นเกมให้มากหน่อย...อย่าไปหาว่าเป็นของเล่นเด็ก ๆ เพราะก็ใช่จริง ๆ...เกษียณแล้ว ไม่มีหัวโขนให้ดำรงภาพลักษณ์แล้ว เติมชีวิตของเด็กให้ตัวเองบ้าง จะได้สดใสกระตือรือร้น ไม่เหี่ยวเฉาแห้งคาตอ...เกมช่วยให้คนวัยนี้กระฉับกระเฉง ได้ฝึกประสาทสัมผัส สายตา สมองและกล้ามเนื้อให้ทำงาน แถมความตื่นเต้นให้หัวใจสูบฉีดอีกด้วย...เดี๋ยวนี้เล่นเกมได้ง่าย มือถือก็มีเกมเยอะแยะ หรือลงทุนกับไอแพดซักตัว จะมีอะไรต่อมิอะไรให้เล่นอีกมาก...แก่แล้ว มาเล่นเกมกันเถอะ


สิบเอ็ด...หลัง เกษียณ...ให้เขียนบันทึกทุกวัน...จะเรียกว่าไดอารี่ หรือบันทึกความทรงจำ หรือคำพร่ำเพ้อ หรืออะไรก็ได้...แต่ให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเมื่อวานเท่านั้น...จะเขียนใน คอมพิวเตอร์ ในไอแพ็ด สมุด หรือกระดาษก็แล้วแต่ถนัด...เขียนแค่สองบรรทัด หรือหนึ่งหน้า A4 ก็ไม่ว่ากัน เพราะนาน ๆ เข้า มันจะปรับทั้งความยาว เนื้อหา และสำนวนเป็นของตนเอง...ไม่มีอะไรจะเขียน แค่เขียนว่าวันนี้กินข้าวกับอะไรก็ยังดี...สิ่งที่ได้จากการเขียน... หนึ่ง...ได้ฝึกทักษะการเขียนให้ดีขึ้นจากการเขียนทุกวัน...คนที่ไม่ค่อยอยาก เขียนใน FB เพราะเขียนแล้วตัวเองอ่านเองยังบอกว่าไม่ได้เรื่อง ควรลองทำตามที่ว่านี้ด่วน...สอง...มีบันทึกให้ตรวจสอบย้อนหลังว่าได้ทำอะไร ไปแล้วมั่ง...เชื่อเหอะ อายุปูนนี้แล้ว รับรองว่าได้พลิกกลับไปตรวจสอบบ่อย ๆ แน่...สาม...อันนี้สำคัญ...เป็นเครื่องวัดคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ...เมื่อ ไหร่ที่ยังมีเรื่องราวให้เขียนมากมาย ถือว่ายังสอบผ่าน...แต่ถ้าเมื่อไหร่เขียนได้แค่สองคำว่า "เหมือนเดิม"...อันนี้อาการน่าเป็นห่วง แปลว่าชีวิตหลังเกษียณคุณภาพตกต่ำจนถึงพื้นแล้ว...ต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลง ตัวเองอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะสายเกินไปจนแก้ไม่ได้


สิบสอง...หลัง เกษียณ...ไปนวดบ่อย ๆ...คนวัยเกษียณเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อจะแข็งตึง ขาดความยืดหยุ่นไม่เหมือนสมัยหนุ่มสาว...เป็นสาเหตุให้ปวดเมื่อย ก้มทีก็โอย ลุกทีก็โอย...ออกกำลังกายก็เป็น ทำสวนก็เป็น เล่นเกมก็เป็น แม้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูทีวีก็ยังเป็น...การนวดช่วยให้ดีขึ้น นวดแผนไทยช่วยยืดเส้น นวดน้ำมันช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ...ตอนกำลังนวด จะเจ็บ ๆ มัน ๆ นวดเสร็จแล้วสบายตัว...จะนวดที่ไหนก็ได้ ร้านนวดแผนโบราณเอย สปาทั้งหลายที่เห็นอยู่เกลื่อนเมืองเอย หรือจะว่ามาให้นวดที่บ้านก็ไม่ผิดกติกา...ข้อสำคัญ สถานทีต้องถูกอุปนิสัยและต้องมีหมอนวดประจำตัว...เพราะแต่ละที่บรรยากาศและ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างกัน หมอนวดแต่ละคนก็มีลีลาลูกเล่นไม่เหมือนกัน...แรก ๆ ให้เปลี่ยนสถานที่และคนนวดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอที่โดน ประเภทที่ไม่ต้องบอก แค่แตะตัวก็รู้แล้วว่าวันนี้ควรจะเน้นนวดตรงไหน...เมื่อถูกใจ ก็ผูกปีนวดกันไปเลย....สำหรับพวกผู้ชายที่ชอบนวดแผนปัจจุบันตั้งแต่หนุ่ม เรื่อยมา ซึ่งก็ไม่ได้ชอบเพราะการนวดหรอก แต่ชอบของแถมมากกว่า ให้ลองมานวดแผนไทยและนวดน้ำมันที่ผมว่าดูมั่ง...จะได้อรรถรสมากกว่า และเบาสบายตัวกว่าจริง ๆ...ถ้าไม่รักกัน ไม่บอกนะเนี่ย


สิบสาม...หลัง เกษียณ...ตรวจสอบตัวเองว่ารู้สึกหมดคุณค่าหรือรู้สึกเป็นอิสระ...ถ้าคุณ รู้สึกเป็นอิสระ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะคุณจะได้เริ่มโบยบินไปสู่โลกกว้างโดยไม่มีข้อจำกัดและไร้แรงถ่วงใด ๆ...ทำงานทั้งชีวิตก็เพื่อมาถึงตรงนี้ไม่ใช่หรือ...แต่ถ้ารู้สึกหมดคุณค่า ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะคุณถูกจัดชั้นให้เป็นทาสที่ถูกปลดปล่อยแล้วไม่ยอมไป...ยังคุ้นและชิน กับพันธนาการที่ผูกมัดรัดตัวมาตั้งแต่เริ่มทำงาน...เปิดตาให้สว่าง มองรอบตัวให้กว้างและไกลออกไปเถอะครับ...ความอิสระไม่ได้น่ากลัวและลำบาก อย่างที่คิดหรอก


