วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ข้อคิดในการจัดการเงินสำหรับปี 2561 by คุณวรวรรณ ธาราภูมิ

เป็นเรื่องปกติ ที่ในทุกๆ ปลายปี จะมาให้ข้อคิดเพื่อวางแผนการเงินส่วนบุคคลและครอบครัว เพื่อ 1. ให้รู้จักวางแผนการเงิน 2. ให้ทบทวนสถานะครอบครัวและการเงินที่อาจเปลี่ยนไปในแต่ละปี และ 3. หากมีแผนการเงินแล้ว มีพอร์ตลงทุนของตนที่เหมาะสมแล้ว ก็จะเตือนให้รู้จักปรับสมดุลย์ (Rebalancing) สัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน



1. จัดทำแผนรายได้ ค่าใช้จ่าย ประจำปี 2561
------------------------------------------------------
เราต้องเริ่มจากการทำบัญชีรับจ่ายของเราและครอบครัวที่อยู่ในอุปการะของเรา โดยแยกเป็นรายเดือน เพราะเมื่อรู้ที่มาของเงินได้ กับรู้ว่าเงินเราจะออกไปจ่ายทางไหนได้บ้างแล้ว เราจะเห็นฐานะทางการเงินของเราในวันนี้และในอนาคต ทำให้เริ่มพิจารณาได้ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มีเงินออมสะสมไปลงทุนทุกเดือน เราใช้จ่ายอะไรบ้าง อะไรควรลด เราจะหารายได้เพิ่มได้ไหม
ทั้งนี้ อย่าลืมใส่รายการผ่อนชำระหนี้ และดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย (ถ้ามี) นอกจากนี้ก็ให้ใส่รายจ่ายขาจรที่ไม่ได้เกิดประจำเป็นรายเดือน เช่น ค่าส่วนกลางที่พักอาศัย ค่าเล่าเรียนบุตร เบี้ยประกันชีวิตและประกันภัย ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ค่าบำรุงรักษาที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ ค่าทำฟัน ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ฯลฯ
.
2. กันเงินสำรองฉุกเฉิน
----------------------------
เงินส่วนนี้สำคัญมากเพราะมันจะทำให้เราดำเนินชีวิตตามปกติ ทำให้เรามีเงินจ่ายตามภาระที่มีอยู่ไปได้ช่วงหนึ่งโดยไม่ต้องทุรนทุราย เป็นส่วนที่เราจะไม่ใช้เลยยกเว้นมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเจ็บป่วย พิการ ตกงาน ฯลฯ
ส่วนจำนวนที่ควรกันเอาไว้นั้น แนะนำให้คำนวณว่าหากตกงานหรือเกิดเหตุอันไม่คาดฝัน แล้ว เราจะหางานทำได้ภายในกี่เดือน เอาจำนวนเดือนนี้ไปคูณกับรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในระยะเดียวกัน เช่นหากเราคาดว่าอย่างเลวร้ายที่สุดเราจะหางานทำได้ใน 6 เดือน เราก็ใช้ 6 เดือนไปคูณกับรายจ่ายใน 6 เดือนข้างหน้า ก็จะได้เงินก้อนที่ต้องสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน
เงินก้อนนี้ต้องเอาไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย และสามารถถอนออกมาใช้ได้ทันทีในยามฉุกเฉิน เช่น ฝากออมทรัพย์ หรือเอาไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ประเภทที่ให้เราถอนได้เป็นรายวัน

ซึ่งประเด็นหลักในการตัดสินใจว่าจะเอาเงินฉุกเฉินไปไว้ที่ไหนนั้น จะอยู่ที่ 3 เรื่อง คือ 1. ที่ไหนปลอดภัยที่สุด มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อยที่สุด 2. ที่ไหนถอนได้สะดวกรวดเร็วที่สุด และ 3. ด้วยข้อกำหนด 2 ข้อแรกนั้น อะไรให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

3. ทบทวนและวางแผนการคุ้มครองตนเองและครอบครัว
-------------------------------------------------------------------
หลังจากกันเงินฉุกเฉินไว้แล้ว ก่อนที่จะนำเงินที่เหลือไปลงทุน ขอให้กันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นการคุ้มครองตนก่อน เพราะหากเกิดเหตุใดๆ ขึ้นครอบครัวของเราจะได้ไม่เดือดร้อน และอย่าลืมว่าเหตุมักเกิดเมื่อเราเลิกทำประกัน
การทำประกันที่จำเป็น
--------------------------
- ประกันการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย
เมื่อเรายังมีภาระผ่อนบ้าน เราก็มีความเสี่ยงแล้ว เพราะหากเราผู้ทำรายได้ให้ครอบครัวเกิดเป็นอะไรไป แล้วคนข้างหลังไม่มีปัญญาผ่อนต่อ บ้านก็จะถูกยึด ครอบครัวจะไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าสลดใจที่สุด เราก็ตายตาไม่หลับ ดังนั้น เราต้องทำประกันเรื่องนี้ไว้ ซึ่งสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้มักจะมีให้ แต่ขอให้เราใช้เวลาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของบริษัทประกันที่มั่นคงที่อื่นด้วย เพราะสถาบันการเงินที่เรากู้อาจไม่ได้ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุดแก่เราก็ได้ โดยเราจะเลือกทำประกันกับบริษัทประกันที่มีความมั่นคงสูง และเลือกอันที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุดในเงื่อนไขวงเงินประกันเท่าๆ กัน
- ประกันที่อยู่อาศัยจากอัคคีภัย ภัยธรรมชาติ ภัยจากการก่อการร้ายและวินาศกรรม
เรื่องนี้เราหลายคนคงพบมาทุกเหตุการณ์แล้ว และคงเห็นความสำคัญของการทำประกันภัยเอาไว้ จึงไม่ต้องอธิบายให้มากความ
- ประกันการใช้ยานพาหนะและอุบัติเหตุ
นอกจากจะทำประกันตามที่ พ.ร.บ.บังคับแล้ว ขอให้พิจารณาทำประกันชั้นหนึ่งหากเป็นไปได้ เพราะถ้าไม่มี เราจะมีรายจ่ายเพิ่มเมื่อเกิดเหตุ อาจจะเป็นหลักแสน หรือเป็นล้าน ทำให้เราต้องไปดึงเงินสำรองฉุกเฉินมาช่วยโดยไม่ควร หรือดึงมาจนหมดก็ยังไม่พอจ่ายก็ได้
หลักในการเลือกบริษัทประกันภัย นอกจากจะเหมือนข้อต้นๆ แล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัว ขอแนะนำให้เลือกที่ที่เรามีคนรู้จักสนิทสนมทำงานในบริษัทนั้นๆ ด้วย เพราะมันจะทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นเมื่อเกิดเหตุ
- ประกันสุขภาพของตนและคนในครอบครัว
แม้ว่าตัวเราเองนั้นอาจจะมีความคุ้มครองจากบริษัทหรือองค์กรที่เราเป็นลูกจ้างอยู่แล้ว แต่เรามักจะละเลยคนในความอุปการะของเรา ซึ่งเขาก็มีเจ็บมีป่วยได้

เมื่อเจ็บป่วยที มันก็เป็นเงินไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาล ซึ่งจะมีค่านั่นค่านี่ใส่ลงมาในใบแจ้งหนี้ โดยที่เราไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร และต่อรองก่อนใช้บริการก็ไม่ได้ และในบางกรณีเราพบแพทย์เพียง 5 นาที แต่มีค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าคำปรึกษาแพทย์ ค่าหายใจของแพทย์ ในจำนวนไม่น้อยเลย หากหารเป็นค่าใช้จ่ายต่อนาทีแล้วสักวันมันอาจจะสูงกว่าค่าปรึกษานักกฎหมายเก่งๆ ระดับประเทศเลยก็ได้
จะเลือกใช้ประกันสุขภาพที่ไหนนั้นมี 2 แนวทางคือ หากบริษัทหรือองค์กรที่เราทำงานนั้นทำประกันตัวนี้กับที่ไหน เราจะรู้ถึงคุณภาพในการให้บริการเวลาเกิดเหตุจากประสบการณ์ของเราและเพื่อนๆ ในที่ทำงาน หากดีเราก็เลือกได้
อีกวิธีคือ หากเรามีญาติหรือเพื่อนสนิทเป็นแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรในโรงพยาบาล เขาเหล่านั้นจะให้คำแนะนำได้ดีที่สุดว่าเราควรเลือกที่ไหน เพราะเขามีประสบการณ์ และสามารถแนะนำแพกเกจที่เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวเราได้ดีกว่าใคร ซึ่งเมื่อเขาเป็นญาติหรือเพื่อนสนิทของเราแล้ว เราน่าจะหมดความกังวลไปได้ว่าเขาจะแนะนำเพื่อประโยชน์ของตนมากกว่าประโยชน์ของเรา
- ประกันชีวิตและอุบัติเหตุ
เรื่องนี้หากเราไม่มีทายาท หรือมีแต่เราเกลียดขี้หน้า ไม่มีใครที่เราอยากให้เงิน หรือมีแต่เขาสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ เราก็ไม่ต้องไปทำประกันชีวิตให้เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์แม้ว่าจะนำไปลดหย่อนภาษีได้ ให้ทำแต่ประกันอุบัติเหตุก็พอ
กุญแจสำคัญของการทำประกันชีวิตโดยเฉพาะประเภทที่มีอายุยาวนานนั้น ไม่ใช่ผลตอบแทนที่เขาบอกว่ามากเท่านั้นเท่านี้ เพราะนั่นไม่ใช่หัวใจหลักของการทำประกัน และนอกจากนี้เขามักจะบอกอัตราผลตอบแทนที่มีวิธีคิดคนละแบบกับผลตอบแทนของการฝากเงินหรือการลงทุน ซึ่งหากคำนวณด้วยวิธีเดียวกันแล้วมักจะต่ำกว่าที่แจ้ง
หลักสำคัญในการคัดเลือกบริษัทประกันคือความมั่นคงของบริษัทนั้นๆ เพราะหากบริษัทประกันซวดเซไป ที่สัญญาอะไรๆ กับเราไว้ก็จะปฏิบัติไม่ได้ เรื่องรองลงมาคือความใส่ใจดูแลเราของตัวแทนจากบริษัทประกัน ต้องไม่ใช่ขายประกันแล้วก็แล้วกันไป ปล่อยให้เราตะเกียกตะกายแก้ปัญหาเองเมื่อเกิดปัญหา
นี่คือประกัน 5 ชนิดที่เห็นว่าจำเป็น ซึ่งแต่ละคนสามารถพิจารณาเลือกทำทั้งหมด หรือบางส่วนให้เหมาะกับความคุ้มครองอันจำเป็นตามที่เราต้องการได้ เพราะบางคนหากจะทำทั้งหมดก็อาจทำไม่ได้ หรือไม่จำเป็นต้องทำในบางอย่าง
เมื่อเราจัดเรื่องความคุ้มครองปกป้องไปจนครบแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะพิจารณาเรื่องวางแผนการลงทุนกันต่อไป … หวังว่าจะยังเหลือเงินไปลงทุน
.
4. ทบทวนและวางแผนลงทุน
-----------------------------------
เมื่อเราจัด 3 เรื่องแรกไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะพิจารณาเรื่องวางแผนการลงทุนกัน โดยก่อนจะลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ เราต้องเริ่มทีละขั้นตอน เริ่มจากทำแบบทดสอบความเสี่ยงที่เรารับได้เสียก่อน เราจะได้รู้จักตนเองให้ถ่องแท้ว่าเรารับได้แค่ไหนถึงจะไม่ทุรนทุรายกับความผันผวนในตลาดที่เกิดได้เสมอๆ
แบบทดสอบความเสี่ยงนี้ ทุก บลจ.เขาใช้คำถามเหมือนๆ กัน ผลที่ได้จะพอเป็นแนวทางให้เรากำหนดแนวทางลงทุนและสัดส่วนลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ และสำหรับคนที่มีแผนลงทุนอยู่แล้ว ก็ต้องทบทวนทำแบบสอบถามนี้ปีละครั้ง หรือ 2 ปีครั้ง เพื่อจะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป 1-2 ปี อายุเราเปลี่ยน สถานภาพครอบครัวก็อาจจะเปลี่ยน ... เมื่อเปลี่ยนแล้ว ต้องดูว่าการยอมรับความเสี่ยงของเราเปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า แล้วค่อยดูว่าเราควรจะมีแผนจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ด้วยสัดส่วนเท่าใด
อย่าลืมเชียวนะ ว่าโอกาสในการลงทุนของเราไม่ได้จำกัดแต่ในประเทศเท่านั้น สมัยนี้เราสามารถกระจายการลงทุนไปสู่โอกาสในนานาประเทศได้แล้ว
อีกเรื่องคือ พอสิ้นปีที ให้กลับมาดูว่าสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่เป็นจริงในปัจจุบัน เทียบกับสัดส่วนพอร์ตตามแผน ถ้ามีความต่าง เราจะได้ตัดสินใจปรับสมดุลได้ (Rebalance) ให้มีสัดส่วนสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของเรา
ตัวอย่างแผนการลงทุน กำหนดสัดส่วนพอร์ตตามแผนไว้ว่า …
- เป็นหุ้น 60% (หุ้นไทย 40% หุ้นต่างประเทศ 20%)
- เป็นเงินฝาก พันธบัตร ตราสารหนี้ 30% (ในประเทศ 15% ต่างประเทศ 15%)
- เป็นสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่นทองคำ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ 10%
แต่พอสิ้นปีที พอร์ตลงทุนของเราจะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนไปตามราคาสูงขึ้น/ต่ำลง ของสิ่งที่เราลงทุน สมมติว่ากลายเป็นหุ้น 55% เป็นเงินฝาก พันธบัตร ตราสารหนี้ 38% และเป็นสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ 7%
ถ้าประเมินแล้วว่าเรายังควรรักษาสัดส่วนลงทุนตามแผนเดิม เราก็ปรับสมดุลด้วยการขายส่วนที่เป็นตราสารหนี้ ฯลฯ ออกไป 8% เพื่อไปซื้อส่วนที่เป็นหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกเพิ่มจนได้สัดส่วนตามแผน
.
5. พิจารณาว่าเราจะบริหารพอร์ตลงทุนเอง หรือให้มืออาชีพบริหาร
------------------------------------------------------------------------------
ข้อคิดก็คือ มีเวลาเพียงพอไหม มีแรงเหลือไปทำเองไหม มีช่องทางเข้าถึงข่าวสารข้อมูลที่เพียงพอไหม และทำเองเป็นหรือไม่
แม้ว่าสมัยนี้จะมีเครื่องไม้เครื่องมือด้วยเทคโนโลบีทางการเงินมากมายที่ช่วยให้เราทำได้ง่ายขึ้น แต่ต้องดูด้วยว่ามันพอแล้วหรือเปล่าสำหรับแต่ละคน … ยุ่งนักก็นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามสัดส่วนในแผนที่กำหนด ผ่านกองทุนรวมจะดีที่สุด
.
6. เลิกใฝ่ฝันลมๆ แล้งๆ ว่าจะซื้อในราคาถูกที่สุดแล้วจะขายในราคาแพงที่สุดไปได้แล้ว 
------------------------------------------------------------------------------------
แม้ใครๆ จะบอกให้ซื้อถูกขายแพง แต่ไม่ได้บอกว่าจะหาจุดถูกที่สุดหรือแพงที่สุดได้ยังไง เพราะไม่ว่าใครก็หาไม่เจอ และหากทำได้ก็เพราะบังเอิญเท่านั้น
สิ่งที่ควรทำสำหรับผู้ลงทุนเองโดยตรง ไม่ลงทุนผ่านกองทุน ก็คือแสวงหาการลงทุนที่ตนถนัด เช่น ถ้าจะหาหุ้นมาลงทุน ก็เลิกไปวิ่งตามใคร แต่ให้ดูว่าที่เศรษฐกิจจะเติบโตไปในทิศทางไหนนั้น หุ้นตัวไหนจะได้ประโยชน์ แล้วก็กำหนดราคาที่ซื้อได้ กับราคาขายที่พอใจไว้เลย
และต้องเลิกมุ่งคิดที่จะเอาชนะตลาดไปเสีย เพราะผู้ลงทุนส่วนมากไม่ชนะตลาด แต่ตลาดนั่นแหละที่จะชนะผู้ลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีความรู้ ความชำนาญ หรือไม่มีเวลามากพอ
ส่วนผู้ลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นให้ไปพิจารณาที่แนวคิด ที่ Investment Theme ที่สไตล์การลงทุนของ บลจ.ที่สนใจ หากพบว่าใช่ก็ใส่เงินเข้าไปในกองทุนที่มีนโยบายเหมาะสมกับเป้าหมายของเรา และจะให้ดี มนุษย์เงินเดือนควรลงทุนทุกเดือนโดยสม่ำเสมอ
.
7. คำนวณเงินที่ต้องมีใช้ในวัยเกษียณ
---------------------------------------------
น่าแปลกที่หลายคนกลัวว่าจะไม่มีเงินพอใช้ในวัยเกษียณ แต่หากถามกลับไปว่า ณ วันนี้มีเงินสะสมไว้เท่าไร หลายคนตอบไม่ได้ และที่แย่กว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่ถึงจะพอใช้ไปจนตาย ที่แย่ที่สุดคือส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดบอกว่าไม่เคยมีแผนการเงินเลย ทั้งๆ ที่มันสำคัญมาก ต้องรู้ และต้องมีแผนที่จะทำให้ถึงเป้าหมายนั้นมารองรับ
.
8. สำรวจบัญชีทรัพย์สิน
----------------------------
นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำบัญชีทรัพย์สินไว้ว่ามีอะไรบ้าง ทั้งบ้าน ที่ดิน ยานพาหนะ เครื่องเพชร รูปภาพ งานศิลปะ เงินฝาก หนี้สิน เงินฝาก การลงทุนต่างๆ กรมธรรม์ประกันต่างๆ ฯลฯ
สิ่งสำคัญที่ทุกคนมักละเลยคือ มีทุกอย่างที่กล่าวถึง แต่ไม่ได้จดไว้ว่าหมายเลขบัญชีเป็นเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะต้องติดต่อใคร เบอร์โทรศัพท์อะไร เรื่องพวกนี้เราต้องทำไว้ และสำเนาให้คนที่ไว้ใจได้สักชุดสองชุด
ยิ่งยุคต่อไปนี้เราอาจเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่รู้ตัว หรือเป็นข้าราชการ เป็นนักการเมือง ที่กฏหมายกำหนดให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน เราก็ต้องใส่รายการทรัพย์สมบัติของเราให้ครบถ้วน ทุกชิ้น … ยิ่งมีหลายชิ้น จะพบว่าไม่ใช่งานง่าย จนหลายคนถึงขนาดถอดใจไม่ยอมไปทำงานเป็นเจ้าคนนายคนในตำแหน่งทางการเมืองก็มี
.
9. พินัยกรรม
---------------
หากรักและห่วงใยคนข้างหลัง จงทำพินัยกรรมให้เรียบร้อย และคอยอัปเดทปีละครั้ง อย่าปล่อยให้การจากไปของเราก่อให้เกิดเหตุเศร้าเสียใจ ที่คนที่เรารักกลับไม่ได้รับการส่งผ่านความมั่งคั่งจากเรา แต่คนที่เราชังกลับได้ไป หรือกรณีแย่สุดๆ คือทายาทเราทะเลาะแย่งสมบัติจนฆ่ากันตายไปหลายซีรีส์
.
10. แบ่งปันความมั่งคั่งให้ผู้ด้อยกว่า
-------------------------------------------
เมื่อเราพอไหว ให้รู้จักการแบ่งปันส่วนของเราให้ผู้ด้อยโอกาสที่เราไม่จำเป็นต้องรู้จักบ้าง สังคมจะน่าอยู่ขึ้นหากเรารู้จักการเสียสละ เงินไม่กี่ร้อยที่เราให้เขา มีค่าต่อเขายิ่งกว่าเงินหลายพันที่เราใส่ซองให้คู่สมรสในงานแต่งงานที่หรูหรา
ความสุขทางใจจากการให้ มันเหลือล้น ไม่เชื่อก็ลองติดตามเรื่องราวของพี่ตูน บอดี้แสลม ดูบ้าง
.
วรวรรณ ธาราภูมิ
ประธานกรรมการบริหาร บลจ.บัวหลวง

.