สิบสี่...หลัง เกษียณ...อย่าเล่นหุ้น...คำเตือนสำหรับคนที่เพิ่งคิดมาหัดเล่นหุ้นเอาตอน เกษียณ...ฟังเหตุผลแล้ว มันฟังไม่ขึ้นด้วยประการทั้งพวง...เพราะ....ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ @ มีอีกเยอะเลยแหละที่น่าทำกว่าการนั่งเฝ้าจอทั้งวัน....อยากมีรายได้เพิ่ม @ เขาเตือนเสมอว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน" เกษียณแล้วจะไปเสี่ยงทำไม ปรับตัวเองให้เหมาะกับเงินที่มีอยู่ไม่ง่ายกว่าหรือ....อยากศึกษาเรื่องหุ้น @ ช้าไปแล้วต๋อย ศึกษาเรื่องธรรมะในวัยนี้ให้ประโยชน์มากกว่า....เพื่อนชวน @ เออ ก็โง่เชื่อเพื่อนนะ อายุปูนนี้คิดเองไม่เป็น....เห็นคนอื่นรวยเพราะเล่นหุ้น @ แล้วเคยเห็นสภาพของคนที่จนเพราะเล่นหุ้นไหม....อยากตื่นเต้น เร้าใจ @ มีอีกหลายอย่างให้เลือกทำที่ทั้งเสียวทั้งมันกว่าการเล่นหุ้นโดยไม่ต้อง เสี่ยง....สมัยนี้ใคร ๆ ก็เล่น เดี๋ยวตกเทรนด์ @ ให้เป็นเรื่องของคนในวัยทำงานเขาเถอะลุง อยากทันสมัยก็มาหัดเล่น FB เล่น Line หรือเล่นเกมดีกว่า ไม่เครียด แถมเข้าสมัยและมีคนเล่นเยอะกว่าด้วย....ฯลฯลฯลฯ

สิบห้า...หลัง เกษียณ...ถ้าลองทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ ให้รีบเลิก....เวลามันเหลือน้อย เลือกทำอย่างอื่นในคิวต่อไปดีกว่า ....เกษียณแล้ว ไม่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้ว จึงไม่ต้องฝึกวินัย ไม่ต้องฝึกความอดทนให้เป็นพื้นฐาน เพราะจนป่านนี้ถ้ายังไม่มี ก็คงฝึกไม่ทันแล้ว...สิ่งที่ได้ลองทำก็เพราะอยากทำ เมื่อได้ทำแล้วจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ...อย่าทู่ซี้ อย่ามีอัตตา ให้ยอมรับว่าเรื่องบางเรื่องเหมาะกับคนบางคนที่มีพรสวรรค์ เช่น อยากเล่นดนตรีให้เพราะ แต่จับบันไดเสียงไม่ได้ เคาะจังหวะไม่เป็น ก็ไปได้ไม่ไกล...คนวัยนี้ ลองเล่นอะไรแล้วไปไม่รอด...ไม่เสียหน้าหรอกครับ


สิบหก...หลัง เกษียณ...อย่าคิดเลี้ยงหลานเป็นงานหลัก...เพราะสิทธิและหน้าที่เป็นของพ่อ แม่เขา ส่วนเราได้ใช้สิทธิและทำหน้าที่ไปแล้ว...แล้วก็อย่าคิดเชียวว่า เคยเลี้ยง ลูกมาหลายคน เลี้ยงหลานอีกซักคนสองคน จะเป็นไรไป...ลองนึกดูว่าตอนเลี้ยงลูกอายุเท่าไหร่ ตอนนี้อายุเท่าไหร่...ตอนนั้นก็แทบแย่ ตอนนี้จะไหวหรือ...ที่สำคัญ ความคิดและแนวทางการเลี้ยงลูกของคนแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เดี๋ยวเกิดขัดแย้งสร้างปัญหาระหว่างรุ่นขึ้นในครอบครัว กลายเป็นละครน้ำเน่าไปเปล่า ๆ...เอาแค่หยิบฉวยมาครองเพื่อชื่นชมบ้างเป็นครั้งคราว...เล่นบทปู่ย่าตายาย ใจดีตามใจหลาน ให้พ่อแม่เขาหงุดหงิดเล่น...เป็นสุขกว่าเยอะ


สิบเจ็ด...หลัง เกษียณ...ทำทุกวันให้เป็นวันพิเศษ...เมื่อได้ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจาก หน้าที่ ความรับผิดชอบ ภาระและหัวโขนแล้ว จะหายใจทิ้งนิ่งเฉยอยู่ทำไม ควรทำตัวกระตือรือร้นให้ชีวิตมีความหมายเหมือนได้พักร้อนตอนทำงาน...จำไว้ ว่าเวลาเหลือน้อยแล้ว ถ้านับ 60 ถึง 80 ก็เหลือแค่ 7,300 วัน....มีเงิน 7,300 บาทในกระเป๋า ตื่นมาต้องหยอดมิเตอร์ชีวิตวันละบาท ใช้งานหรือไม่ก็วันละบาท แป๊บเดียวก็หมด...บางคนมิเตอร์เสีย ใช้งานไม่ครบ 80 ยิ่งเหลือน้อยเข้าไปใหญ่...จงใช้ทุกบาทที่เหลือให้คุ้มค่า ทุกวันที่เหลือให้มีความหมายเถิดครับ