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ประสบการณ์ซื้อบ้านจากกรมบังคับคดี

ประสบการณ์ซื้อบ้านจากกรมบังคับคดี

สืบเนืองจากความต้องการหาที่ดินผืนเล็กๆ ใกล้ๆตัวเมือง ทางจังหวัดภาคเหนือ เลยให้เพื่อนที่อยู่ทางโน้นช่วยดูให้ ไปเจอที่จากกรมบังคับคดีเข้าแปลงหนึ่ง อยู่ไกลตัวเมืองไป 5 กม เนื้อที่ 100 ตรว เป็นที่ถมแล้ว ถนนดี 

เมื่อเพื่อนบอกมา ผมเลยให้รุ่นน้องที่รู้จักกันเขาเป็นเซลล์ขายของทางภาคเหนือ ต้องวิ่งไปวิ่งมาหลายจังหวัด ไปดูห้อง พร้อมกับสืบราคาขายแถวๆนั้น บริเวณนั้นจะอยู่ในเขตเทศบาลตำบล มีคนบอกขายที่งานละ 900,000 
ผมก็เลยตัดสินใจเข้าร่วมประมูล 
อันดับแรก เพื่อนให้ดูก่อนว่าใครเป็นโจทก์ ใครเป็นจำเลย 
ปรากฏว่าโจทก์คือ ธนาคาร ครับ ส่วนจำเลยเป็นบุคคลธรรมดา ผมจึงติดต่อไปที่ธนาคาร เพื่อสอบถามข้อมูล และถาม ธนาคารว่าเขาต้องการปล่อยที่ราคาเท่าไหร่ ซึ่งตอนแรก เขาไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าจะนำเข้าไปคุยกับนายก่อน

ผ่านไปสามวันผมก็โทรไปถามอีกครั้ง เขาบอกว่า แบงค์จะปล่อยที่ สามแสนบาท 

ผมเลยถามว่าแล้วลูกหนึ้ จะคัดค้านหรือไม่ ซึ่งทางแบงค์ก็คาดการณ์ว่าคงไม่เพราะลูกหนึ้มีหนึ้มาก และตอนนี้หนีไปอยู่ภูเก็ตแล้ว 


ตอนเย็นมาเล่าต่อนะครับไปทำงานก่อน 
ทีนี้ผมก็หาข้อมูลจากห้องชายคามั่ง สินธรมั่ง ได้ไอเดียต่างๆ ทั้งด้านดีและไม่ดี ของการประมูลบ้าน หรือที่ดินจากกรมบังคับคดี ผมก็เลยรู้ข้อมูล และขั้นตอนการประมูล แต่ก็ยังนึกภาพไม่ออกว่ามันจะเป็นยังไง

จากนั้น ผมก็ไปเชคราคาประเมิน ซึ่งก็ตกเท่ากับราคาทรัพย์ที่เจ้าพนักงานประเมิน คือ 150,000 แต่คุยกับทางแบงค์เขายังไงก็ไม่ยอมปล่อยที่แสนห้าแน่นอน จะปล่อยที่ 200,000 เป็นอย่างต่ำ ซึ่งจะประมูลรอบแรก วันที่ 26 พฤศจิกายน 

ด้วยความที่อยากได้มาก หรือไม่รู้อะไรดลใจ ก็จัดการจองตั่วเครื่องบิน และก็ไม่รู้คิดยังไงเหมือนกัน ขาไปจอง แอร์เอเซีย จากสุวรรณภูมิ ออกเดินทางวันที่ 25 ตอน 19.45 

พอเลิกงานก็โบกแทกซี่ บอกว่าไปสุวรรณภุมิ แทกซี่บอกว่า พี่ไม่ได้ฟังข่าวเหรอ เขาปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ผมเลยต้องเรียกคันอื่น เจอคันที่ยอมไปแต่ขอไปทางบางนาตราด ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ดีมากของแทกซี่ 

เข้าเขตสนามบิน เริ่มติดขัด ตอนนั้น หกโมงสิบห้า แล้วยังไม่ถึงที่เชคอิน ผมเข้าใจว่าต้องเชคอินประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องออก เริ่มเครียด คนขับก็เครียด ฟังข่าวไปตลอด ว่าจะยกกันมาอีก ตอนนั้น เขายังปิดล้อมไม่หมด แต่ชั้นสี่ผู้โดยสารขาออกขึ้นไปไม่ได้แล้ว แทกซี่บอกว่างั้นผมไปส่งขาเข้าชั้นหนึ่งแล้วกัน กว่าจะถึงก็หกโมงสี่สิบ 
ผมก็เดินอย่างเร็วขึ้นไปชั้นสี่ เพื่อเชคอิน ปรากฏว่า ทัน เพราะเครื่องดีเลย์

เอาเข้าจริงเครื่องออก เวลา สองทุ่มครึ่ง เพราะรอผุ้ร่วมชะตากรรมท่านอื่นๆ 

วันนั้นรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังสงครามเวียดนาม ตอนหนีออกนอกประเทศยังไงไม่รุ้ 

ขากลับ อะไรดลใจก็ไม่รุ้ ผมจองการบินไทย แต่ไปลงที่ดอนเมืองแทน เพราะใกล้บ้าน 

เล่าต่อ ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ เวลาสามทุ่มครึ่ง นั่งแทกซี่ไปโรงแรม เชคอิน ออกไปกินก๊วยเตี๋ยว หน้าโรงแรม อากาศเมืองเหนือตอนกลางคืน เย็นเหมือน ซัมเมอร์เมืองนอกเลยแฮะ 

วันที่ 26 ตอนเช้า ผมไม่รู้ว่าเขาเปิดกี่โมง เลยตื่นเช้าหน่อย จ้างตุ๊กๆไปดูที่ที่จะประมูล และเลยต่อไปที่กรมบังคับคดี

ที่ที่จะประมูลก็สวยดีครับ แต่ว่ารกหน่อย ถนนดีกว่าที่บ้านผมในกรุงเทพเสียอีก เป็นถนนคอนกรีตกว้างมีรางระบายน้ำอย่างดี แต่หญ้าขึ้นรกเต็มที่

พอดี ที่เสร็จ ก็ไปที่กรมบังคับตอนแปดโมง เจ้าหน้าที่บอกว่า เขาเริ่มกัน เก้าโมงเช้า ผมเลยไปกินข้าวเช้าก่อน 

พอใกล้ถึงเวลา ก็ต้องไปดูว่าทรัพย์ที่เราจะประมูลอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ เป็นทรัพย์ลำดับที่ เจ็ด พอดีผมเห็นคนของแบงค์ (สังเกตจากสายคล้องบัตร) รับมอบอำนาจมาประมูลที่ดินแปลงนี้ด้วย เขาคุยภาษาเหนือแต่ผมพอฟังออกครับ คนที่เขาคุยด้วยเขาถามว่าจะประมูลที่แปลงไหน ราคาเท่าไหร่ แต่เขาไม่ยอมบอกราคา รุ้เลยว่า อ่ะ มีคู่แข่งแล้วหนึ่งคน 

ถึงเวลา 9.00 เจ้าหน้าที่ให้ไปวางเงินมัดจำ และรับป้าย สำหรับคนที่ไปประมุลเอง ก็ใช้สำเนาบัตรประชาชน ถ้าให้คนอื่นไปก็ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ ถ้าที่ราคาเกิน 5 แสน ก็ต้องวางเงิน 50,000 ถ้าไม่เกินก็วาง 20,000 ซึ่งแบบฟอร์มจะแยกกัน 

กรอกเอกสารเสร็จก็ยื่นไปให้เจ้าหน้าที่ เงินก็นับใส่ซองเอง เซ็นปิดผนึกให้เรียบร้อย
จากนั้นก็เข้าไปรอที่ห้องประมูล 
มาต่อ

บรรยากาศในห้องประมูลคึกคักมาก พ่อลุง แม่ป้า นายหน้า อาเจ๊ อาเฮีย ตำรวจในเครื่องแบบก็มาประมูล เจ้าหน้าที่ บสก เอย ธนาคารสีเขียว สีส้ม สีแดง สีม่วงมากันมากมาย นั่งกันสรลม สลอน 
การประมูลจะเริ่มที่ 9.30 แต่ทั่น ผอ อยากมี speech ชี้แจงก่อน ก็ให้ท่านพูดไป ซึ่งเป็นประโยชน์ดีมาก เท่าที่จับประเด็นได้มีดังนี้
๑ การยอมกันหรือถอนขายทอดตลาดต้องได้รับความยินยอมทั้งจากโจทก์และจำเลย เช่น โจทก์ได้คนซื้อมาแล้วจะขอถอนเรื่องออกไป จำเลยต้องยินยอมด้วย
๒ ประมูลได้แล้ว สิบห้าวันต้องเอาเงินมาวางให้ครบ ถ้าทำเรื่องกู้แบงค์ก็ให้ไปขอยืดเวลาเป็นเก้าสิบวันได้ 
๓ เรื่องขอคืนภาษี หลังจากโอนกรรมสิทธิ์ที่ที่ดินแล้วให้รีบมาขอภาษีคืน
ประมาณนี้

พอทั่น ผอ กล่าวจบ เจ้าหน้าที่ก็อ่านกฏกติกา มารยาทให้ทุกคนฟัง การประมูลจะเริ่มต้น ณ บัด now 

แปลงแรก เป็นที่นา มีคนสู้ราคาสองเจ้า เป็นลุงกะป้า สองคู่ สู้กัน พอถึงระดับราคานึง ลุงบอกให้ถอยแต่ป้าจะสู้ต่อ เลยฮ่ากันทั้งห้อง จบแปลงนี้ไป 
ก็กระโดด ไปแปลงที่ หก ซึ่งไม่มีใครมาประมูล เจ้าหน้าที่เลยข้ามไปเป็นรายการที่เจ็ดซึ่งผมจะประมูล

แอบชำเลืองมองพี่ตำรวจที่นั่งข้าง อ้าว เฮ้ย แปลงเดียวกันตรู เลยนี่หว่า หันไปทางซ้าย อ้าว เจ๊คนนั้นก็ถือแผนที่แปลงเดียวกัน อีก ข้างหน้าก็เจ้าหน้าที่ธนาคารที่มาเป็นนอมินี ข้างหลังอีกสอง เบ็ดเสร็จ ประมาณ หก รายที่สนใจแปลงนี้

เจ้าหน้าที่ก็อ่านเลขที่โฉนดและบอกราคาเริ่มต้น ถามว่าใครจะรับราคาที่ 120,000 ยกกันพรึ่บ ราคามันก็ค่อยๆขยับไปทีละ 5,000 ไปจนถึง 150,000 มีเสียงหนึ่งยกป้ายขึ้นและบอกว่า 200,000 เจ้าหน้าที่ก็ไล่ราคาไปเรื่อยๆที่ละ 5,000 ทีนี้เจ้าหน้าที่บอกว่า ยกป้ายรับราคาแล้วเสนอราคามาเลยก็ได้ ผมเลยบอกไปที่ 250,000 ก็มีคนสู้อีก ไล่ไปจนถึง 275,000 ผมก็ยกและแจ้งไปที่ 300,000 อึ้งกันไปพักนึง ตอนแรกคิดว่าได้ราคานี้แล้ว

เขานับถึง สองแล้ว แต่ฟ้าก็ไม่เป็นใจ ป้ายข้างหลัง บอกว่ารับที่ 305,000 

ด้วยมีราคาในใจอยุ่แล้วว่าจะสุ้ไม่เกิน 350,000 เพราะสืบราคาจากพื้นที่อยุ่ในจังหวัดว่า เขาซื้อขายที่ประมาณ 400,000 ก็ยกสู้กันไปจนถึง 350,000 ผมก้ให้อีก 5,000 เป็น 355,000 บาท เจ้าหน้าที่นับถึง 3 ก็ได้ที่แปลงนี้มา 

เดินออกมาข้างหน้า เซ็นชื่อ เอาแฟ้มไปเสียค่ามัดจำ ทำเรื่องขอยืดเวลาจ่ายเงิน และถ่ายสำเนาโฉนด 

คิดว่าหลังปีใหม่จะไปโอน โดยเอาเงินไปจ่ายที่กรมบังคับคดี และนำโฉนดไปโอน ที่สำนักงานที่ดิน 

เสร็จเรื่อง ก็ต้องกังวลว่าจะได้กลับหรือเปล่า เพราะกลับการบินไทย ไฟล์ทสองทุ่ม ถึงดอนเมือง สามทุ่มสิบห้า

ตอนแรกนึกว่าจะได้กลับรถทัวร์แล้ว แต่เช็คกับการบินไทยบอกว่าดอนเมืองใช้ได้

ตอนเย็นกินข้าวเย็นแล้วไปสนามบิน เช็คอิน แต่เครื่องดีเลย์กว่าจะได้ออกก็สามทุ่ม 

ถึงดอนเมือง สี่ทุ่มครึ่ง แต่ว่าต้องนั่งรถไปลงที่ร้านเจ๊เล้งเนื่องจากปิดสนามบิน 

ที่แปลงนี้กว่าจะได้มา สะบักสะบอม มากๆ เป็นประสบการณ์ที่จะไม่ลืมจริงๆครับ 

ครั้งแรกที่ประมูลกับกรมบังคับคดี ก็มีเพืยงเท่านี้แหละครับ 

คราวหน้าขึ้นไปอีก จะไปเรื่องรังวัดที่ดินและทำรั้วด้วยหน่ะครับ

วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อเกษียณก่อนวัยอันควร

ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แนวโน้มความสนใจของคนรุ่นใหม่ อยากรวยเร็วและเกษียณกันเร็วขึ้น จากแต่ก่อนต้องมีอายุ 55 หรือ 60 ปีนั่นแหละถึงจะเกษียณ
ความสนใจตรงนี้ สะท้อนได้จากกองทัพหนังสือคู่มือความรวยที่วางขายกันเกลื่อน การเติบโตขึ้นของขนาดมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนรวม และการเพิ่มขึ้นของผู้ทำประกันชีวิต
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปที่คุณจะวางมือจากหน้าที่การงานเร็วกว่าปกติ ขอเพียงแค่วางแผนเพื่อเตรียมพร้อมกับชีวิตแบบนี้ให้ Fundamentals ฉบับนี้มีเรื่องการวางแผนเกษียณก่อนกำหนดมานำเสนอ เผื่อว่าใครสนใจจะเกษียณอายุการทำงานตั้งแต่ยังไม่แก่ จะได้รู้ว่าต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง
***************
วางแผนออมให้เพียงพอในช่วงชีวิตที่เหลือ
ถ้าอยากจะเกษียณ ตอนอายุ 55 หรือเร็วกว่า 55 จะต้องทำอย่างไร???
แม้คนส่วนใหญ่จะวางแผนเกษียณตามปกติเมื่ออายุ 60 แต่ควรเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องคิดว่า ถ้าต้องเกษียณก่อนกำหนดที่วางแผนไว้ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพราะในสภาพการทำงานปัจจุบัน เราอาจจะไม่ได้เป็นผู้เลือกเองว่าจะเกษียณตอนอายุเท่าไร เพราะบางทีอาจจะถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องเกษียณ หรือเลิกทำงานเร็วกว่าที่คาดไว้
ในสหรัฐ เคยมีการสำรวจ และพบว่าประมาณ 40% ของคนที่เกษียณอายุแล้ว เป็นคนที่ต้องเกษียณก่อนเวลาที่ตัวเองตั้งใจไว้ โดยสาเหตุหลักมาจาก 2 เรื่องคือ สุขภาพ และเพราะถูกเลิกจ้าง และเมื่อถูกบังคับให้เกษียณแล้ว หากจะหางานใหม่ทำ ก็ไม่ง่าย
"อัมพร" พนักงานบริษัทคนหนึ่ง เธอตัดสินใจลาออกจากงานด้วยวัยเพียง 47 ปี เหตุผลของเธอคือ รู้สึกเบื่อเจ้านาย เบื่องาน จึงรู้สึกเหนื่อยในการที่ต้องตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน ปัจจุบันนี้เธออายุ 57 ปี เธอบอกว่าถ้าย้อนเวลาได้ก็คงไม่ตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนดแน่นอน เพราะด้วยความที่ไม่พร้อมทำให้เธอประสบกับปัญหาหลายอย่าง
จากการพูดคุยกับเธอทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่างในการเตรียมตัวของผู้ที่ใกล้เกษียณ หรือผู้ที่กำลังคิดจะเกษียณก่อนกำหนด คงมีหลายปัจจัยที่จะต้องพิจารณา

@ เตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจ
ที่เธอบอกว่าให้เตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจก็เพราะถ้าคุณเคยตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน ชีวิตวุ่นวายกับเรื่องงานทั้งวี่ทั้งวัน วันหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วมาก แต่ถ้าต้องตื่นมาแบบไม่มีอะไรทำ ช่วงแรกอาจยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอนานเข้า ความเหงาความรู้สึกเบื่อหน่ายจะเข้ามาเยือน รู้สึกวันหนึ่งๆ ทำไมมันผ่านไปช้าอย่างนี้ บางช่วงเธอถึงกับรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่าเพราะเพื่อนในวัยเดียวกันยังทำงานอยู่
วิธีง่ายๆ ที่คุณจะรู้ว่า การเกษียณก่อนกำหนดแล้วคุณจะไปรอดหรือไม่ ทดลองลาพักผ่อนสักครึ่งเดือน โดยไม่ไปไหนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหน แล้วดูซิว่าคุณรู้สึกอย่างไร ถ้ารับได้ก็ลองคิดต่อไปว่าถ้าเป็นเดือนเป็นปีจะทำใจได้หรือไม่การปรับตัวยอมรับกับการที่ไม่มีงานทำค่อนข้างยากและใช้เวลานานมาก
"ตอนที่ต้องไปทำงานทุกวัน เราอาจจะรู้สึกท้อและเบื่อหน่ายบ้าง แต่ถ้าหากเราหมั่นสำรวจสภาพจิตใจตัวเองและหาต้นตอแห่งปัญหา และพยายามหาทางแก้ไข ทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี" อัมพรให้ความเห็น

@เร่งทำงานและทำเงิน
"ทิพวัลย์ เอี่ยมโอภาส" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต บอกว่า สภาพเช่นนี้ก็คงไม่ต่างจากในประเทศเรา ดังนั้น เราต้องเตรียมตัวไม่ให้ต้องตกที่นั่งลำบากหากจำเป็นต้องเลิกทำงานตั้งแต่ 50 ช่วงชีวิตของคนมี 3 ช่วงหลัก ช่วงที่ 1 อายุ 20-35 ปี ช่วงเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงาน เริ่มมีหนี้สิน เช่น บัตรเครดิต หรือรถคันแรก ช่วงที่ 2 อายุ 35-50 ปี แต่งงาน มีลูก ผ่อนบ้าน มีภาระของครอบครัว เช่น ส่งลูกเรียน ช่วงที่ 3 อายุ 50-65 รายได้อยู่ในระดับสูง หนี้สิน และภาระครอบครัวเริ่มลดลงหรือหมดไป เตรียมตัวเกษียณ ถ้าโจทย์คือ "ต้องการเกษียณตอนอายุ 50" แสดงว่า ระยะเวลาในการทำงานหาเงิน หายไป 10 ปี คือ ช่วงอายุที่ 3 ต้องจบเมื่อเราอายุ 50 แทนที่จะเป็น 60
ถ้าจะทำให้ได้ มี 2 เรื่องหลักๆ ที่ควรต้องมีคำตอบให้กับตัวเองและครอบครัวอย่างค่อนข้างชัดเจนคือ 1.ระยะเวลาที่เราจะประสบความสำเร็จในการทำงานและการเงิน 2.ระดับมาตรฐานการใช้ชีวิต
ถ้าอยากเกษียณเร็วควรคิด 2 เรื่องนี้ไปพร้อมกัน เรื่องแรกคือ"ระยะเวลาที่เราจะประสบความสำเร็จในการทำงานและการเงิน" เพราะหากต้องการเกษียณตอนอายุ 50 แสดงว่าในช่วง 20 ปีแรกหลังเริ่มทำงาน เราต้องทำงานหรือเก็บเงินหนักมากกว่าคนอื่น ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตได้เร็วคือ ช่วงที่ 2 ของชีวิต ต้องทำให้ได้ตั้งแต่อายุ 40 หรือน้อยกว่านั้น นั่นคือ ก่อนอายุ 40 เราต้องมี Financial Freedom หรือ "อิสรภาพทางการเงิน" ไม่ได้หมายความว่าต้องรวย แต่ต้องปลอดหนี้สินทั้งบ้าน รถและอื่นๆ รวมถึงภาระค่าใช้จ่าย หลักๆ ของครอบครัว เช่น ค่าเรียนลูก เป็นต้น
ถึงจุดนี้เรามีเวลาเท่ากันคือ ต้องประสบความสำเร็จก่อนอายุ 40 ส่วนแต่ละคนจะต้องทำงานหรือเก็บเงินหนักมากกว่าคนอื่นแค่ไหนขึ้นกับเรื่องที่ 2 คือ "ระดับมาตรฐานการใช้ชีวิต" เช่น ถ้าตั้งมาตรฐานการใช้ชีวิตไว้ค่อนข้างสูงกว่าคนปกติส่วนใหญ่ของประเทศ บ้านต้อง 10-20 ล้านบาท ลูกเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กทุกคน พักผ่อนต่างประเทศทั้งครอบครัวทุกปี มีเงินสำหรับการแต่งงาน เรือนหอ รถใหม่สำหรับลูกๆ ทุกคน และหลังเกษียณเมื่ออายุ 50 ต้องการใช้ชีวิตต่างจากตอนทำงานไม่เกิน 20-30% ถ้ามาตรฐานเป็นลักษณะนี้ ก่อนอายุ 40 อาจจะต้องทำงานมากกว่า 1 อย่าง และบางอย่างอาจต้องเป็นงานที่ทำให้ได้เงินก้อนนอกเหนือจากเงินเดือน
แต่ถ้าลดมาตรฐานชีวิตลง เช่น บ้านไม่เกิน 6 ล้าน ลูกเรียนปกติ หรือตัดสินใจไม่มีลูกเลย แบบนี้ ภายในอายุ 40 เหมือนกัน จะเหนื่อยน้อยกว่ากลุ่มแรก คำว่า "ลดมาตรฐานชีวิตลง" ไม่ได้หมายความว่าอยู่อย่าง "ขาดแคลน" เคยได้ดูภาพยนตร์ฝรั่งเรื่องหนึ่งซึ่งสามีซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเกี่ยวกับยาสูบ ถูกให้ออกจากงาน ภรรยารับไม่ได้ที่ต้องย้ายออกจากบ้านหลังเดิมที่ใหญ่มาก ภรรยาบอกสามีว่า สนามหลังบ้านนี้ เป็นที่ที่ลูกสาวหัดเดินเป็นครั้งแรก สามีตอบว่า "เรายังคงมีทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ Scale เล็กลง" คือ บ้านหลังเล็กลง สนามเล็กลงคือ ลดมาตรฐานชีวิตลง นั่นเอง
หรือที่คนวัยเกษียณในต่างประเทศทำกันคือ ย้ายที่อยู่ ไปอยู่ในที่ที่ค่าครองชีพต่ำกว่า เช่น เงินทั้งหมดที่ได้ตอนเกษียณ อาจจะใช้ชีวิตได้ไม่สบายนักในประเทศของเขา จึงเห็นฝรั่งบางกลุ่มย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ต ซึ่งเงินจำนวนเดียวกันใช้ชีวิตได้อย่างสบาย หรือผู้ใหญ่บางท่านหลังเกษียณย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเพราะสบายกว่า และไม่มีค่าใช้จ่ายทางสังคมมากนัก
สรุปถ้าต้องการเกษียณตอนอายุ 50 ต้องเร่งประสบความสำเร็จในการทำงานและทำเงินให้เร็วใน 20 ปีแรกที่ทำงาน แต่ต้องประสบความสำเร็จแค่ไหน ขึ้นกับระดับมาตรฐานชีวิต หรือ lifestyle ที่ท่านเลือก