สิบแปด...หลัง เกษียณ...พึงยอมรับเสมอว่าหนึ่งวันยังมี 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม เที่ยงแท้และแน่นอน...คนที่รู้สึกว่ามันยาวนานเกินไป อยากให้เหลือน้อยกว่านี้ เพราะไม่รู้จะทำอะไร...จัดอยู่ในพวกหายใจทิ้ง น่าเป็นห่วง เพราะไม่มีความสุข ทิ้งไปนาน ๆ จะเครียดสะสมถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าได้...คิดใหม่ทำใหม่เถอะครับ คิดไม่ออกลองกลับไปอ่านที่ผมเขียนมาตั้งแต่ข้อ 1 อีกซักรอบก็ยังดี...แต่บางคนกลับคิดว่า มันสั้นไปหน่อย แป๊บ ๆ ยังไม่ทันทำอะไรก็หมดวันแล้ว ถ้ามีวันละ 30 ชั่วโมงก็จะดี...พวกนี้ก็กระดี๊กระด๊า มีความสุขกับการเกษียณเกินไป...ขอให้ลดกิจกรรมลงบ้างเถอะ พ่อคุณ


สิบเก้า...หลัง เกษียณ...ติดตามข่าวสารบ้านเมืองให้น้อยลง รับรู้เรื่องราวของเทคโนโลยีให้มากขึ้น...เมื่อไม่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อการ ตัดสินใจในการงาน จะหมกมุ่นอยู่กับข่าวสารบ้านเมืองทุกนาทีให้เกิดความเครียด และสะสมอารมณ์อันไม่พึงประสงค์ทำไม คนถึงวัยนี้แล้ว คิดจะทำอะไร ก็ทำไม่ได้มากหรอก...มาสนใจเรื่องราวของเทคโนโลยีและวิถีการใช้ชีวิตของคน รุ่นใหม่ดีกว่า เพราะมีแต่เรื่องตื่นตาตื่นใจให้ทึ่ง สร้างสีสันให้กับชีวิตที่กำลังเหี่ยวเฉา...จะลองใช้อุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่ออกมาเกือบทุกวันดู หรือลองใช้สินค้าตระกูลไอเพื่อให้รู้ว่าโลกกำลังไปในทิศทางไหน หรือจะเข้าไปอยู่ในโซเชียลเน็ทเวิร์คทั้งหลายก็ไม่มีใครห้ามเพราะไม่ได้ จำกัดอายุ...อ้อ..ข้อสำคัญ เวลาเข้าไปแล้วอย่างลืมศึกษา กฎ กติกา มารยาท ของแต่ละที่แล้วปรับตัวปรับใจปรับความคิดให้เข้ากับเขาด้วยนะ...จะได้ไม่เชย ไม่ถูกค่อนขอดว่าเป็นเต่าล้านปี


ยิ่สิบ...หลัง เกษียณ...จริงจังกับงานอดิเรกให้มากขึ้น...งานอดิเรกที่ทำมาจนถึงวัยเกษียณ ย่อมเป็นสิ่งที่ชอบ เพลิดเพลินและมีความสุขที่ได้ทำ...มีเวลาแล้ว ควรยกระดับให้เข้มข้น ลึกซึ้ง แม้จะหมกมุ่นมากหน่อยก็ไม่เป็นไร...จะไปจนถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือมืออาชีพก็ไม่เสียหาย...แต่ห้ามทำเป็นอาชีพเด็ดขาด เพราะจะกลับเข้าสู่วังวนของคนทำงาน...หมดสภาพการเกษียณในวัยนี้ มันไม่สนุก นะครับ


ยี่สิบเอ็ด...หลังเกษียณ... พูดให้น้อย ฟังให้มาก...เกษียณแล้ว ที่ต้องสั่ง ต้องสอน ต้องชี้นำคนอื่น ก็เป็นเพียงอดีต...เมื่อไม่มีคนให้สั่ง สอน ชี้นำ การพูดเยอะ ๆ จึงไม่จำเป็น...เปลี่ยนบทมาเป็นคนฟังมั่งเหอะ ฟังแล้วคิด ตอบโต้ให้ช้า หัวเราะให้มาก...อยากใช้ปากอย่างที่เคยก็ให้ไปหัดร้องเพลงแทน เพราะมันไม่ทำร้ายจิตใจใคร...เมื่อคิดแล้วค่อยพูด ความผิดพลาดให้เสียใจภายหลังจะลด มิตรภาพมากขึ้น ชีวิตหลังเกษียณจึงสุขสงบ


ยี่สิบสอง...หลัง เกษียณ...ฝึกใจให้ชินกับการแพ้...ต้องยอมรับว่าวัยนี้ของชีวิตเป็นช่วงขา ลง...ขาดเป้าหมาย ไร้แรงฮึดที่จะเอาชนะ...การพ่ายแพ้จึงเกิดได้บ่อยเป็นธรรมดา...แน่ ๆ คือแพ้สังขาร อันเป็นสาเหตุหลักให้แพ้เรื่องอื่น ๆ ด้วย...ที่เคยทำได้ ก็ทำไม่ได้...ที่เคยแม่นยำ ฉับไว กลายเป็นเบ๊อะบ๊ะ งกเงิ่น...หลงลืมจนอยากเขกหัวตัวเองวันละหลายหน...โรคภัยไข้เจ็บก็มาเยือน กันจัง...การฝึกให้ชินกับการแพ้ เป็นทางแก้ที่หมดจด สู้ไม่ได้ก็เอาเป็นพวกเสียเลย...ผมยังจำที่หลวงพ่อปัญญา วัดชลประทานฯ เคยเทศน์สอนเรื่องนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนได้ว่า...เมื่อโรคภัยไข้ชรามาเยือน ก็อย่าสัดส่ายดิ้นรนเป็นทุกข์เลย ให้ต้อนรับเขามาอยู่ด้วยอย่างเป็นมิตรเถอะ ทักทายด้วยว่า...อ้าว มาแล้วหรือ นี่รออยู่นะ