@ตัวอย่างของคนเกษียณเร็ว
ทิพวัลย์ ยกตัวอย่าง คนธรรมดาที่ทำให้ตัวเองเกษียณตอนอายุ 50 ได้จริง ๆ Paul Matych ทำงานประกันอยู่ที่ TAMPA สหรัฐ เขาไม่ได้วางแผนมาก่อนว่าจะเกษียณตอนอายุ 50 แต่บริษัทเปลี่ยนผู้บริหารและนโยบาย จนเขาอึดอัด ในวันเกิดครบ 50 ปีของเขา เขากลับมานั่งทบทวนฐานะการเงิน และพบว่าเขาไม่ต้องทนทำงานในสภาพนั้นอีกต่อไป เขาตัดสินใจลาออก
ที่เขาทำได้ เพราะเขาวางแผนการเงินและการใช้ชีวิตได้ดีมาก เขาอยู่ท่ามกลางคนทำงานที่หาเงินได้ 1 ล้าน ก็ใช้จ่าย 1 ล้าน แต่เขาตัดสินใจใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง เขาเก็บเงินหนักมือ สิ่งแรกที่เป็นการตัดสินใจที่ถูกมากคือ การผ่อนซื้อบ้านหลังปัจจุบันที่เขาอยู่ โดยทำตามที่นักบัญชีแนะนำ ว่า ถ้าเขาผ่อนบ้านได้หมดเร็ว ก็จะทำให้มีเงินเหลือมาลงทุนได้มากขึ้น เพราะภาระผ่อนบ้านเป็นภาระหนัก ที่จะทำให้เราหยุดอยู่กับที่ โดยเฉพาะในช่วง 7-8 ปีแรก ที่เงินผ่อนบ้านส่วนใหญ่นำไปตัดดอกเบี้ยไม่ใช่เงินต้น
นอกจากนี้ Paul Matych เริ่มกระจายการลงทุนในกองทุนรวมประมาณ 9 กองทุน ทั้งกองทุน Index fund กองหุ้น กองทุน Sector Fund และกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund)
การลงทุนของเขาเป็นการลงทุนระยะยาว โดยเริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 1990 โดยผ่านช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐตกต่ำ จนทำให้ผู้ลงทุนวัยเกษียณทั้งหลายเป็นห่วงเงินลงทุนของตน แต่เขายืนยันว่าเขานอนหลับสบายดีในช่วงนั้น เพราะเขาแบ่งเงินลงทุนซึ่งมีจำนวนเท่ากับค่าใช้จ่ายในครอบครัวสำหรับระยะเวลา 3 ปี ไว้ใน กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก โดยเขาให้ความเห็นว่า ถ้าจะเกษียณ ต้องมีเงินสดพร้อม เพราะการลงทุนในตลาดหุ้น ผู้ลงทุนต้องเตรียมใจวางแผนเพราะตลาดมีโอกาสตกได้
Paul Matych และภรรยา ตกลงกันว่าเมื่อเขาลาออกจากงาน ครอบครัวจะใช้ชีวิตแบบปานกลาง แต่มีทุกอย่างที่จำเป็นและต้องการ

"เราพยายามมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบาย แต่ไม่ใช้ชีวิตแบบ crazy"
เขาและภรรยาใช้รถคุณภาพดีแต่ไม่ใหม่อายุ 4-5 ปี ทำสวนและทำความสะอาดสระว่ายน้ำกันเอง ตอนยังทำงานอยู่เขาพาครอบครัวไปเที่ยวฮาวาย และ Virgin Island ตอนนี้ไม่ได้ทำงานแล้ว เขาพาลูกสาวไปเที่ยว Disney World และไม่เคยคิดจะหวนกลับไปทำงานอีกเลย นอกจากใช้ชีวิตกับครอบครัวแล้ว เขายังตกปลา เล่นกอล์ฟ ซ่อมของในบ้าน เลี้ยงกล้วยไม้ และปลูกกุหลาบ ที่สำคัญหลังเลิกทำงานคือ ต้องมีอะไรทำไปข้างหน้า และเน้นว่าไม่มีความสัมพันธ์โดยตรง (correlation) ระหว่างจำนวนเงินที่ทำมาหาได้กับความสุขของคนๆ นั้น
อีกตัวอย่างนึงเป็นโบรกเกอร์ที่เกษียณตัวเองเมื่ออายุ 54 เพราะกลัวว่าอยู่ต่อไปจะถูกให้ออก เขาเปลี่ยนชีวิตไปเขียนรูปและปั้นประติมากรรมขาย เงินที่ได้ เอาไปซื้องานศิลป์อื่นๆ เก็บไว้ต่อ เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่ง
ทิพวัลย์เล่าอีกว่า มีผู้บริหารคนหนึ่งอายุ 40 กว่า และวางแผน early retire เหมือนกัน ให้แนวคิดซึ่งน่าสนใจไว้ว่า
ตอนที่เรา early retire หรือเลิกทำงานเราจะต้องมี 3 เรื่องนี้จึงจะเป็นการเกษียณอย่างมีความสุข นั่นคือ1.มีอิสระทางการเงิน (financial freedom) ปลอดหนี้สิน และภาระทุกประการ 2.มีงานอดิเรกที่ชอบทำ เพื่อให้ไม่ว่าง 3.มีเพื่อนกลุ่มที่คุยกันรู้เรื่อง ชอบอะไรคล้ายๆ กัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่มีความสุขจากการเกษียณ และมีโอกาสอย่างมากที่จะหันกลับไปหางานทำใหม่
"ทฤษฎีด้านการบริหารจัดการเงินส่วนตัว ที่คุณเคยได้ยินบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้เงินทำงานแบบทบต้น การลงทุนในทางเลือกที่ทำให้คุณแตะต้องเงินไม่ได้จนกว่าจะเกษียณ หรือการลงทุนในทางอื่นๆ ก็เป็นหลักการทั่วไปที่ทุกๆ คนทราบกันดี แต่ในความเป็นจริงทุกคนมีรายละเอียดในชีวิตที่แตกต่างกันมาก คงต้องค่อยๆ คิด และทบทวน เพราะเชื่อว่าทางไปของแต่ละคนเพื่อให้เกษียณก่อนอายุ 50 คงจะมีหลากหลายมาก แต่ถ้าทำได้ทั้งกายและใจ คิดว่าเป็นชีวิตที่จะมีความสุขอย่างมาก และเป็นกลุ่มคนพิเศษที่ได้มีความสุขยาวนานกว่าคนอื่น ๆโดยเฉลี่ย" ทิพย์วัลย์ให้ทัศนะ

@วางแผนออมให้เพียงพอในช่วงชีวิตที่เหลือ
ใครที่ต้องการเกษียณก่อนกำหนด ต้องพิจารณาว่าควรจัดการกับตัวเองอย่างไรเมื่อเกษียณ ลองนึกดูสิว่าระยะเวลาอีก 20-30 กว่าปี ที่ต้องว่างงาน คุณอาจรู้สึกว่าเป็นเวลาที่ยาวนานจนอาจทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
หลักสำคัญของการเกษียณก่อนกำหนดคือ การวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้มีเงินออมเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งในรายละเอียดของแผนการออมเงินนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการตัดงบค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ หรือบางคนหาวิธีเพิ่มเงินออมด้วยการทำงานนอกเวลา
การหางานทำสำหรับผู้ที่วัย 55 ปีแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่หากเป็นงานที่ทำแบบไม่เต็มเวลาอาจหาได้ง่ายกว่า ผู้ที่เกษียณก่อนกำหนดบางคนอาจพบว่า ตัวเองยังสามารถมีชีวิตที่ดีได้ด้วยการเป็นที่ปรึกษา หรือให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ ตามความเชี่ยวชาญของตัวเอง หรือมีบางคนก็ไปทำอาชีพที่เคยใฝ่ฝันมาตลอด
การเตรียมความพร้อมด้านการเงินถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด บางคนรีบลาออกด้วยอารมณ์ ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมด้านการเงิน หรือบางครั้งหวังพึ่งพาคนอื่น เช่น สามี หรือ ภรรยา ฯลฯ ขอบอกว่าระยะยาวลำบากแน่ มีหลายคนที่ต้องอยู่คนเดียวด้วยเงินก้อนหนึ่งที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังมากๆ ที่จริงแล้วการเตรียมการเกษียณอายุเราต้องกำหนดตั้งแต่เริ่มแรกทำงานแล้วว่าจะหยุดการทำงานที่อายุเท่าไร หลังเกษียณแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไร
ถ้ายังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่ง เพราะยังต้องเตรียมเงินค่ารักษาพยาบาลอีก และการใช้จ่ายหลังจากนี้ไปต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง เพราะเงินมีแต่ไหลออกไม่มีไหลเข้าแล้ว
"ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์" ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับธุรกิจนายหน้าและค้าหลักทรัพย์ สำนักงาน ก.ล.ต. บอกว่าสำหรับคนที่วางแผนเกษียณก่อนกำหนด ต้องคิดเรื่องการออมเงินไว้ล่วงหน้าเลย ล่วงหน้านานอย่างน้อย 10 ปีก่อนเกษียณ
"ที่ต้องนานขนาดนี้เพราะบางคนอ้างว่ามีลูก กว่าลูกจะเรียนจบ ตัวเองก็อายุ 45 ปี แล้ว ระหว่างลูกเรียน ลูกต้องกินต้องใช้ด้วยเงินพ่อแม่ พ่อแม่เลยไม่มีเงินเก็บ ไม่เป็นไรมาเริ่มเก็บเงินตอน 45 ปี ก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เริ่มอีก ถือว่าวิกฤติมาก"
ส่วนจะต้องออมเท่าไรนั้น ต้องถามตัวเองว่าเกษียณแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปีล่ะ เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ แต่ถ้าดูกันตามสถิติ มีการค้นคว้าไว้ว่า ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 78 ผู้ชาย โชคดีกว่า แค่ 76 ปี ดังนั้น ถ้าเกษียณที่ 55 ปี ก็ยังอยู่โดยไม่มีเงินเดือนไปอีก 23 ปี เชียวนะ และถ้าเริ่มออมตอนอายุ 45 ปี ก็เท่ากับมีเวลาออม 10 ปี สำหรับอยู่ต่ออีกได้ 23 ปี ถ้าเกษียณที่ 60 ปี ก็มีเวลาออม 15 ปี สำหรับอยู่ต่ออีก 18 ปีเพื่อให้คิดง่ายๆ ใช้ตัวเลขแบบกลางๆ ว่า มีเวลาออม 10 ปี เพื่อสำหรับใช้ตอนไม่มีเงินเดือน อีก 20 ปี อย่างนี้ก็จะเห็นภาพว่า ออมไว้เดือนละเท่าไร ตอนเกษียณต้องใช้สำหรับ 2 เดือนนะ หรือกลับกันคือ อยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไร ขณะนี้ ต้องออมไว้ให้ได้ครึ่งหนึ่ง
เหนืออื่นใด ต้องเตรียมความพร้อมของครอบครัวเอาไว้ด้วย ยิ่งถ้าคุณมีครอบครัวและมีลูก ก็ต้องคิดเผื่อถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยว่าคนในครอบครัวจะมีความเห็นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังต้องคิดเผื่อว่าชีวิตหลังจากนี้จะทำอะไรดี ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีการวางแผน และเตรียมก่อนตัดสินใจเกษียณเป็นอย่างดี


วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

บ้านที่กู้ร่วม หรือ ผ่อนอยู่ ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตจะโดนยึดหรือไม่

ดิฉันมีปัญญามากเลยค่ะเนื่องจากเราทำงานคนเดียวและปัญหาเกี่ยวกับหนี้เครดิตทั้งหลายจะทำยังไงดีค่ะขอปรีกษาหน่อยค่ะ ขอความกรุณาเพื่อนและพี่ที่รู้ช่วยให้แสงหน่อยนะค่ะ
ดิฉันแนบ file มาด้วยเกี่ยวกับตารางนี้ว่าสมควรจะทำอย่างไร และมีคำถามว่า
1. เกี่ยวกับการยึดของในบ้าน ถ้าเราหย่ากับสามีและเปลี่ยนชื่อให้สามีเป็นเจ้าบ้านจะโดนยึดอีกหรือไม่ค่ะเพราะพึงหยุดจ่ายเดือนแรก โทรกระหน่ำเลยค่ะ

2. เกี่ยวกับเรื่องการยึดบ้าน ถ้าราคาบ้านตอนนี้คงประมาณ 650000 ได้แต่เป็นหนี้บ้านอยู่ที่ 450000 แต่ตอนซือราคา 540000 จะถูกยึดไม่ค่ะ กรณีถ้าหย่ากับสามี เขาเป็นผู้กู้ร่วมเขามีสิทธิ์ ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งก่อนหรือเปล่าค่ะ ที่เจ้าหนี้จะยึดได้ช่วยตอบหน่อย นะค่ะ เข้าไปอ่านที่กระทู้ปักหมุดไม่เข้าใจเพราะไม่มีกรณีที่ต้องการรู้ช่วยตอบหน่อยนะค่ะถ้าใครขอบคุณมากค่ะ
               
QUOTE:
1. เกี่ยวกับการยึดของในบ้าน ถ้าเราหย่ากับสามีและเปลี่ยนชื่อให้สามีเป็นเจ้าบ้านจะโดนยึดอีกหรือไม่ค่ะ


หากมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ แต่คุณยังเพิกเฉย และเจ้าหนี้สืบทราบได้ว่าคุณครอบครองทรัพย์สินใดใดอยู่ ไม่ว่าจะหย่าหรือไม่หย่า มันไม่เกี่ยวกันเลย ชื่ิเจ้าบ้านก็เหมือนกัน เจ้าหนี้สามารถบังคับคดียึดบ้านได้อยู่ดี

ถ้าคุณมีชื่อเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์

QUOTE:
กรณีถ้าหย่ากับสามี เขาเป็นผู้กู้ร่วมเขามีสิทธิ์ ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งก่อนหรือเปล่าค่ะ


ถ้ากู้ร่วม แล้วโดนยึด ไม่ว่าจะหย่าหรือไม่หย่า หากขายทอดตลาดได้ แบงค์เจ้าของบ้านได้ไปก่อนจากส่วนที่คงค้าง จากนั้นส่วนที่เหลือก็แบ่งครึ่ง สามีได้ไปส่วนนึง ของคุณ เจ้าหนี้บัตรก็เอาไปหักหนี้

ถ้ายังไม่พอหัก ก็จะไปตามยึดอย่างอื่นอีก จนกว่าจะครบ
               
QUOTE:
ดิฉันมีปัญญามากเลยค่ะเนื่องจากเราทำงานคนเดียวและปัญหาเกี่ยวกับหนี้เครดิตทั้งหลายจะทำยังไงดีค่ะขอปรีกษาหน่อยค่ะ ขอความกรุณาเพื่อนและพี่ที่รู้ช่วยให้แสงหน่อยนะค่ะ


เอาไปเลยครับ...จัดให้ สำหรับ "แสงสว่าง"


QUOTE:
2. เกี่ยวกับเรื่องการยึดบ้าน ถ้าราคาบ้านตอนนี้คงประมาณ 650000 ได้แต่เป็นหนี้บ้านอยู่ที่ 450000 แต่ตอนซือราคา 540000 จะถูกยึดไม่ค่ะ


โดนครับ

กรณีถ้าหย่ากับสามี เขาเป็นผู้กู้ร่วมเขามีสิทธิ์ ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งก่อนหรือเปล่าค่ะ


ใช่แล้วครับ
แต่จริงๆแล้วคำว่า"สินสมรส" ยังไงก็ยังคงต้องเป็น "สินสมรส" อยู่วันยังค่ำ...ถึงแม้จะหย่ากันแล้วก็ตาม ถ้าหากทรัพย์สินนั้นๆ ได้มาหรือซื้อมาอยู่ในช่วงระหว่างที่ยังคง"สมรส"กันอยู่ ก็ต้องถูกจัดว่าเป็น"สินสมรส"อยู่ดี...ถึงแม้จะหย่ากันแล้วก็ตาม

ก็ไหนๆจะ"หย่า(การเมือง)" กันแล้ว...ทำไมคุณไม่ถอนชื่อของตัวเองออกมาจาก"ผู้กู้บ้าน"ซะเลยล่ะครับ แล้วก็หาญาติพี่น้องที่ไว้ใจได้ซักคน (แต่ต้องเป็นคนที่มีรายได้ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร และต้องไม่ติด Black list ด้วย) เพื่อให้เขาทำหน้าที่เข้าไป"เสียบ"เป็นชื่อ"ผู้กู้บ้าน"แทนซะ...หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นอีก ก็ทำเรื่องขายบ้านไปซะเลย (ขายดาวน์บ้าน แล้วให้คนอื่นไปผ่อนต่อเอาเอง) จะขายจริงๆ หรือขาย(หลอกๆ)ให้ญาติพี่น้องของคุณไปผ่อนต่อเอาเองก็ได้...จะได้ไม่ต้องโดน"ครึ่งหนึ่ง"


1. กรณีเปลี่ยนชื่อผู้กู้ จะทำได้เลยหรือ หรือต้องทำสัญญาซื้อขายใหม่

2. กรณีถ้าหย่า กับไม่หย่า ไม่เข้าใจ ว่าถ้าใช้หนี้บ้านแล้วส่วนที่เหลือถ้าไม่หย่าสามารถ นำของสามีมาขำระหนี้ด้วย เพราะสามีถือเสมือนบุคตลคนเดียวกัน แต่ กรณีถ้าหย่าส่วนของสามีก็ไม่มีสืทธิ์ยึดได้ใช่ไหมค่ะตอบด้วยค่ะ
เพราะสว่างยังไม่เต็มที่ขอบคุณค่ะ
               
ถาม : 1. กรณีเปลี่ยนชื่อผู้กู้ จะทำได้เลยหรือ หรือต้องทำสัญญาซื้อขายใหม่
ตอบ : โหย...แม่สาวขี้สงสัย!
ยังไม่ได้ลองทำเลย...แล้วรู้ได้ยังไงว่า "ทำได้" หรือ "ทำไม่ได้"...ลองไปติดต่อกับธนาคาร"เจ้าหนี้บ้าน"ดูแล้วหรือยัง?
ถ้ากรณีของคุณทำไม่ได้...แล้วทำไมทีกรณีของคนอื่นๆ เขาถึงทำได้ล่ะ?
การเปลี่ยนชื่อ"ผู้กู้" มันก็คือ "การเซ็นต์ทำสัญญาใหม่" นั่นแหละครับ...มันทำได้ทั้งนั้นแหละ
ถ้าธนาคารเดิมที่เป็น"เจ้าหนี้บ้าน" มันโยกโย้ มากเรื่องนัก ก็ให้ญาติพี่น้องของคุณไปหากู้ธนาคารที่อื่นๆก็ได้นี่ครับ (กู้กับธนาคารที่ใหม่ เพื่อเอาเงินมาปิดหนี้กับธนาคารที่เก่า)...อย่างเช่น ธ.ออมสิน กับ ธ.อาคารสงเคราะห์ เนี่ย...อัตราดอกเบี้ยมัน"ถูก"ใกล้เคียงกัน...ธนาคารไหนที่มัน "งี่เง่า" ก็อย่าไปง้อมันสิครับ



ครบถ้วนขบวนเพลงจากทั้งสองท่านแล้ว..ทีนี้ก็ถึงตาผมมั่งล่ะ
เอาสั้นๆนะ

ปัญหาเมื่อเกิดมาแล้วต้องร่วมกันแก้..ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ก็มาจากไอ้บัตรเครดิตที่เราก่อขึ นเองทั้งนั้น
การหย่าร้าง เพื่อปลดหนี้ มันมีประโยชน์มากมายถึงขนาดนั้นเลยหรือแล้วพวกเด็กๆล่ะ?
สินสมรส ถูกต้องตามกฏหมาย 100 % ต้องถูกแบ่งครึ่ง

แล้วเจ้าหนี้มันจะรู้ได้เลยหรือว่าทรัพย์สินอะไร..ก็ต้องสืบกันลิ้นห้อยเลยหล่ะ
ทำไมคุณต้องมากังวลในตอนนี้
เอาเวลามาหาวิธีจัดการกับหนี้แบบใหนจะดีกว่า (เอ๊ะ!!! รึว่านี่คือวิธีการของคุณ)
ลองศึกษาในเวปนี้ดูก่อนดีมั๊ย? มีครบเครื่อง ไม่เสียเวลาเปล่าหรอกครับ แล้วคุณอาจพบทางออกด้วยตัวคุณเอง

อย่าให้ต้องบอกกัน..แบบตรงๆ..สุดโต่งกันไปเลยหรือ

กว่าจะถึงขั้นตอนนั้นยังอีกนาน คุณยังไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกครับ
เรื่องหย่าไม่แนะนำให้ทำครับ ครอบครัวเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันรักษา
พวกทรัพย์สินถึงแม้จะเสียไป ซักวันยังสามารถหาใหม่ได้..
ตอนนี้คุณและสามีต้องเป็นกำลังใจให้กันและกันแก้ปัญหาหนี้ให้ผ่านไปให้ได้
ถ้ายังไหวก็สู้ ๆครับอย่าเพิ่งคิดหย่าเลย