ยี่สิบสาม...หลัง เกษียณ...จัดบ้านให้น่าอยู่...เมื่อไม่มีที่ทำงานให้สิงสถิต บ้านก็กลายเป็นสถานพักพิงหลัก...การจัดบ้านให้เป็นวิมานของเรา เป็นภารกิจต้น ๆ ที่ควรทำอย่างยิ่งยวด...ที่สึกหรอเสียหาย ให้ซ่อมแซมแก้ไข จะซ่อมใหญ่ ซ่อมเล็ก ก็ว่ากันไป...ที่ขาดตกบกพร่อง ก็เพิ่มเติมเสริมแต่งให้เต็ม ให้สว่างไสวมีชีวิตชีวา...ที่รกล้นเกินความจำเป็น ก็กำจัดตัดทิ้งให้เหลือแค่พอเหมาะ...อันหลังนี่ยากหน่อย คนมักก้าวไม่พ้นเส้นเสียดาย ทำใจทิ้งสัมภารกที่สะสมมานานไม่ได้...ให้คิดเสียใหม่ว่า ถ้าเขาเป็นประโยชน์กับคนอื่นมากกว่า ก็ตัดใจปล่อยเขาไปเถอะ...ขอแนะให้ใช้เกณฑ์ 6 เดือนตัดสิน...ถ้าพิจารณาเห็นว่าใน 6 เดือน ฉันคงไม่ได้ใช้เธอแน่ เธอก็ควรไปอยู่กับคนอื่นได้แล้ว...คืนที่ว่างอันมีค่าให้ฉันไปทำอย่างอื่น เถอะ...เวลาฉันเหลือน้อย


ยี่สิบสี่...หลัง เกษียณ...เปลี่ยนวันเวลาทำกิจกรรม...เกษียณแล้ว อยู่นอกกรอบกำหนดของเวลาแล้ว...มีอิสระที่จะเลือกวันและเวลาตามใจชอบ... แล้วจะไปแออัด ยัดเยียด เบียดเสียด แย่งชิงทรัพยากรกับคนที่ยังไม่เกษียณซึ่งเป็นคนหมู่มากทำไม...จะทำกิจกรรม นอกบ้าน ให้เลือกเวลาที่ปลอดโปร่ง โล่งสะดวก หลีกเลี่ยงการจราจรแออัด หรือความโกลาหลของคนหมู่มากสิครับ...เช่น...ออกไปกินมื้อกลางวัน 11 โมง มื้อค่ำ 6 โมงเย็น...ดูหนัง ช้อปปิ้ง บ่ายวันธรรมดา...เดินทางท่องเที่ยวจันทร์ถึงศุกร์แทนวันหยุดยาว...อย่างนี้ เป็นต้น...ในช่วงคนเยอะ ๆ รถติดมาก ๆ ก็เลือกอยู่กับบ้านให้สำราญใจ...แต่ข้อนี้ ยกเว้นสำหรับคนขี้เหงา ที่ชอบความครึกครื้น จอแจ...ก็ตามสะดวกเถอะครับท่าน"


ยี่สิบห้า...หลัง เกษียณ...ให้เวลากับครอบครัว...หมดหน้าที่การงานแล้ว อย่าเพิ่งหลงระเริงกับเวลาที่ได้มาใหม่ให้หมดไปกับกิจกรรมสาระพันของ ตัว...หันไปมองคนรอบข้าง ที่หวังว่าเมื่อเราเกษียณ จะแบ่งเวลาให้กับเขาบ้าง...ข้ออ้างว่างานกำลังยุ่ง ใช้ไม่ได้อีกต่อไป...จงรีบใช้เวลาร่วมกับพวกเขาเสียเถิดในขณะที่เรามีเวลา ให้เขา ก่อนที่พวกเขาจะไม่มีเวลาให้เรา...จะทำอะไรร่วมกันก็ทำไป คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ทำอะไร แต่อยู่ที่ได้ร่วมกันทำต่างหาก


ยี่สิบหก...หลัง เกษียณ...อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น...เมื่อเกษียณ เกมก็จบ การแข่งขันสิ้นสุด ไม่ต้องไขว่คว้าหาดวงดาวกันแล้ว...แรงบันดาลใจและการกระตุ้นให้ฮึกเหิมก็ไม่ จำเป็นอีกต่อไป...การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเอาตอนนี้ ไม่ว่ากับที่เหนือกว่าหรือด้อยกว่า ล้วนไม่เป็นผลดีต่อจิต รังแต่จะสะสมกิเลสทั้ง โลภ โกรธ หลง ให้เพิ่มขึ้น...มาถึงจุดนี้แล้ว ต้องยอมรับผลงานของตัวเองไม่ว่าจะพอใจหรือ ไม่ก็ตาม เพราะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มากแล้ว...มีความสุขกับมันเถอะครับ...จะเล่นเกม ใหม่ ก็ต้องเป็นชาติหน้าโน่น


ยี่สิบเจ็ด...หลัง เกษียณ...หมั่นเจริญมรณสติ ให้ระลึกถึงความตายสบายนัก...เพราะคืนนี้หลับไปแล้ว ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หรือชาติหน้าจะมาก่อน...ถ้าเจริญสติอย่างถูกวิธี ไม่เพียง เตือนตนว่าต้องตายไม่ช้าก็เร็ว หากยังถามตนเองอยู่เสมอว่าพร้อมจะตายหรือยังหากหมดลมวันนี้...ทำให้ตระหนัก ว่าชีวิตและเวลาแต่ละนาทีที่ยังเหลืออยู่นั้นมีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่ควรใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า หรือปล่อยเวลาทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์...เป็นการกระตุ้นให้เราจัดลำดับความ สำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตใหม่หมด...จะได้จัดการสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว...ข้อนี้ผมไม่ได้คิดครับ...พระไพศาล วิสาโล ท่านเขียน...สาธุ สาธุ สาธุ