แต่ถ้ามัน..ตันแล้วจริงๆ..ก็แล้วแต่คุณนะครับ

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ไม่ถึง 1 ปี เป็นหนี้บัตรเครดิต 1 ล้าน รู้ตัวอีกทีเป็นโรคซึมเศร้าเกือบฆ่าตัวตาย

ปีที่แล้วพึ่งตั้งกระทู้ไป ปีนี้มีเรื่องมาเตือนใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เรื่องบัตรเครดิต และ บัตรกดเงินสดครับ เรื่องมีอยุ่ว่า

1. เมื่อต้นปีผมทำบัตรเครดิต และ บัตรกด เงินสด รวม 6 ใบ ใบละ 150,000 ถึง 200,000 รวมเป็นเงิน 1 ล้านบาทพอดี ในตอนนั้นคิดว่าลองสมัครไปดูหลายๆที่ ประมาณ 9 ที่พร้อมๆกัน (เพราะพึ่งหลุดจากแบล๊กลิสต์) ปรากฏว่า ผ่านทั้งหมด 6 ใบ อีก 3 ไม่ผ่านผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไรแต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเครดิตบูโร ในใจคิดว่าเอาไว้ใช้จ่ายฉุกเฉิน เพราะบัตรแต่ละใบที่สมัครไม่เสียรายปี แค่เพียงใช้ยอดถึงที่กำหนด

2. ตอนได้มาใบแรก ผมก็รูดไปเที่ยวต่างประเทศเลย ซึ่งตอนนั้นพึ่งจ่ายหนี้หมด เหลือแค่ผ่อนรถ กับให้เงินที่บ้านเท่านั้น ผมรูดซื้อของที่อยากซื้อ ไปเที่ยวทุกที่ที่อยากไป แค่เดือนแรก ผมรูดไป 2 แสนกว่าบาท ตอนนั้นยังคิดว่าชิวๆ จ่ายขั้นต่ำแค่เดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท แปบเดียวก็หมด ผมพาทั้งครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ พ่อ แม่ และน้องของผม ซึ่งตอนนั้นรู้สึกมีความสุขมากๆครับ หลังจากที่ผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมาเยอะ

3. ตอนไปเที่ยวต่างประเทศ ก็รูดซื้อของให้ที่บ้าน พาไปกินอาหารขึ้นชื่อ สถานที่ดังๆ คือผมพาครอบครัวไปเองครับ เพราะเคยไปมาแล้ว และคิดว่าสนุกกว่าไปกับทัวร์ จบทริป ผมรูดไปอีก แสนกว่าบาท ภายในระยะเวลา 3 เดือน ผมรูดบัตรไปเกือบ 4 แสน และคิดว่าจะไม่รูดเพิ่มอีก แต่ตอนนั้นยังไม่เคยกดเงินสดออกมาครับ แต่ก็จ่ายขั้นต่ำอยุ่

4. ผมเริ่มคิดจะทำธุรกิจ (อีกแล้ว) พอดีมีรุ่นพี่ที่รุจักปล่อยเซ้งร้านขายชายี่ห้อหนึ่ง เนื่องจากรุ่นพี่จะไปอยู่ต่างประเทศ ค่าเซ้งรวมอุปกรณ์ทุกอย่าง 400,000 หลังจากที่สำรวจมาหลายอาทิตย์ ผมจะไปร้านแกหลังเลิกงาน กับเสาร์ อาทิตย์ครับ คนก็มาซื้อเยอะ เดือนนึงรุ่นพี่บอกว่ากำไรประมาณ 2-3 หมื่น หักทุกอย่างแล้ว ตอนนั้นก็คิดว่าปีนึงก็คืนทุนแล้ว เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก จึงตัดสินใจเซ้งร้านต่อ

5. ผมมีเงินสดตอนนั้นอยุ่แค่ 30,000 บาท และกดเงินสดมาจากบัตรรวม 400,000 เป็นค่าเซ้งร้าน และมีค่าตกแต่งร้านเพิ่มนิดหน่อย ลูกจ้าง 2 คนก็คนเดิมครับที่ทำงานกับพี่ซึ่งไม่ต้องสอนอะไรเพิ่ม ค่าจ้างตอนนั้นคนละ 400 บาทต่อวัน ขายตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม บางช่วงลูกค้าน้อย ผมก็ให้สลับๆกันได้ ค่าเช่าที่เดือนละ 15,000 บาท ค่าไฟก็เดือนละ 7,000 กว่าบาท เป็นแค่ซอกเล็กๆแต่ค่าที่แพงมาก เพราะคนพลุกพล่าน แต่เสาร์ อาทิตย์ คนจะน้อยว่าเวลาทำงาน

6. เริ่มต้นขาย ก็ขายดีนะครับ วันธรรมดาได้เกือบ 100 แก้ว ไม่รวมทอปปิ้ง เสาร์ อาทิตย์ ประมาณ 50 แก้ว ยอมรับเลยครับว่าเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก เนื่องจากผมมีงานประจำ ต้องซื้อของเอง เชคของเอง คอยแก้ปัญหาทุกๆอย่างที่เกิดกับร้าน บางครั้งก็ต้องเข้ามาชงชาเอง 1-2 เดือนแรก กำไร เดือนละ 30,000 กว่าบาท ก็พยายามเอาไปจ่าย บัตรที่รูดและกดออกมา แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังคงรูดใช้จ่ายไปเรื่อยๆ

7. เข้าเดือนที่ 3 ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆคือของในร้านมันจะหมดเร็วกว่าปกติ แต่ยอดขายได้เท่าเดิม เลยเริ่มสงสัยว่ามีลูกจ้างจะเอาของออกจากร้านไป อ่อระหว่างนั้นก็มีลูกจ้างมาใหม่เรื่อยๆครับ บางคนกลับบ้านต่างจังหวัด บางคนต้องไปเลี้ยงลูก ผมพยายามดูกล้องแต่ก็จับไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร ตอนนั้นยังคิดว่าคนชงมือใหม่มือหนักใส่เยอะ เลยไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่กำไรลดลงมาเยอะ



ขออนุญาตกลับมาเล่าต่อนะครับ ตอนนี้ผมก็ยังไม่ค่อยหายดีเป็นปกติเท่าไหร่ พอคิดถึงเรื่องเก่าๆที่ผิดพลาดมาซ้ำๆ แล้วมันเศร้า น้ำตามันไหลครับ มันอาจจะดูผิดพลาดซึ่งมันผิดพลาดจริงๆ แต่ตอนนั้นผมกลับไม่ได้คิดแบบนั้น อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ครับ

8. ตอนประเมินเงินเดือนขึ้น หัวหน้าผมบอกว่าความสารมารถผม outstanding ซึ่งได้ขึ้นเงินเดือนมาอีก ช่วงนั้น ผมรู้สึกมีความสุขนะ ถึงแม้จะมีหนี้เยอะ แต่ทำทุกอย่างเต็มที่ คิดถึงแต่ข้างหน้าว่ามันจะต้องหมดให้เร็วที่สุด แต่สิ่งแย่ๆก็เริ่มเข้ามาเรื่อยๆ มันเป็นเพราะตัวผมเอง ผมเริ่มเที่ยวกลางคืน สังสรรค์ กินเหล้า บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ผมทำทุกอย่างได้พร้อมๆกันเหมือนมีพลัง ไม่มีวันหมด ไปเที่ยวทุกที่ที่อยากไป ไปดูร้านบ้างไม่ไปบ้าง ใช้น้องในร้านไปซื้อของแทน โดยให้เงินเพิ่ม ภายใน 3 เดือนหลังจากเปิดร้าน บัตรเครดิตผมเต็มทุกใบ

9. ช่วงเปิดร้านแรกๆ ผมจ่ายบัตรขั้นต่ำเกือบทุกเดือน ตกเดือนละ 60,000 - 50,000 บาท โดยที่ยังมีค่าผ่อนรถเดือนละ 20,000 และค่าเช่าห้อง ซึ่งตอนนั้นดอกเบี้ยที่ผมต้องจ่ายต่อเดือนเกือบหนึ่งหมื่นบาท และค่าใช้จ่ายที่ต้องหมุนเวียนในร้านอีก ซึ่งกำไรก็น้อยลงในเดือนที่ 3 พอขึ้นเดือนที่ 4 ผมรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว จะหาคนมาช่วยก็ไม่มี ถ้าจ้างใครอีกคงไม่เหลืออะไร แถมต้องจ่ายบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเดือนละ 80,000 กว่าบาท จึงตัดสินใจประกาศเซ้งร้านต่อที่ราคาเดิม 400,000 บาท เพื่อเอามาปิดบัตรแต่กว่าจะหาคนเซ้งต่อได้ก็ใช้เวลาเกือบเดือนเหมือนกัน เป็นรุ่นน้องผู้หญิง ต้องสอนอะไรหลายอย่าง กว่สจะได้เงินมาก็ใช้เวลา และน้องขอต่อราคาเหลือ 370,000 ผมก็ตกลงที่ราคานั้น

10. พอได้เงินมาผมปิดบัตรเงินสดและบัตรเครดิตไปได้ 3 ใบ เหลืออีก 3 ใบ ยอดรวมเกือบ 500,000 ซึ่งก็จ่ายขั้นต่ำมาเรื่อยๆ ค่าผ่อนรถ มีช้าบ้างโดนค่าทวงถาม ค่าเบี้ยปรับเพิ่ม กดเงินสดมาจ่าย เพื่อไม่ให้เลยกำหนดบ้าง และตอนนั้นผมเริ่มเที่ยวน้อยลง บวกกับผมเริ่มมีความเครียดเรื่องหนี้ที่เกิด ผมเสียใจว่าผมทำอะไรลงไป ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมไม่เคยบอกที่บ้านเรื่องหนี้ ไม่เคยบอกเพื่อนหรือใคร บอกแค่ผู้หญิงคนนึงที่ผมเจอที่ผับช่วงนั้น เราเที่ยวด้วยกันบ่อย และตกลงคบกัน ผมเล่าเธอทุกเรื่องที่ผมผ่านมาตอนนั้น ปัจจุบันก็คือแฟนผม

11. ผมเริ่มเครียดจนขนาดไม่อยากเจอใคร ไม่อยากไปไหน ทุกอย่างมันดูเศร้าไปหมด จากที่เคยทำงานได้ดี ผมรู้สึกผมทำงานไม่ได้ ไม่มีเรี่ยวแรง นอนซมและลาป่วยบ่อย ผมรุ้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่รุ้ว่าจะเกิดมาบนโลกนี้ทำไม ในแต่ละวันผมคิดเรื่องตายไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง แต่ยังไม่เคยทำจริง เพราะกลัวแฟนจะเสียใจ เชื่อมั้ยตอนนั้นในสมองผมไม่มีคิดถึงพ่อ แม่ หรือน้องเลย ผมนอนร้องไห้แทบทุกคืน ตอนนั้นแฟนจะมาหาผมแค่ช่วงศุกร์ เสาร์ จนแฟนเริ่มสงสัยว่าเป็นอะไร เธอจึงพาผมไปหาหมอ

12. ผมหาหมออายุรกรรม 2 โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลเอกชนใช้บัตรประกันสุขภาพของบริษัท โดยที่เล่าอาการแค่บอกว่ารู้สึกไม่สบาย มีไข้ เจ็บคอ หมอก็ตรวจเลือด ทุกอย่างในร่างกายผมปกติดี มีแค่เลือดจางเล็กน้อย ค่าตรวจเลือดแต่ละที่ค่อนข้างจะแพงผมก็รูดบัตรทุกครั้ง และผมก็ยังป่วยอยุ่อย่างนั้นเรื่อยๆ จนผมตัดสินใจไปที่ โรงพยาบาลที่ผมทำประกันสังคม ผมเล่าอาการให้หมอฟังและตรวจเลือดซึ่งค่าใช้จ่ายฟรี ตอนเล่าผมร้องไห้บอกหมอว่าอยากหาย แต่ไม่เคยเล่าเรื่องจะฆ่าตัวตาย หมอคนนี้แนะนำให้ผมไปพบแพทย์ที่แผนกจิตเวช

13. ปกติแฟนผมจะไปด้วยตลอด แต่วันนั้นแฟนผมติดงานไม่ได้ไปด้วย ผมไปนั่งรอแผนกจิตเวชและยังร้องไห้ไม่หยุด ผมคิดว่าผมคงเป็นบ้าหมอเลยแนะนำให้มาที่แผนกนี้ พอผมเข้าไป พยาบาลบอกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไม่รับคนไข้แล้ว แต่พยาบาลเห็นผมนั่งร้องไห้และซักประวัติถามว่าเป็นอะไร ผมเล่าพยาบาลคนนั่นไปเรื่องอยากตาย พยาบาลจึงไปตามอาจารย์หมอที่กำลังสอนอยุ่มาดูเคสของผม พอหมอมาการพูดคุยทำให้ผมรุ้สึกดีขึ้น ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมอฟัง หมอสันนิษฐานว่าผมเป็นไบโพลาร์และอยุ่ในช่วงซึมเศร้า พอได้ยินผมก็ยังร้องไห้ไม่หยุด

ขอโทษจริงๆครับ ผมต้องนอนแล้ว เพราะกินยานอนหลับไปซักพักแล้ว พรุ่งนี้มาต่อนะครับ

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

บัตรเสริมบัตรหลัก ใครต้องรับผิดชอบเมื่อถูกฟ้อง

สามีมีบัตร Hsbc ดิฉันเป็นบัตรเสริม ที่ผ่านมาก้อปกติมาตลอด จนกระทั่งสามีเสียชีวิต ดิฉัน
ก้อยังใช้บัตรเสริมไปเรื่อย ๆ และชำระด้วยดีตลอด เกิดเหตุที่ดิฉันส่งเงินเข้าไม่ทันกำหนด เค้า
ก้อตามที่สามีดิฉัน และพบว่าสามีดิฉันเสียแล้ว เค้าได้ค้นหาเบอร์ของดิฉัน และติดต่อดิฉัน ซึ่ง
ดิฉันก้อบอกไปตามจริงว่าสามีเสียไปแล้ว และเค้าก้อขอปิดบัตร พร้อมทั้งขอสำเนาใบมรณะบัตร
ดิฉันก้อส่งไปให้ ซึ่งนับจากนั้นดิฉันไม่ได้ส่งเงินเข้าอีกเลย และพยายามต่อรองเพื่อผ่อนผัน
ชำระหนี้ อ้อ หนี้บัตรมีประมาณ 7หมื่น โดยขอชำระเดือนล่ะ 5พัน แต่ขอให้ระงับดอกเบี้ย เค้าก้อ
บอกไม่ได้ เค้าก้อติดต่อมาเรื่อย ๆ ดิฉันก้อพยายามขอผ่อนผันเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อต้นเดือน
เมย.52 หนี้ได้เพิ่มเป็น 8หมื่น เค้ายอมลดให้ครึ่งหนึ่ง คือประมาณ 4หมื่น ประจวบกับเพื่อน
ที่เคยยืมเงินดิฉันไปจะคืนเงินให้ ดิฉันจึงตกปากรับคำจะนำเงินไปชำระในวันที่ 20 เมย.52
แต่ปรากฎว่าเพื่อนดิฉันประสบเหตุในเหตุการณ์เสื้อแดง และป่วยอยุ่ใน รพ. ทำให้ยังไม่สามารถ
คืนเงินดิฉันได้ ดิฉันก้อไม่มีเงินไปคืนให้ ในกรณีนี้ดิฉันจะทำอย่างไรดี ซึ่งดิฉันไม่มีเงินพอที่
จะใช้หนี้ได้ ถ้าปล่อยให้ฟ้องศาลเลยจะทำให้ดิฉันติดหนี้เสียในเครดิตบูโรหรือไม่ค่ะ ขอความ
กรุณาด้วยค่ะ

ต่ปรากฎว่าเพื่อนดิฉันประสบเหตุในเหตุการณ์เสื้อแดง และป่วยอยุ่ใน รพ. ทำให้ยังไม่สามารถ
คืนเงินดิฉันได้ ดิฉันก้อไม่มีเงินไปคืนให้

QUOTE:
ในกรณีนี้ดิฉันจะทำอย่างไรดี ซึ่งดิฉันไม่มีเงินพอที่
จะใช้หนี้ได้


เก็บเงินให้อยู่กับตัวให้มากที่สุดไข้ไว้ครับ

QUOTE:
ถ้าปล่อยให้ฟ้องศาลเลยจะทำให้ดิฉันติดหนี้เสียในเครดิตบูโรหรือไม่ค่ะ ขอความ
กรุณาด้วยค่ะ
[/quote]

ปล่อยฟ้องศาลเลยก็โดนเจ้าหนี้ ฟ้องรวมค่าทวงถาม ดอกเบี้ย ค่าทนาย แน่ๆเลย ไม่ดีหรอกครับ

ส่วน หนี้เสีย ในบูโร ติดแน่นอน จนกว่าคุณจะเคลียร์หนี้ทั้งหมดที่คุณมี ทุกๆเจ้า ผ่านพ้นไป 3 ปี (กรณีบุคคลธรรมดา) ก็หลุดบูโร ประวัติเคลียร์ทั้งหมด ส่วน (นิติบุคล 5 ปี)

ถาม : ดิฉันก้อบอกไปตามจริงว่าสามีเสียไปแล้ว และเค้าก้อขอปิดบัตร พร้อมทั้งขอสำเนาใบมรณะบัตร ดิฉันก้อส่งไปให้ ซึ่งนับจากนั้นดิฉันไม่ได้ส่งเงินเข้าอีกเลย และพยายามต่อรองเพื่อผ่อนผันชำระหนี้ อ้อ หนี้บัตรมีประมาณ 7หมื่น โดยขอชำระเดือนล่ะ 5พัน แต่ขอให้ระงับดอกเบี้ย เค้าก้อบอกไม่ได้ เค้าก้อติดต่อมาเรื่อย ๆ ดิฉันก้อพยายามขอผ่อนผันเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อต้นเดือน
เมย.52 หนี้ได้เพิ่มเป็น 8หมื่น เค้ายอมลดให้ครึ่งหนึ่ง คือประมาณ 4หมื่น ประจวบกับเพื่อนที่เคยยืมเงินดิฉันไปจะคืนเงินให้ ดิฉันจึงตกปากรับคำจะนำเงินไปชำระในวันที่ 20 เมย.52 แต่ปรากฎว่าเพื่อนดิฉันประสบเหตุในเหตุการณ์เสื้อแดง และป่วยอยุ่ใน รพ. ทำให้ยังไม่สามารถคืนเงินดิฉันได้ ดิฉันก้อไม่มีเงินไปคืนให้ ในกรณีนี้ดิฉันจะทำอย่างไรดี



ส่วนเรื่องถ้าเป็นหนี้จาก "บัตรเสริม" แล้วต้องใช้หนี้เมื่อถูกฟ้องด้วยหรือไม่...ก็เคยตอบไปแล้วเช่นกันว่า

โจทก์ไม่สามารถอ้างได้ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระชอบหนี้ใดๆร่วมกับจำเลยที่1 โดยอาศัยตาม ประกาศ/คำสั่ง ของ ธปท.ว่าด้วยเรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตลงวันที่ 23 มีนาคม 2547 ตามข้อ 4.2 และข้อ 4.3 ที่กำหนดเอาไว้ว่า

4.2 ในประกาศนี้
บัตรหลักหมายความว่า บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค ที่เป็นผู้มีรายได้หรือฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ตามบัตรเครดิตได้
บัตรเสริมหมายความว่า บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค ที่ผู้ถือบัตรหลักยินยอมให้ใช้จ่ายเงินภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลัก และผู้ถือบัตรหลักจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด

4.3 คุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิต
กรณีผู้ถือบัตรหลัก
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต จะออกบัตรหลักให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคได้ เมื่อผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
(1) มีรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆรวมกันไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท ต่อเดือน หรือไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท ต่อปี โดยต้องแสดงหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้
(2) เป็นผู้มีรายได้หรือเคยมีรายได้จากการทำมาหาได้ของตนเอง โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงิน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นผู้มีฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระเงินตามบัตรเครดิตได้
กรณีผู้ถือบัตรเสริม
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจออกบัตรเสริมให้กับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตาม (1)-(2) ข้างต้น หรือผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ ภายใต้สัญญาที่ทำกับผู้ถือบัตรหลัก โดยวงเงินการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเสริม ต้องอยู่ภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น และผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด


ถาม : ถ้าปล่อยให้ฟ้องศาลเลยจะทำให้ดิฉันติดหนี้เสียในเครดิตบูโรหรือไม่ค่ะ ขอความกรุณาด้วยค่ะ
ตอบ : ท้าให้มันฟ้องเลยครับ...แล้วก็ไปสู้คดีที่ชั้นศาล ซึ่งผมมั่นใจว่าคุณต้องชนะคดีแน่ๆ โดยชนะแบบ "ยกฟ้อง" ให้กับจำเลยที่ 2 (ซึ่งหมายถึงตัวคุณนั่นแหละ)

แล้วคุณก็เอา"คำพิพากษา"นี้ ไปเขียนคำร้องที่เครดิตบูโร เพื่อใ้ห้ทำการ Update ข้อมูลของคุณให้เป็นสถานะ L3 (ศาลพิพากษายกฟ้อง)...หลังจากนั้นคุณก็รอไปอีก 3 ปี ข้อมูลในเครดิตบูโรของคุณมันก็จะถูกลบออกไปเองตามข้อกฏหมาย