ความจริงยังไม่หมดนะ ครับ...แต่จะจบแค่นี้ก็ได้...ช่วงนี้ไม่มีเวลาคิดข้อใหม่ ๆ เพิ่ม เพราะมัวแต่ติดอยู่กับข้อเจ็ดและข้อสิบอยู่หลายเดือนแล้ว จนไม่มีเวลาไปทำข้ออื่น...เดี๋ยวช่วงไหนปลอดโปร่งโล่งสะดวก จะมาเพิ่มเติมให้เต็ม

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทางรอดของชนชั้นกลาง โดยคุณวีระพงษ์ ธัม

  ชนชั้นกลาง หรือ Middle Class เป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย แต่ชนชั้นกลางทั่วโลกกำลังถูกท้าทายมาโดยตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนกับว่าคน “กำลังรวยขึ้น” จากชนชั้นรากหญ้าสู่ชนชั้นกลาง แต่ตำแหน่งชนชั้นกลาง กำลังมีชีวิตที่ “ยากลำบาก” ลงเรื่อย ๆ 

            นิยามของชนชั้นกลางนั้น พูดโดยกว้าง ๆ มักจะเป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาพอสมควร อาจจะจบปริญญา หรืออนุปริญญา มีวิชาชีพติดตัว ชีวิตอยู่สะดวกสบายแต่ไม่สามารถฟุ่มเฟือยได้มากนัก ส่วนมากจะมีบ้านเป็นของครอบครัว มีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว อาจจะชอบทานกาแฟ ร้านอาหาร ชอบท่องเที่ยว เลี้ยงสัตว์เลี้ยง ฯลฯ รวมไปถึงว่ามีความเชื่อที่เหมือน ๆ กับ “คนกลุ่มใหญ่” ในสังคม เช่นช่วงหนึ่งมีความเชื่อว่า การประสบความสำเร็จต้องหางานทำดี ๆ มั่นคง เป็นเจ้าคนนายคน เป็นต้น 

            ประเทศกำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศจะมีลักษณะคล้ายกันคือ มีการขยายตัวของคนชั้นกลาง เช่นในประเทศจีน ชนชั้นกลางขยายตัวจาก 15% สู่ 62% ในช่วงเวลาแค่สิบกว่าปี (จาก The Economist) เพราะพ่อแม่ของคนกลุ่มนี้จะส่งเสียลูก ๆ ให้มีการศึกษาสูง ๆ และประเทศก็กำลังต้องการแรงงานจำนวนมากในการพัฒนาประเทศ คนจึงขาดแคลน และกลุ่มคนกลุ่มนี้ก็เข้ามาสู่ระบบแรงงานพอดีในช่วงพัฒนาประเทศ จึงสามารถ “ไต่เต้า” ขึ้นมาตำแหน่งสูง ๆ ในองค์กรได้ ระบบสวัสดิการยุคแรกก็ยังคงแข็งแรงเนื่องจากยังไม่มี “ตัวหาร” หรือคนที่เกษียณก่อนหน้า กลุ่มคนที่เกษียณในชนชั้นกลางกลุ่มแรก ๆ แม้ไม่ได้ “ร่ำรวย” มาก แต่ก็ “มีความสุข” ได้รับสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม และอยู่ได้อย่างสบาย ๆ ตลอดชีวิต แต่มายุคหลัง ๆ พอที่ประเทศเริ่มพัฒนาก้าวขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง ดูเหมือนกลยุทธ์ “เรียนสูง ๆ” นี้จะใช้ได้ลำบากขึ้น เนื่องจาก “การศึกษา” ไม่ได้เป็นปัจจัยที่การันตีความสำเร็จอีกต่อไป เพราะคนทุกคนใช้กลยุทธ์เดียวกัน จึงมีคนจบปริญญาจำนวนมาก ดังนั้นปิรามิดของแรงงานยุคใหม่จึงมีฐานกว้างกว่าเดิม คนกลุ่มใหม่ ๆ จึงต้องใช้ “เวลา” มากกว่าเดิมในการก้าวสู่ระดับสูงในบริษัท ยิ่งไปกว่านั้น ระบบสวัสดิการก็เริ่มยากลำบากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คิดไว้แต่แรกมาก ดังนั้นทำงานจนเกษียณและมีองค์กรเลี้ยงดูจึงเป็นภาพในอดีต ตัวอย่างบริษัทที่ประสบปัญหาเหล่านี้ คือ Kodak Eastman นอกจากปัญหาเรื่องการแข่งขันในธุรกิจกล้องดิจิตอลที่ทดแทนฟิล์มแล้ว ส่วนหนึ่งคือต้นทุนการดูแลพนักงานเกษียณของ Kodak สูงมากจนไม่สามารถอยู่รอดในธุรกิจได้ 


            ในเชิงสถิติแล้ว มีการศึกษาเรื่องคนชั้นกลางในอเมริกาซึ่งเคยมีสัดส่วนแบ่งรายได้ของทั้งระบบ เศรษฐกิจ 62% ตั้งแต่ยุค 1960 และลดลงมาเหลือ 45% ช่วงทศวรรษ 2000 (จาก Business Insider) ทั้ง ๆ ที่จำนวนคนชั้นกลางมีสัดส่วนสูงขึ้นมาก และรายได้ก็สวนทางกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในแง่การรักษาระดับมาตรฐานการครอง ชีพ แม้ว่า “สินค้า” บางอย่างจะมีราคาถูกลงกว่าแต่ก่อน เพราะการผลิตที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนที่ถูกจากประเทศกำลังพัฒนา แต่ค่าใช้จ่ายในบางหมวดก็สูงขึ้น เช่น ต้นทุนเรื่องการศึกษา การแพทย์ ในอดีตเราอาจจะเคยเห็น Babysitter หรือ “พี่เลี้ยงเด็ก” ในอเมริกา แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก นอกเสียไปกว่านั้น ที่อยู่อาศัยก็มีราคาสูงขึ้น คนรุ่นใหม่ในอเมริกาจึงมีแนวโน้มอยู่กับพ่อแม่ และไม่มีลูก เนื่องจากแรงกดดันเหล่านี้ 


            ภาพประเทศไทยมีแนวโน้มเดียวกัน และอาจจะยิ่งหนักกว่าเนื่องจากประเทศกำลังติดกับดัก Middle Income Trap เพราะขาดนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน พร้อม ๆ ไปกับการเข้าสู่สังคมวัยชรา คนรุ่นใหม่อาจจะต้องแบกรับภาษีมากขึ้นไปอีกซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่ง ขันระยะยาวลงไป อีกเรื่องที่สำคัญคือโลกในยุคใหม่ เลือกวิธีการที่จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการฉีดเงินเข้าระบบ (เช่นการทำ QE) ทำให้ “มูลค่า” ของเงิน หรือ หมายถึงเงินเดือนเราลดลงทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับบางสิ่งบางอย่าง เช่น ราคาธุรกิจ (หรือราคาหุ้น) หรือราคาที่ดิน ซึ่งแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว หุ้นมีราคา PE เฉลี่ยสูงขึ้นจาก 10 เท่า ขึ้นไปสู่ 20 เท่า และดูเหมือนหุ้นอาจจะมีโอกาสแพงได้อีกยาวนาน ในอดีตเราอาจจะได้ยินสำนวน “ที่ดิน” เท่าแมวดิ้นตาย ตอนนี้อาจจะกลายเป็นคอนโดกลางอากาศห้องเล็ก ๆ ที่แมวอาจจะดิ้นไม่พอ และราคาก็จะสูงหลายล้านบาท ด้วยเงินเดือนเฉลี่ยปัจจุบันอาจจะทำให้ “ชนชั้นกลาง” ต้องผ่อนหนี้บ้านตลอดชีวิต เราจะเห็นการใช้เงินเดือนชนเดือน การเอาเงินล่วงหน้ามาใช้ เช่นผ่อนบัตรเครดิต และคิดหนักเรื่องการมีลูก
            ทางรอดของชนชั้นกลางจะเป็นอย่างไร และโอกาสซ่อนอยู่ตรงไหนบ้างติดตามต่อตอนหน้าครับ

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

ปลดหนี้บัตรเครดิต 12 ใบใน 7 เดือน

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างนะครับ

ขอเล่าจากประสบการณ์ตรงนะครับ จัดประเภทหนี้ 12 บัญชีได้ 3 ประเภท ดังนี้

1. ฟ้องดำเนินคดีเร็วมาก (ได้รับหมายศาล ทำเลื่อนนัดศาล 2 รอบ และตกลงเจราจำนวนเงินเพื่อปิดบัญชี ก่อนศาลพิพากษา)
1.1 บัตรเครดิต KTC
2.2 สินเชื่อ KTC Cash Revolve

2. ฟ้องดำเนินคดีช้ากว่า KTC นิดหน่อย 1-2 เดือน (ได้รับหมายศาล ทำเลื่อนนัดศาล 2 รอบ และตกลง เจราจำนวนเงินเพื่อปิดบัญชี ก่อนศาลพิพากษา โดยเข้าไปเจรจาต่อรองด้วยตนเองที่ สนง.พระราม 7)
2.1 บัตรเครดิตธนชาต
2.2 บัตรกดเงินสดธนชาต Flash

3. เจรจาต่อรองได้ มีจม.จาก สนง.ทนายความ ไม่มีหมายศาล (หนี้บางราย หลายแสน)
3.1 สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์แคช
3.2 สินเชื่อบุคคล กรุงศรี จัสแคช
3.3 บัตรเครดิตกรุงศรี
3.4 สินเชื่อ Speedy Cash ไทยพาณิชย์
3.5 บัตรเครดิต ไทยพาณิชย์
3.6 บัตรเครดิต KBank-Visa
3.7 บัตรเครดิต KBank-Robinson
3.8 บัตรกดเงินสด TMB Ready Cash
ไปอบรมกับชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ เมื่อต้นปี 2557 ปัจจุบันเคลียร์หนี้และปิดบัญชีได้แล้ว 11 บัญชี เหลืออีก 1 บัญชี คือ กรุงศรี สไมล์แคช ได้เจรจาต่อรองเรียบร้อยแล้ว สามารถผ่อนชำระ 12 เดือน ซึ่งอยู่ในกระบวนการออกจดหมายืนยันครับ (จะได้รับภายใน สิ้นเดือน มค. 58 นี้)

ขั้นตอนการตั้งรับ

1. แจ้งครอบครัว เรื่องหนี้สิน ว่าเราจัดการได้ และจะมีหมายศาลมาที่บ้าน บอกพ่อแม่พี่น้อง ว่าอย่าตกใจ

2. ทำการโอนทรัพย์สินเป็นชื่อบุคคลในครอบครัว เช่น ผมโอนรถ เป็นชื่อแม่ เป็นการให้โดยเสน่หา เสียภาษีและค่าธรรมเนียม พันกว่าบาท ดีกว่ายอมให้รถโดนยึด แต่ต้องระวังเราต้องโอนก่อนที่จะมีหมายศาลมาที่บ้าน ไม่งั้นจะถือว่าอำพรางทรัพย์

3. ทำการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ผมทำการย้ายหอพัก ไปอยู่ห้องพัดลม รวมค่าน้ำไฟ จ่าย 2,200 จากที่เคยจ่าย 6-7พันบาท จะทำให้มีเงินเหลือตรงส่วนนี้ นำไปรวบรวมเพื่อรอชำระหนี้ได้

4. หางานใหม่ที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าเดิม บังเอิญหางาน ที่ได้เงินเดือนกว่าเดิม จึงมีส่วนเหลืออีกยอด

5. เมื่อรวบรวมเงินได้ถึงยอดที่เราคิด ก็ติดต่อ สนง.ทนายความตาม จม.ที่ส่งมา เพื่อขอส่วนลดปิดบัญชี ซึ่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 10-50% ขอหนังสือยืนยันส่วนลด เมื่อชำระแล้ว ขอหนังสือปลดภาระหนี้สิน คำร้องถอนฟ้อง คำแถลงงดบังคับคดี

6.เมื่อได้รับหมายศาล ก็ยังเจรจาต่อรองได้นะครับ อย่างของ KTC คุยจบกันทางโทรศัพท์, ส่วน ธ.ธนชาต ขอทางโทรศัพท์ไม่อนุมัติ ต้องขอเข้าไปพบด้วยตนเองที่ สนง.พระราม 7 อนุมัติด้วยยอดเดียวกันกับที่ขอไปทางโทรศัพท์ (ต้องแสดงให้ธนาคารเห็นความตั้งใจในการชำระหนี้ของเรา)

อย่างไรก็ขอให้เพื่อน ๆ ตั้งใจนะครับ ความรู้ที่ได้จากการอบรมช่วยเราได้เยอะมาก เพียงแต่เราต้องอดทนและมีวินัยมาก ๆ

ขอบคุณครับ
sriparut

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

ประสบการณ์ขึ้นศาล CITI BANK

วันนี้จะมาอัพเดตหน่อยหลังจากหายไปนาน
1. City advance สินเชื่อส่วนบุคคล ยอดหนี้ 2xx,xxx บาท (ขอแก้ไขยอดหนี้หน่อยนะครับ ตัวนี้ ยอดฟ้องอยู่ที่ 17x,xxx)>> หยุดจ่าย 6/57 (ฟ้องแล้ว จากนั้น City ติดต่อ H/C 80,000 แบ่งจ่าย 3 งวด งวดแรกเริ่ม ตุลาคม - ธันวาคม เป็นงวดสุดท้าย )จะขอเล่าเกี่ยวกับตัวนี้นิดหน่อย เนื่องจากผมโดนหมายศาลให้ไปขึ้นศาล วันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งช่วงระยะเวลานั้นมันอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าต้องไปขึ้นศาลมั้ยเนื่องจากเจรจา H/C ไปแล้ว แต่หลังจากโทรไปปรึษาพี่นกกระจอก ท่านแนะนำว่ายังไงก็ต้องไป เพราะการ H/C ยังไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเราชำระเรียบร้อยแล้วทางทนายของ City จะถอนฟ้องเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ผมได้มีโอกาสขึ้นศาลครั้งแรก

การเตรียมตัว
1. หาอ่านเคสการขึ้นศาลในบอร์ด ซึ่งที่ผมเจอก็ไม่มีที่เหมือนผมเป๊ะๆซะเท่าไหร่ ดังนั้น เราก็ต้องประยุกต์เอาเอง
2. ตรวจสอบ และเตรียมเอกสารที่ต้องเอาไป (หนังสือ H/C , สลิปที่ไปจ่ายเงินถ่ายเอกสาร และที่สำคัญ "หมายศาล")
3. วันที่ศาลนัด ผมไปก่อนเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (ศาลนัด 9 โมงเช้า) หลังจากนั้นผมก็ไปตรวจรายชื่อ พร้อมทั้งเช็คว่าห้องพิจารณาที่ผมต้องไปรออยู่ที่ห้องไหน
4. หลังจากรู้แล้ว ผมก็เตรียมตัวทำใจนิดหน่อย โดยการไปเข้าห้องน้ำของศาลซะหน่อย เพราะคิดว่าต้องมาอีกหลายครั้ง และเดินสำรวจสถานที่รอบๆ
5. เมื่อใกล้ถึงเวลาผมก็เดินไปรอที่หน้าห้อง และเมื่อเจ้าหน้าที่มาเปิดห้องผมก็เข้าไปรอในห้องเลย แล้วก็แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า "มาคดีของ City" เพื่อที่ถ้าทางทนายของ City มาสอบถามเขาจะได้รู้ว่าผมมาแล้ว
6. บรรยากาศภายในห้องพิจารณาก่อนที่ผู้พิพากษาจะนั่งบัลลังค์ค่อนข้างวุ่นวาย (ลืมบอกว่าคดีบัตรเครดิตเยอะ แต่มีคนไปขึ้นศาลไม่กี่คน) เพราะในวันนั้นมีคดีอื่นๆพิจารณาพร้อมกันด้วย
7. หลังจากนั่งรออยู่นาน ก็ยังไม่เห็นทนายของ City จนผู้พิพากษานั่งบัลลังค์แล้วเริ่มพิพากษาไปทีละคดีโดยการเรียกชื่อ จนมาถึงคิวผม

ผู้พิพากษา : นาย Beer_Beer คดีของ City มามั้ย
ผม : มาครับ
ผู้พิพากษา : จะเอางัยกับยอดฟ้อง
ผม : ตอนนี้ผมกำลังผ่อนชำระกับทางเจ้าหนี้อยู่ จึงอยากขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนครับ (ณ ตอนนั้นผมก็ยังไม่พบกับทนายของ City เลย)
ผู้พิพากษา :(คุยกับเสมียนหน้าห้อง "อ้าว เขาชำระอยู่ แล้วทนายของ City เอางัย" เสมียนหน้าห้องต้องรีบไปตามทนายมาอย่างเร่งด่วนมาก)
ผม : ก็รอทนายมา ส่วนท่านผู้พิพากษาก็พิจารณาคดีอื่นก่อน หลังจากรออยู่พักใหญ่ ทนายของ City ก็มา
ทนาย City : นึกว่าคุณจะไม่มาขึ้นศาล เป็นคำแรกที่พูดกับผม (แสดงว่า คนส่วนใหญ่ไม่มา ดีที่ผมเจอเวปชมรมก่อนไม่งั้น ผมคงเป็นหนึ่งในนั้น)
ผม : มาซิครับ
ทนาย City : แล้วเอางัยดีกับยอดฟ้อง ของคุณ (เขาก็อธิบายของเขาไป โดยที่ผมยังไม่ได้บอกเขาเกี่ยวกับหนังสือ H/C พร้อมทั้งสำเนาสลิปที่ผมจ่ายไปแล้ว 2 งวด)
ผม : หลังจากที่เขาอธิบายเสร็จ ผมก็บอกเขาว่าจะเลื่อนเนื่องจากได้ H/C แล้ว พร้อมทั้งแสดงเอกสาร H/C
ทนาย City : โห น่าจะบอกตั้งแต่แรก งั้นเลื่อนไปก่อนแล้วกัน ไว้คุณชำระเสร็จ ผมจะมาถอนฟ้องให้
หลังจากนั้นทางทนายก็จัดการทุกอย่างทั้งแจ้งต่อศาลและนำเอกสารเลื่อนนัดมา ให้ผมเซ็นชื่อ (ผมทำตามแนวทางของชมรมที่บอกว่า "ไปศาลต้องได้เซ็นชื่อด้วย")

นี่คื่อประสบการณ์ไปศาลครั้งแรกของผม ซึ่งคิดว่าน่าจะมีอีกหลายครั้ง จึงอยากมาเล่าให้เพื่อนๆ ที่นี่ได้ฟังบ้าง เพื่อจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ตัวอย่างการคำนวณภาษ๊ ลดหย่อนจากประกันชีวิต

ตัวอย่างที่ 3 นาย ก. มีเงินได้มีเงินได้ทุกประเภทภาษีรวมทั้งปีเท่ากับ 3,400,000 บาท ได้ซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ของตนเองไว้รวมปีละ 60,000 บาท ได้ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญไว้ 300,000 บาท และซื้อหน่วยลงทุน RMF ไว้ในปีเดียวกันถึง 360,000 บาท นาย ก. สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้ดังนี้



(1) คำนวณยอดการใช้สิทธิหักไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ แล้วพักไว้มีเงินได้ทั้งปี 3,400,000 บาท ไม่เกินร้อยละ 15 มีเพดานสูงสุดเท่ากับ = 3,400,000 X 15% = ไม่เกิน 510,000 บาท

(2) นาย ก. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 60,000 บาท ให้นำเบี้ยประกันไปใช้สิทธิหักเบี้ยประกันชีวิตปกติก่อน 60,000 บาท คงเหลืออีก 40,000 บาท (100,000 - 60,000 = 40,000 ) จึงนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาใช้สิทธิให้ครบ 100,000 บาท







(3) นาย ก. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ 300,000 บาท คงเหลืออีก 260,000 บาท (300,000 - 40,000) นำมาเปรียบเทียบกับตาม 1. พบว่าไม่เกิน จึงสามารถใช้สิทธิหักเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้เต็ม 200,000 บาท

(4) นำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 บาท ไปรวมกับเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF 360,000 บาท = 560,000 (200,000 + 360,000) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท พบว่า เกินวงเงินที่สามารถหักได้รวม 60,000 บาท (560,000 - 500,000 = 60,000)

(5) นำสิทธิที่สามารถหักเบี้ยประกันแบบบำนาญตาม 3. 200,000 บาท มาหักกับวงเงินที่เกินสิทธิหักได้ 60,000 บาท คงเหลือสิทธิที่หักได้จริง 140,000 บาท (200,000 – 60,000 = 140,000 บาท )




นาย ก. สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้ 180,000 บาท โดยนำไปหักลดหย่อนในส่วนของเงินประกันชีวิตปกติ 40,000 บาท รวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 60,000 บาท รวมเป็นเบี้ยประกันชีวิตปกติ 100,000 บาท และในส่วนของเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญอีก 140,000 บาท

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน

            แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณีหรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตาม กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน

 หลักเกณฑ์

 (1) เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

(2) ต้องเอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในไทย

(3) มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ จะจ่ายเท่ากันทุกงวดหรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกัน ก็ได้ โดยจะจ่ายตามการทรงชีพที่อาจมีการรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน

(4) มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น และต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ก่อนได้รับผลประโยชน์


 ตัวอย่างที่ 2 นาย ง. มีเงินได้ปีละ 1,350,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพปีละ 120,000 บาท ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญปีละ 250,000 บาท จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 135,000 บาท และจ่ายค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF จำนวน 100,000 บาท นาย ง. สามารถหักค่าลดหย่อนและยกเว้นภาษีได้ดังนี้

(1) คำนวณยอดการใช้สิทธิหักไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ แล้วพักไว้ = 1,350,000 x 15 % = 202,500 บาท

(2) นาย ง. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพ 120,000 บาท ให้นำเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพไปใช้สิทธิหักเบี้ยประกันแบบปกติก่อน 100,000 บาท ส่วนที่เกิน 100,000 บาท(20,000 บาท) ตัดทิ้งเพราะหักเบี้ยประกันชีวิตแบบปกติครบถ้วนแล้ว

(3) นำยอดเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่จ่ายจริง 250,000 บาท เทียบกับวงเงินตาม 1. พบว่าเกิน 15% (202,500 บาท) และเกิน 200,000 บาท จึงสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้เต็ม 200,000 บาท

(4) นำยอดค่าเบี้ยประกันภัยแบบบำนาญที่สามารถหักได้ตาม 3. ไปรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท = 200,000 + 135,000 + 100,000 = 435,000 บาท พบว่าไม่เกิน

นาย ง. สามารถหักเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพได้ 100,000 บาท และหักเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้ 200,000 บาท